จุดชม ซากุระ คาวาซุ ซากุระสายพันธุ์บานเร็ว

จุดชม ซากุระ คาวาซุ (Kawazu) ซากุระสายพันธุ์บานเร็วในญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลายอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว ในการไปชมดอกซากุระบานในญี่ปุ่น ซึ่งดอกซากุระที่พบเห็นได้ทั่วไปในช่วงเวลานี้คือพันธุ์โซเมโยชิโนะ ซึ่งมักจะเริ่มบานในช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคมในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยซากุระโซเมโยชิโนะจะบานนานประมาณ 2 สัปดาห์ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคุณสามารถไปชมดอกซากุระในช่วงฤดูหนาวได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนมีนาคม ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และสถานที่ เพราะมีซากุระสายพันธุ์พิเศษที่บานเร็วก่อนสายพันธุ์อื่น ๆ เป็นอีกหนึ่งในสายพันธุ์ซากุระที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น นั่นก็คือ ซากุระ คาวาซุ (Kawazu Sakura) 🌸 และที่สำคัญช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเดินทางนักและราคาตั๋วเครื่องบินก็ยังไม่แพง!

Allianz Travel จะพาทุกคนไปสำรวจสถานที่ ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับดอกซากุระปลายฤดูหนาวที่คุณไม่ควรพลาด จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ : )

ทำความรู้จักกับ ซากุระ คาวาซุ

ซากุระ คาวาซุ (河津桜) ตั้งชื่อตามเมืองคาวาซุในคาบสมุทรอิซุ จังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งปลูกซากุระสายพันธุ์นี้เป็นแห่งแรก ลักษณะเด่นของซากุระคาวาซุ คือเป็นสายพันธุ์ที่บานเร็ว ถือเป็นสัญญาณแรก ๆ ของฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ และบานเต็มที่ตอนช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งช่วงเวลาออกดอกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและสภาพอากาศ ดังนั้นคุณควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศล่าสุดก่อนเดินทางเสมอ ซากุระคาวาซุจะมีกลีบดอกใหญ่ สีชมพูเข้ม และบานสะพรั่งให้นักท่องเที่ยวได้ชมเป็นระยะเวลานานประมาณ 1 เดือน ซึ่งแตกต่างจากซากุระสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมทั่วไป เช่น โซเมอิโยชิโนะ (Somei Yoshino) ชิดาเระซากุระ (Shidare Sakura) ที่มักจะบานในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน และจะบานในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์เท่านั้น คุณสามารถชมซากุระคาวาซุ สีชมพูได้ทั่วโตเกียว หรือเดินทางไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับในจุดชมอื่น ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวโดยการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

สถานที่ชม ซากุระ คาวาซุ ในโตเกียว

สถานที่ชมความงดงามของ ซากุร ะคาวาซุ มีอยู่มากมายทั้งในโตเกียวและพื้นที่โดยรอบโตเกียวที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับสีสันอันสวยงามของต้นคาวาซุ ซากุระ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทั้งในสวนสาธารณะ ริมฝั่งแม่น้ำ และบริเวณวัดหลายแห่งในโตเกียว ที่จะเต็มไปด้วยต้นซากุระคาวาซุ ซากุระสีชมพูสดใส

1. สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen National Garden)

จุดชมซากุระคาวาซุ: สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen National Garden)

สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอ็นก็เป็นจุดชมซากุระที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว สวนอันกว้างใหญ่ใจกลางโตเกียวแห่งนี้มีต้นซากุระมากกว่า 900 ต้น ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงต้นซากุระ คาวาซุ ซึ่งเริ่มบานในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ด้วย นอกจากนี้ สวนชินจูกุเกียวเอ็นยังมีต้นซากุระที่บานช้าอย่างซากุระยาเอะซึ่งบานในเดือนเมษายน ในช่วงปลายของฤดูซากุระบานอีกด้วย

2. สวนอิโนะคาชิระ (Inokashira Park)

จุดชมซากุระคาวาซุ: สวนอิโนะคาชิระ (Inokashira Park)

สวนอิโนะคาชิระเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านคิจิโจจิ ซึ่งเป็นย่านทันสมัยทางทิศตะวันตกของโตเกียว ใกล้กับพิพิธภัณฑ์จิบลิ สวนแห่งนี้ได้รับความนิยมตลอดทั้งปี และดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนจะมาชื่นชมต้นซากุระหลากหลายพันธุ์ของสวนอิโนะคาชิระ รวมถึง ซากุระ คาวาซุ ด้วย ต้นซากุระส่วนใหญ่อยู่รอบสระน้ำขนาดใหญ่ของสวน และมีการประดับไฟสวยงามในเวลากลางคืน ผู้ที่ต้องการล่องเรือสามารถเช่าเรือเพื่อล่องไปในสระน้ำภายใต้ดอกซากุระสีชมพูสดใสได้

3. ศาลเจ้าโทโยคาวะอินาริ (Toyokawa Inari Betsuin)

จุดชมซากุระคาวาซุ: ศาลเจ้าโทโยคาวะอินาริ (Toyokawa Inari Betsuin)

ศาลเจ้าโทโยคาวะอินาริเป็นหนึ่งในสถานที่ทางศาสนาที่สวยงามดั่งภาพวาดของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพระราชวัง Akasaka ที่นี่มีรูปปั้นจิ้งจอกหินหนึ่งพันตัวซึ่งคล้องผ้ากันเปื้อนสีแดงสดตั้งอยู่ทั่วพื้นที่กว้างใหญ่ของศาลเจ้าแห่งนี้ อยู่ท่ามกลางต้น ซากุระคาวาซุ สีชมพูสดใสที่บานสะพรั่งในศาลเจ้าตลอดฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่คือวัดพุทธนิกายโซโตะ ก่อตั้งขึ้นในระหว่างช่วงที่มีการผสานความเชื่อทางศาสนา ซึ่งอยู่ระหว่างช่วงแรกเริ่มที่พุทธศาสนาได้ลงหลักปักฐานในญี่ปุ่นเรื่อยมาจนถึงช่วงการฟื้นฟูเมจิ

4. สวนโยโยกิ (Yoyogi Park)

จุดชมซากุระ คาวาซุ: สวนโยโยกิ (Yoyogi Park)

สวนโยโยกิเป็นจุดชมซากุระอีกแห่งที่มีชื่อเสียงในโตเกียว เนื่องจากมีต้นซากุระจำนวนมากกว่า 700 ต้น ที่นี่ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการปิกนิกและปิ้งบาร์บีคิวตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเต็มไปด้วยสีชมพูสดใสของต้นซากุระที่ประดับประดาพื้นที่โดยรอบ สวนโยโยกิตั้งอยู่ระหว่างย่านชินจูกุและย่านชิบูย่า ไม่ไกลจากย่านฮาราจูกุ ถึงแม้ว่าต้นซากุระที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นซากุระพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ แต่สวนโยโยกิยังมีต้นซากุระ คาวาซุ อยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

5. แม่น้ำคิวนาคากาวะ (Kyunaka River)

จุดชมซากุระคาวาซุ: แม่น้ำคิวนาคากาวะ (Kyunaka River)

แม่น้ำคิวนาคากาวะในฮิราอิ เขตเอโดกาวะ กรุงโตเกียว เป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านส่วนหนึ่งของโตเกียวตะวันออก และเป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเขตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำที่อยู่ห่างจากสถานีฮิราอิไปประมาณ 10 นาที มีต้นซากุระ คาวาซุ กว่า 30 ต้นปลูกเรียงรายอยู่ และมีโตเกียวสกายทรีตั้งเด่นเป็นฉากหลังในระยะไกล แสดงถึงการผสมผสานระหว่างโตเกียวแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ แถมพิเศษสำหรับคนรักรถไฟ เพราะมีสะพานทางรถไฟเหล็กไว้ให้ดูรถไฟยามแล่นข้ามแม่น้ำไปด้วย

สถานที่ชม ซากุระ คาวาซุ นอกเมืองโตเกียว

มีสถานที่ชม ซากุระ คาวาซุ นอกเมืองโตเกียวอยู่หลายแห่งที่เดินทางไปถึงได้โดยง่ายโดยรถไฟ ซึ่งคุณสามารถไปเยี่ยมชมได้แบบไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียว ในขณะที่บางแห่งอาจต้องพักค้างคืน คานากาวะเป็นพื้นที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ ในขณะที่ชิซูโอกะอาจต้องพักค้างคืน

1. เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ

จุดชม ซากุระ คาวาซุ ริมน้ำ: คาวาซุ ซากุระ เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ

เมืองคาวาซุบนคาบสมุทรอิซุในจังหวัดชิซูโอกะซึ่งเป็นเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของต้นซากุระ คาวาซุ อาจเป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดในการชมต้นซากุระ คาวาซุ ซึ่งมีต้นซากุระพันธุ์ คาวาซุ อยู่ทั่วเมืองกว่า 8,000 ต้น คุณจะได้เห็นต้นซากุระ คาวาซุ สีชมพูสดใสเรียงรายอยู่ตามสองฝั่งของแม่น้ำคาวาซุที่ทอดยาวกว่า 4 กิโลเมตร ดอกซากุระ คาวาซุ เริ่มบานในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์และจะเผยให้เห็นทัศนียภาพอันน่าทึ่งร่วมกับดอกเรพซีดสีเหลืองริมฝั่งแม่น้ำ

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ
จุดชมซากุระคาวาซุ ริมน้ำ: เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ

ในช่วงฤดูกาลนี้ จะมีการจัดเทศกาลประจำปีเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาที่ ซากุระ คาวาซุ บานสะพรั่งที่เริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยมีแผงขายอาหารมากมาย กิจกรรมสนุก ๆ และการประดับไฟต้นซากุระในตอนกลางคืน จุดเด่นอย่างหนึ่งของเทศกาล ซากุระคาวาซุ คือริมฝั่งแม่น้ำจะเปลี่ยนไปเป็นฉากที่งดงามที่ถูกประดับไปด้วยดอกไม้สีชมพูสดใสเต็มพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีดอกเรพซีดสีเหลืองที่บานอยู่ใต้ต้นซากุระ คาวาซุ ช่วยสร้างทัศนียภาพอันสวยงาม และมีการประดับไฟในตอนกลางคืนระหว่างเทศกาลตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 21.00 น.

จุดชมซากุระคาวาซุ: เมืองคาวาซุ (kawazu) จังหวัดชิซูโอกะ
จุดชมซากุระคาวาซุ : เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ ตอนกลางคืน Light Up

เราสามารถตรวจสอบการบานของดอกซากุระคาวาซุหรือชมดอกซากุระคาวาซุ ที่เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ แบบ Live ผ่านเว็บไซต์ skyliewebcams.com ได้ที่ลิงก์นี้นะคะ:
https://www.skylinewebcams.com/en/webcam/japan/prefecture-of-shizouka/kawazu/kawazu.html
https://www.skylinewebcams.com/en/webcam/japan/prefecture-of-shizouka/shizouka/izu.html

ช่วงเวลาเทศกาล: 7 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2026

เว็บไซต์: https://kawazuzakura.jp/

2. เมืองมิอุระ จังหวัดคานากาวะ

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : เมืองมิอุระ จังหวัดคานากาวะ

เมืองมิอุระ (Miura) ตั้งอยู่บนปลายสุดด้านใต้ของคาบสมุทรมิอุระ จังหวัดคานากาวะ (Kanagawa) หากเดินทางด้วยรถไฟจากโตเกียวจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เป็นสถานที่จัดงานยอดนิยมอย่างเทศกาลซากุระบานมิอุระไคกัง (Miura Kaigan Cherry Blossom Festival) ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ต้นซากุระ คาวาซุ กว่า 1,000 ต้นเรียงรายไปตามทางรถไฟประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างสถานีมิอุระไคกัง (Miura-kaigan) ไปจนถึงสวนโคมัตสึไกเกะ (Komatsugaike) และในช่วงเทศกาลจะมีแผงขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เช่น ยากิโทริ (ไก่เสียบไม้ย่าง) และไทยากิ (ขนมรูปปลา) หรือรอถ่ายภาพต้นซากุระประดับไฟตั้งแต่เวลา 17.00 น.

จุดชมซากุระคาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ ริมทางรถไฟ เมืองมิอุระ จังหวัดคานากาวะ

จุดชมวิวแนะนำ: คุณสามารถเก็บภาพทิวทัศน์อันสวยงามของรถไฟที่วิ่งผ่านแถวต้นซากุระ ด้วยการขึ้นไปบนสะพานลอยใกล้สถานีมิอุระไคกัง คุณจะได้ภาพรถไฟสีแดง (หรือสีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา) ตัดกับดอกซากุระสีชมพูอ่อน เป็นภาพที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง รถไฟวิ่งค่อนข้างบ่อย ดังนั้นคุณจึงมีโอกาสมากมายที่จะถ่ายภาพสวย ๆ ได้

ช่วงเวลาเทศกาล: 11 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2026

เว็บไซต์: https://miurakawazuzakura.wixsite.com/index/en

3. เมืองมัตสึดะ จังหวัดคานากาวะ

จุดชม ซากุระคาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ และวิวภูเขาไฟฟูจิ เมืองมัตสึดะ จังหวัดคานากาวะ

หากคุณอยากเห็นภาพดอกซากุระบานสะพรั่งและภูเขาไฟฟูจิไปพร้อมกัน ให้ไปที่เทศกาลซากุระมัตสึดะ (Matsuda Cherry Blossom Festival) ซึ่งจัดขึ้นที่สวนสมุนไพรมัตสึดายามะ (Matsudayama Herb Garden) ภายในสวนสาธารณะนิชิฮิราบาตาเกะ (Nishihirabatake Park) ในเมืองมัตสึดะ (Matsuda) จังหวัดคานากาวะ (Kanagawa)  คุณจะได้เห็นต้นซากุระคาวาซุสีชมพูประมาณ 360 ต้นพร้อมดอกเรพซีดสีเหลืองที่ตัดกันอย่างสวยงามบนไหล่เขา

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ และสไลเดอร์ เมืองมัตสึดะ จังหวัดคานากาวะ

นอกจากนี้ คุณยังสามารถสนุกสนานไปกับสไลเดอร์ท่ามกลางดอกซากุระอันงดงาม หรือนั่งรถไฟ Furusato ซึ่งเป็นรถไฟไอน้ำขนาดเล็กน่ารักที่วิ่งรอบสวน และในช่วงเทศกาล คุณยังจะพบกับแผงขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีกลิ่นดอกซากุระ เช่น น้ำผึ้งหรือแยมดอกซากุระ โมจิซากุระ ดังโงะ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ช่วงเวลาเทศกาล: 14 กุมภาพันธ์ถึง 8 มีนาคม 2026 (วันที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์การบานของดอกซากุระ)

ค่าเข้าชม: 300 เยน

เว็บไซต์: https://town.matsuda.kanagawa.jp/site/matsudasakura/

4. สวนนิชิฮิระบาตาเกะ จังหวัดคานากาว

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : สวนนิชิฮิระบาตาเกะ เมืองคานากาวะ

สวนสาธารณะนิชิฮิระบาตาเกะ (Nishihirabatake Park) มีต้นซากุระ คาวาซุ มากกว่า 300 ต้น และในช่วงฤดูซากุระบาน คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันตระการตาของต้นซากุระ คาวาซุ ที่บานสะพรั่งในสวนสาธารณะโดยมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาไฟฟูจิที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ สวนสาธารณะนิชิฮิระบาตาเกะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับที่สะดวกมากหากเดินทางจากโตเกียว โดยใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษโดยรถไฟสายโอดะคิว

จุดชมซากุระคาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ พร้อมวิวภูเขาไฟฟูจิ สวนนิชิฮิระบาตาเกะ เมืองคานากาวะ

ช่วงเวลาเทศกาล: 1 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2026

เว็บไซต์: https://www.minami-izu.jp/

ช่วงฤดูกาลสำหรับชมดอกซากุระในญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนมีนาคม-เมษายน จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตั๋วเครื่องบินและที่พักจะมีราคาค่อนข้างแพง เพื่อน ๆ สามารถชมความสวยงามของดอกซากุระสายพันธุ์บานเร็ว อย่าง ซากุระ คาวาซุ ได้ในช่วงนอกฤดูกาลชมซากุระ การได้ไปชมความสวยงามของดอกซากุระที่บานสะพรั่ง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสวยงาม และบรรยากาศที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ สำหรับใครที่อยากชมซากุระในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก่อนใคร อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมกับอากาศที่ยังหนาวอยู่ และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : thewanderingcam.com, japan.travel, tsunagujapan.com, jw-webmagazine.com, tokyocheapo.com, skyliewebcams.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2026

พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2026 ล่าสุด! [ครั้งที่ 1: 18 ธันวาคม 2025]

อีกไม่กี่เดือนช่วงเวลาของการชมดอกซากุระ ญี่ปุ่น ในปี 2026 ก็จะมาถึงแล้ว หลายคนรอคอยที่จะได้ไปสัมผัสบรรยากาศที่สวยงาม ละมุนไปด้วยสีของดอกซากุระที่บานสะพรั่ง 🌸 ไปทั่วทุกสถานที่ ที่เป็นจุดชมดอกซากุระบานในญี่ปุ่น โดยเฉพาะเดือนมีนาคมและเมษายน ปีนี้ข้อมูล พยากรณ์ซากุระบาน ญี่ปุ่น ปี 2026 ถูกประกาศออกมาแล้ว โดยทาง JMC (Japan Meteorological Corporation) ได้เผยแพร่ข้อมูล พยากรณ์ ซากุระบาน ญี่ปุ่น 2026 ฉบับล่าสุด (ครั้งที่ 1) ของปี 2026 ออกมา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีแพลนจะไปชมความสวยงามของดอกซากุระในปี 2026 เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ วางแผนการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไว้ล่วงหน้าก่อนการเดินทางประมาณ 3-5 เดือน เพราะค่าใช้จ่ายจะมีราคาถูกกว่าการจองตอนใกล้ถึงวันเดินทาง และสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือเราควรตรวจสอบช่วงเวลาที่ดอกซากุระบาน จากตารางพยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น ในปี 2026 ที่จะมีการประกาศออกมาเป็นระยะ ๆ กันด้วยนะคะ เนื่องจากช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมดอกซากุระจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่และสภาพอากาศในแต่ละปี ทาง Allianz Travel จะทำการอัปเดตข้อมูลการพยากรณ์ช่วงเวลาซากุระบานมาให้เพื่อน ๆ ได้คอยอัปเดตเพื่อใช้สำหรับวางแผนการเดินทาง ในบทความนี้นะคะ : )

ตารางพยากรณ์ช่วงเวลา ซากุระบาน ในญี่ปุ่นปี 2026

ตารางพยากรณ์ช่วงดอกซากุระบานของญี่ปุ่นในปี 2026 ครั้งล่าสุด (พยากรณ์ซากุระครั้งที่ 1) ประกาศออกมาแล้ว เผยแพร่โดย Japan Meteorological Corporation เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางแผนการเดินทางเพื่อไปชมดอกซากุระปี 2026 ได้ค่ะ

ประกาศพยากรณ์ดอกซากุระบานปี 2026 (พยากรณ์ครั้งที่ 1: 18 ธันวาคม 2025)

พยากรณ์ช่วงเวลา ซากุระบาน ในญี่ปุ่นปี 2026

ขอบคุณรูปภาพจาก: JMC (Jpan Meteorological Corporation)

สถานที่ช่วงเวลาที่ซากุระเริ่มบาน 🌸ช่วงเวลาที่ซากุระบานเต็มที่ 🌸🌸🌸
โตเกียว – Tokyo19 มีนาคม26 มีนาคม
นาโงย่า – Nagoya19 มีนาคม28 มีนาคม
เกียวโต – Kyoto24 มีนาคม31 มีนาคม
โคจิ – Kochi20 มีนาคม27 มีนาคม
ฟุกุโอกะ – Fukuoka20 มีนาคม29 มีนาคม
โอซาก้า – Osaka24 มีนาคม31 มีนาคม
ฮิโรชิมะ – Hiroshima21 มีนาคม30 มีนาคม
วากายามะ – Wakayama26 มีนาคม2 เมษายน
คานาซาว่า – Kanazawa31 มีนาคม6 เมษายน
นากาโน่ – Nagano6 เมษายน11 เมษายน
คาโกชิมะ – Kagoshima24 มีนาคม3 เมษายน
เซนได – Sendai5 เมษายน10 เมษายน
อาโอโมริ – Aomori19 เมษายน22 เมษายน
ซัปโปโร – Sapporo28 เมษายน1 พฤษภาคม
ดอกซากุระบานหรือดอกซากุระบานเต็มที่แล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก: Release of 2026 Cherry Blossom Forecast (1st forecast) – JMC (Jpan Meteorological Corporation)

ไปชม ซากุระ ญี่ปุ่น ช่วงเวลาไหนดี ?

ดอกซากุระในญี่ปุ่นมีช่วงเวลาที่บานเต็มที่ในแต่ละสถานที่คือประมาณหนึ่งสัปดาห์ และช่วงที่บานเต็มที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ ดอกซากุระจะเริ่มบานจากเขตอบอุ่นและจุดสุดท้ายคือในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ตัวอย่างเช่น คุณจะเริ่มชมซากุระในภูมิภาคคิวชูตอนใต้ได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และบานเต็มที่ในอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา แต่ดอกซากุระในจังหวัดฮอกไกโดทางตอนเหนือสุดจะบานเต็มที่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

ในแต่ละปี ซากุระจะเริ่มบานในโตเกียวตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และสามารถบานสะพรั่งได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างโอซาก้า เกียวโต และฮิโรชิม่า ก็เริ่มบานสะพรั่งในเวลาเดียวกัน ในภาคกลางของญี่ปุ่น ดอกซากุระเริ่มบานตั้งแต่ต้นถึงกลางเดือนเมษายน ภายในปลายเดือนเมษายน คุณจะเห็นดอกซากุระในโทโฮคุ และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม คุณจะเห็นดอกซากุระที่ฮอกไกโดเช่นกัน

ซากุระ ญี่ปุ่น ช่วงต้นฤดูกาล (เดือนกุมภาพันธ์)

ซากุระมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่สามารถพบเห็นได้มากที่สุดคือพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ (Somei-yoshino) ที่บานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน และเวลาที่มีการพยากรณ์ซากุระบานในแต่ละปี ก็ยึดเอาพันธุ์โซเมอิโยชิโนะนี่แหละเป็นตัววัด ทำให้หลายคนอาจคิดว่าการชมซากุระในญี่ปุ่นมีเ)พาะช่วงเวลานี้เท่านั้น แต่ความจริงแล้วซากุระบางสายพันธุ์ก็บานเร็วกว่าพันธุ์ทั่วไปเล็กน้อย เราจะมาแนะนำสถานที่ที่สามารถไปชมซากุระได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์เลยค่ะ

เมืองคาวาซุ (Kawazu) ของจังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka)

ห่างจากโตเกียวประมาณ 2.5 ชั่วโมง มีชื่อเสียงเรื่องดอกซากุระพันธุ์คาวาซุ ดอกใหญ่สีชมพูเข้ม ซึ่งบานเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ และบานนานเกือบหนึ่งเดือนทำให้เมืองนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่เร็วที่สุดในละแวกโตเกียวและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ ช่วงที่มีซากุระบานของทุกปียังมีการจัด เทศกาลคาวาซุซากุระ (Kawazu Cherry Blossom Festival) ที่สวยงามไปด้วยซากุระสีชมพูทั้งในเมืองและริมแม่น้ำ การประดับไฟยามค่ำคืน และร้านค้าริมทาง

ซากุระ ญี่ปุ่น : เมืองคาวาซุ (Kawazu) จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka)

เมืองอาตามิ (Atami) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอิซุ (Izu)

ห่างจากโตเกียวไปทางตะวันตกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงโดยรถไฟชินคันเซ็น บรรยากาศเหมือนเมืองตากอากาศ มีบ่อน้ำพุร้อนและเรียวกังมากมาย ที่นี่เป็นแหล่งชมซากุระพันธุ์อาตามิ เป็นพันธุ์สีชมพู ดอกพุ่มสวย ปกติจะบานช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เมื่อเริ่มบานแล้วจะอยู่ประมาณ 10 วันก็จะเริ่มร่วงโรยรา จุดชมซากุระอยู่ตรงทางเดินเลียบแม่น้ำ Itogawa ใช้เวลาเดินลงจากสถานี Atami ประมาณ 10 นาที ที่นี่คุณจะเห็นต้นซากุระประมาณ 58 ต้นที่ปลูกอยู่สองข้างทาง

ซากุระ ญี่ปุ่น : เมืองอาตามิ (Atami)

เมืองมิอุระ (Miura) จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa)

มีดอกซากุระคาวาซุที่ผลิดอกช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ คุณจะได้เห็นต้นซากุระสายพันธุ์นี้ราว 1,000 ต้นเรียงรายตามเส้นทางรถไฟระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรจากสถานีมิอูระไคกัง (Miurakaigan) ไปยังสวนสาธารณะโคมัตสึไคเกะ (Komatsugaike) นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมที่ลอยมาในอากาศจากทุ่งดอกมัสตาร์ดสีเหลืองนวลที่ออกดอกตามสองข้างทาง ตลอดฤดูกาล ตลาดแผงลอยหลายแห่งจะเปิดให้บริการที่หน้าสถานีมิอูระไคกัง ซึ่งท่านสามารถที่จะซื้อหาผักสดจากท้องถิ่นรวมทั้งสินค้าพิเศษของเมืองมิอุระได้

หากเพื่อน ๆ ท่านไหนยังไม่รู้ว่าจะแพลนไปชมซากุระ ในญี่ปุ่น ที่ไหนดี Allianz Travel รวบรวมรายละเอียดสถานที่ ที่คุณสามารถวางแผนทริป เที่ยวญี่ปุ่น ชมดอกซากุระบาน พร้อมสาระน่ารู้เกี่ยวกับดอกซากุระ ได้จากบทความด้านล่างนี้เลยค่ะ

สถานที่ จุดชมซากุระ ญี่ปุ่น

สถานที่ชม ซากุระ ญี่ปุ่น

รวมข้อมูลพิกัดสำหรับชม ซากุระ ญี่ปุ่น พร้อมรายชื่อสถานที่ที่ควรไปชมซากุระในแต่ละภูมิภาค ที่มีความสวยงามแตกต่างกันออกไป

10 จุดชมซากุระโตเกียว ญี่ปุ่น

10 จุดชมซากุระโตเกียว

จุดชมซากุระ ที่ดีที่สุดของโตเกียว เตรียมเสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อม รับรองว่าทริปนี้ต้องได้รูปสวยคู่กับซากุระอย่างแน่นอน

จุดชมซากุระโทโฮคุ ญี่ปุ่น

9 สถานที่ ชมซากุระในโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น

แนะนำสถานที่ ชมซากุระในโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น ภูมิภาค ที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่สำหรับชมดอกซากุระสวย ๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

จุดชมซากุระ คาวาซุ (Kawazu)

จุดชม ซากุระ คาวาซุ (Kawazu) ซากุระสายพันธุ์บานเร็วในญี่ปุ่น

รวมสถานที่สำหรับชม ซากุระ คาวาซุ ซากุระสายพันธุ์บานเร็ว ที่เริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม มีต้นกำเนิดที่เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซุโอกะ

สายพันธุ์ซากุระยอดนิยม ญี่ปุ่น

9 สายพันธุ์ซากุระ ยอดนิยม ความงดงามที่แตกต่างในญี่ปุ่น

ทำความรู้จักกับ 9 สายพันธุ์ซากุระ ยอดนิยมในประเทศญี่ปุ่น แต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์และความแตกต่างกันอย่างไร มีสายพันธุ์อะไรบ้างไปดูกันเลย!

การวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูซากุระบาน

การเดินทางเพื่อไปชมดอกซากุระบานในญี่ปุ่นควรเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 เดือน เนื่องจากญี่ปุ่นในช่วงฤดูดอกซากุระบานเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิต ของนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศจำนวนมาก โรงแรมในโตเกียวและเกียวโตจะเต็มอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงต้องรีบจองที่พักทันทีที่มีกำหนดวันเดินทาง และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : livejapan.com, jw-webmagazine.com, n-kishou.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 - Autumn Foliage Forecast in Japan 2025

พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 ล่าสุด! [ครั้งที่ 3 : 4 พฤศจิกายน 2025]

ฤดูกาลของการชมใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่น สำหรับปี 2025 มาถึงแล้ว JMC (Japan Meteorological Corporation) ได้เผยแพร่ข้อมูล พยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 ฉบับล่าสุด (ครั้งที่ 3) ของปี 2025 ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2025 เพื่อน ๆ คนไหนที่วางแผนจะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ประเทศญี่ปุ่น สามารถใช้ข้อมูลจากการพยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ในประเทศญี่ปุ่น ปี 2025 จาก JMC เป็นตัวช่วยในการวางแผนการเดินทางได้นะคะ เพื่อให้เพื่อน ๆ ไม่พลาดที่จะได้ไปชมความสวยงามในสถานที่ต่าง ๆ ในญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยสีสันของใบไม้หลากสีสันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงกันค่ะ ทาง Allianz Travel จะอัพเดทข้อมูลการพยากรณ์ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีมาให้เพื่อนๆ ได้คอยอัพเดทและใช้สำหรับการวางแผนการเดินทาง ในบทความนี้ค่ะ : )

หมายเหตุ: ข้อมูล พยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น ปี 2025 อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ ฝน และลม ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนสีของใบไม้ ซึ่งอาจทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ ดังนั้นเราควรตรวจสอบข้อมูลการพยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสีและอัพเดทข่าวสารเป็นระยะๆ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ ในการกำหนดช่วงเวลาของการเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ในประเทศญี่ปุ่น

ไปชม ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น ช่วงเวลาไหนดี ?

Japan Meteorological Corporation ได้ทำการพยากรณ์ช่วงเวลาในการเริ่มชมใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่นตามเมืองและภูมิภาคต่างๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคมจากเหนือจรดใต้ของประเทศญี่ปุ่น แต่ละสถานที่ จะมีช่วงเวลาที่ใบไม้มีสีสันสดใสประมาณ 2 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในช่วงเวลานั้นๆ ในแต่ละปี ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ในประเทศญี่ปุ่น มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่จะได้สัมผัสกับสีสันความสวยงามของใบไม้ที่เปลี่ยนสีไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

ใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่น จะมี 2 ช่วงด้วยกัน ได้แก่ ใบไม้สีเหลือง (ต้นแปะก๊วย) ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ตามมาด้วยใบไม้สีแดง (เมเปิ้ลญี่ปุ่น) ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน สีของใบไม้บนยอดเขาจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ซึ่งได้รับอิทธิพลจากระดับความสูงและสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ และในบางปีใบไม้เปลี่ยนสีอาจเกิดช้าไปจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคมเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละปี

หากเพื่อนๆ ท่านไหนยังไม่รู้ว่าจะแพลนไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ในญี่ปุ่น ที่ไหนดี Allianz Travel รวบรวมรายละเอียดสถานที่ ที่คุณสามารถวางแผนทริป เที่ยวญี่ปุ่น ชมใบไม้เปลี่ยนสีของคุณโดยประมาณ ได้จากบทความด้านล่างนี้เลยค่ะ

25 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น พร้อมวิธีการเดินทาง

25 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น พร้อมวิธีการเดินทาง

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น วิวอันน่าทึ่งของใบไม้สีแดง ส้ม และเหลืองสดใสในสถานที่ต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ร่วง

เที่ยวญี่ปุ่น ชมใบไม้เปลี่ยนสี ความงดงามในฤดูใบไม้ร่วง

เที่ยวญี่ปุ่น ฤดูใบไม้ร่วง ออกไปสัมผัสกับความงดงามของสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดใส สีส้ม และสีเหลืองทอง

9 ที่เที่ยวญี่ปุ่น จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี สวยจนห้ามพลาด!

ที่เที่ยวญึ่ปุ่น ที่ต้องปักหมุด เพื่อไปชมใบไม้เปลี่ยนสี สำหรับคนที่วางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงตอนสิ้นปี

ตารางพยากรณ์ช่วงเวลา ใบไม้เปลี่ยนสี ในญี่ปุ่นปี 2025

ตารางพยากรณ์ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นในปี 2025 ครั้งล่าสุด (พยากรณ์ครั้งที่ 3) ประกาศออกมาแล้ว เผยแพร่โดย Japan Meteorological Corporation เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางแผนการเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ปี 2025 ได้ค่ะ

ประกาศพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ปี 2025 (พยากรณ์ครั้งที่ 3 : 4 พฤศจิกายน 2025)

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี “สีแดง”

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี "สีแดง" ล่าสุด ครั้งที่ 3 - 4 พฤศจิกายน 2025

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี “สีเหลือง”

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี "สีเหลือง" ล่าสุด ครั้งที่ 3 - 4 พฤศจิกายน 2025

ขอบคุณรูปภาพจาก: JMC (Jpan Meteorological Corporation)

สถานที่ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสี “สีแดง”ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสี “สีเหลือง”
ซัปโปโร – Sapporo6 พฤศจิกายน7 พฤศจิกายน
อาโอโมริ – Aomori10 พฤศจิกายน5 พฤศจิกายน
เซนได – Sendai20 พฤศจิกายน21 พฤศจิกายน
โตเกียว – Tokyo23 พฤศจิกายน22 พฤศจิกายน
คานาซาว่า – Kanazawa25 พฤศจิกายน4 พฤศจิกายน
นากาโน่ – Nagano19 พฤศจิกายน12 พฤศจิกายน
นาโงย่า – Nagoya25 พฤศจิกายน10 พฤศจิกายน
เกียวโต – Kyoto15 ธันวาคม25 พฤศจิกายน
โอซาก้า – Osaka7 ธันวาคม20 พฤศจิกายน
วากายามะ – Wakayama15 ธันวาคม20 พฤศจิกายน
ฮิโรชิม่า – Hiroshima30 พฤศจิกายน21 พฤศจิกายน
โคชิ – Kochi13 ธันวาคม25 พฤศจิกายน
ฟุกุโอกะ – Fukuoka12 ธันวาคม1 ธันวาคม
คาโกชิมะ – Kagoshima16 ธันวาคม2 ธันวาคม
สถานะจริง ของจุดชมใบไม้สีแดงได้รับการประกาศโดย Japan Meteorological Agency
สถานะจริง ของจุดชมใบไม้สีเหลืองได้รับการประกาศโดย Japan Meteorological Agency

ขอบคุณข้อมูลจาก: Release of 2025 Autumn Foliage Forecast (3rd forecast) – JMC (Jpan Meteorological Corporation)

การวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

การเดินทางเพื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เราควรเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วงล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 เดือน เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ต้องการเดินทางเพื่อไปสัมผัสความสวยงามของสถานที่ต่างๆ ที่ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่พักตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะเต็มอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงต้องรีบวางแผนการเดินทางและจองที่พักตามสถานที่ ที่เราต้องการเดินทางไปให้พร้อม และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีติดตัวไว้ก็คือ ประกันภัยการเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : n-kishou.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวอียิปต์ ดินแดนฟาโรห์สุดลึกลับที่ควรไปสักครั้งในชีวิต

เที่ยวอียิปต์ ดินแดนฟาโรห์สุดลึกลับที่ควรไปสักครั้งในชีวิต

ถ้าพูดถึงประเทศที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เก่าแก่และมนต์ขลังแห่งอารยธรรมโบราณ การเดินทาง เที่ยวอียิปต์ คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลก ที่นี่คือดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรมโบราณที่สั่งสมมานานกว่า 5,000 ปี ทั้งพีระมิด มัมมี่ สุสานฟาโรห์ แม่น้ำไนล์และเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของเหล่าฟาโรห์ที่รอให้คุณไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง วันนี้ Allianz ได้รวม 5 พิกัดเมืองในอียิปต์และสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณห้ามพลาด มีที่ไหนบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1. ไคโร (Cairo)

เริ่มจากเมืองหลวงของอียิปต์ เมืองไคโรเป็นเมืองที่พลุกพล่าน เสียงดัง มีเสน่ห์ในแบบที่น่าจดจำ และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในอียิปต์ คุณสามารถสัมผัสกับวัฒนธรรม ศาสนา สถาปัตยกรรม อาหาร และดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์นับศตวรรษของอียิปต์ได้เพียงแค่เดินไปตามถนนในเมือง

กลุ่มพีระมิดกีซา (Giza pyramid complex)

มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza) และมหาสฟิงซ์แห่งกีซา (Great Sphinx of Giza)

หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 4,500 ปีก่อน ในสมัยฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่งราชวงศ์ที่ 4 ประกอบด้วยพีระมิดสามหลัง ได้แก่ มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza) พีระมิดคาเฟร (Pyramid of Khafre) และพีระมิดเมนคาวเร (Pyramid of Menkaure) รวมถึงมหาสฟิงซ์แห่งกีซา (Great Sphinx of Giza) และพีระมิดขนาดเล็กอื่นๆ

เวลาเปิด-ปิด: 06.00 – 16.00 น.
เว็บไซต์: https://www.pyramid-of-giza.com

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (Grand Egyptian Museum)

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (Grand Egyptian Museum)

พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ห่างจากพีระมิดแห่งกิซ่าเพียง 2 กิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่จัดนิทรรศการถาวรขนาด 24,000 ตร.ม. และจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 100,000 ชิ้น โดยหลายชิ้นถูกนำออกแสดงเป็นครั้งแรก บอกเล่าเรื่องราวอารยธรรมอียิปต์โบราณยุคต่างๆ ที่ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่และสื่อมัลติมีเดียในการนำเสนออย่างน่าสนใจ

บริเวณพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (Grand Egyptian Museum)

เวลาเปิด-ปิด: 

ทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์และวันพุธ

  • GEM Complex: 8:30 – 19:00 น.
  • แกลเลอรี: 9:00 – 18:00 น.
    ซื้อตั๋วรอบสุดท้าย: 17:00 น.

วันเสาร์และวันพุธ

  • GEM Complex: 8:30 – 22:00 น.
  • แกลเลอรี: 9:00 – 21:00 น.
  • ซื้อตั๋วรอบสุดท้าย: 20:00 น.

เว็บไซต์: https://gem.eg

ตลาดข่านเอลคาลิลี (Khan el-Khalili)

ตลาดข่านเอลคาลิลี (Khan el-Khalili)

ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1382 เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนสำหรับใครก็ตามที่มาเมืองหลวงของอียิปต์ ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีร้านค้ามากกว่า 4,000 ร้านกระจายอยู่ทั่วตรอกซอกซอยอันคดเคี้ยว ทีขายตั้งแต่ของที่ระลึกแบบดั้งเดิม ผ้าทอ เครื่องประดับ ไปจนถึงเครื่องเทศและงานฝีมือท้องถิ่น นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีอะไรให้สัมผัสอีกมากมาย ทั้งการชมผู้คน ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และลิ้มลองอาหารรสเลิศ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยมของอียิปต์อีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ 9:30 – 23:00 น. (หากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันพิเศษ เช่น วันอีด (Eid) และวันรอมฎอน (Ramadan) อาจมีการปรับเปลี่ยนเวลาทำการ)

เว็บไซต์: https://khanelkhalilicairo.com

2. ลักซอร์ (Luxor)

เมืองท่องเที่ยวสำคัญของอียิปต์ตอนบน (Upper Egypt) ซึ่งหมายถึงบริเวณทางตอนใต้ของประเทศ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในอดีตนั้นลักซอร์เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวกรีกในชื่อว่า ‘ธีบส์’ (Thebes) และเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอียิปต์ในยุคใหม่ (New Kingdom) หรือในช่วงระหว่างปี 1570 และ 1544 ก่อนคริสตกาลซึ่งเป็นยุคของราชวงศ์ที่ 18-20 ส่วนหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่จึงอยู่ที่บรรดาวิหารที่เหล่าฟาโรห์สร้างขึ้นบูชาเทพเจ้าที่ตนเองนับถือ รวมถึงสุสานของของเหล่าฟาโรห์และราชินีในหุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) และหุบเขาราชินี (Valley of the Queens)

หุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings)

หุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings)

ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์​ มีชื่อเสียงขึ้นมาหลังจากการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน (Tomb of Tutankhamun) และยังถือเป็นหนึ่งในสถานที่โบราณคดีที่โด่งดังที่สุดในโลก ปัจจุบัน นักโบราณคดีขุดพบสุสานฟาโรห์และขุนนางในหุบเขากษัตริย์นี้ได้มากมายถึง 63 สุสาน และยังคงขุดหากันต่อไป ไฮไลท์ของหุบเขาแห่งกษัตริย์ คือสุสานที่ตกแต่งอย่างประณีตและสวยงามซึ่งสร้างขึ้นสำหรับฟาโรห์ และได้รับการออกแบบมาให้เป็นที่ซ่อนและได้รับการปกป้องอย่างดี โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องพระศพและสมบัติของฟาโรห์สำหรับชีวิตหลังความตาย ในขณะที่หุบเขาแห่งนี้เคยมีการปล้นสะดมบ้างในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่สุสานหลายแห่งยังคงมีโบราณวัตถุที่น่าสนใจและภาพวาดฝาผนังอันงดงาม ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา พิธีกรรม และชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์โบราณ

หุบผาราชินี (Valley of the Queens)

หุบผาราชินี (Valley of the Queens)

เป็นสถานที่ฝังพระศพของพระราชินีและพระราชวงศ์ผู้หญิง ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองลักซอร์ สุสานส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กและไม่อลังการเท่าสุสานกษัตริย์ และสุสานที่เป็นรู้จักกันดีคือหลุมฝังศพของพระนางเนเฟอร์ทารี (Nefetari) พระราชินีผู้เป็นที่รักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกด้านศิลปะ มีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีสีสันสดใสและงดงาม ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โบสถ์น้อยซิสทีนแห่งอียิปต์โบราณ”

วิหารพระนางฮัตเชปซุต (Temple of Hatshepsut)

วิหารพระนางฮัตเชปซุต (Temple of Hatshepsut)

อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสุดอลังการของยุคอียิปต์โบราณอายุเกกว่า 3,500 ปี ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางหุบเขา เป็นที่ประดิษฐานพระศพของฟาโรห์หญิง “ฮัตเชฟซุต” ฟาโรห์หญิงองค์เดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์ที่รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต เป็นสตรีที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกยุคนั้น และทรงความสามารถด้านการปกครองยิ่งกว่าฟาโรห์บุรุษส่วนมาก ทรงเชี่ยวชาญด้านการปกครองและแสดงความเป็นผู้นำจนข้าราชสำนักต่างประจักษ์ในความสามารถ

วิหารคาร์นัค (Karnak)

วิหารคาร์นัค (Karnak)
บริเวณวิหารคาร์นัค (Karnak)

ที่ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความโดดเด่นของวิหารคาร์นัคนั้นอยู่ที่รูปปั้นสฟิงซ์หัวแกะ ที่หมอบเรียงรายอยู่หน้าวิหารจนเข้าไปถึงด้านใน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของเทพเจ้า วิหารแห่งนี้มีฟาโรห์ถึง 30 พระองค์ร่วมกันก่อสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า เป็นศูนย์รวมความเชื่อ ความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวอียิปต์โบราณ และเป็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติที่ควรไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

3. เมืองอัสวาน (Aswan)

เมืองอัสวาน (Aswan) ประเทศอียิปต์

เมืองอัสวานเป็นเมืองทางตอนใต้สุดของประเทศอียิปต์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ซึ่งมีทัศนียภาพโดยรอบสวยงาม เนื่องจากเป็นแม่น้ำไนล์ช่วงที่ผ่านเมืองอัสวานนี้เป็นหมู่เกาะแก่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทำให้เมืองอัสวานนั้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญมากเมืองหนึ่งของประเทศอียิปต์ และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นอีกเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอีกด้วย นอกจากสภาพแวดล้อมของเมืองที่น่าอยู่แล้ว เมืองนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอารยธรรมนูเบีย แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่อารยธรรมอียิปต์โบราณ แต่ก็ยังมีแหล่งอารยธรรมแอฟริกาโบราณที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และยังเป็นรากฐานสำคัญของอาณาจักรต่างๆ ในแอฟริกา อีกหลายอาณาจักร อย่างเช่น อาณาจักรนูเบีย (Ancient Nubia) มหาอาณาจักรแห่งอาฟริกาเหนือ ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันคือดินแดนตอนใต้ของอียิปต์ไปจนถึงตอนเหนือของประเทศซูดาน

วิหารฟิเล (Philae Temple หรือ Temple of Isis)

วิหารฟิเล (Philae Temple หรือ Temple of Isis)
บริเวณวิหารฟิเล (Philae Temple หรือ Temple of Isis)

เป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส มีความสําคัญและงดงามมาก ในอดีตวิหารนี้เคยถูกสร้างขึ้นบนเกาะฟิเลกลางแม่น้ำไนล์ แต่เมื่อเขื่อนอัสวานสร้างเสร็จ วิหารทั้งวิหารก็จมอยู่ใต้ระดับน้ำ หลังจากนั้นได้มีการแยกส่วนวิหารฟิเลย์ แล้วทำการเคลื่อนย้ายมาประกอบใหม่ที่เกาะอากิลเกียโดยอยู่สูงกว่าระดับน้ำ 20 เมตร หมู่วิหารฟิเล่ยังโดดเด่นในเรื่องปรากฎการณ์ของแสงและเงาอันเป็นผลมาจากตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับทรอปิกออฟแคนเซอร์ (จุดเหนือสุดที่มีโอกาสดวงอาทิตย์โคจรมาทำแนววดิ่งกับพื้นโลก) เมื่อดวงอาทิตย์เข้าใกล้จุดทำแนวดิ่งกับพื้นโลกด้านเหนือ เงาจากชายคาวิหารที่ยื่นออกมาจะสั้นลงทอดเงาตามพื้นผิวเรียบของผนัง จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสุด ผนังแนวตั้งก็มีเงาดำแผ่ขยายกว้างขึ้น ทำให้ตัดกันอย่างโดดเด่นกับแสงซึ่งส่องสว่างวัตถุรอบข้างทั้งหมดอย่างเด่นชัด

พิพิธภัณฑ์นูเบีย (Nubia Museum)

เปิดทำการในปี พ.ศ. 2540 จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบในภูมิภาคนูเบีย และบอกเล่าเรื่องราวพัฒนาการของอารยธรรมในหุบเขาไนล์ตอนใต้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคฟาโรห์ การกำเนิดของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม และท้ายที่สุดคือการสร้างเขื่อนในช่วงทศวรรษ 1960 พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใกล้กับสุสานฟาฏิมียะห์ (Fatimid) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานขนาดเล็กจำนวนมากที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 9 สุสานบางแห่งเป็นของนักบุญท้องถิ่น และตกแต่งตามลวดลายธงประจำชาติ และมักมีชาวบ้านท้องถิ่นมาเยี่ยมชม

หมู่บ้านนูเบียน (Nubian Village)

หมู่บ้านนูเบียน (Nubian Village)

คำว่าNubia หรือ Nubians หมายถึงทองคำ เป็นคำที่ชาวโรมันเรียกพื้นที่ทางใต้ของอียิปต์ซึ่งเป็นทางเหนือของซูดาน ชาวนูเบียนเป็นกลุ่มชาติพันธ์กลุ่มน้อยที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศซูดานและทางใต้ของอียิปต์ แต่เดิมมีถิ่นฐานอยู่ทางภาคกลางของลุ่มแม่น้ำไนล์ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานก่อนกำเนิดราชวงศ์อียิปต์ หมู่บ้านนูเบียนในเมืองอัสวานมีความมั่งคั่งและอุดมไปด้วยประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และความสนุกสนาน เป็นเมืองที่โดดเด่นมีความผสมผสานระหว่างความทันสมัยและอารยธรรมโบราณ ที่สามารถสำรวจและเยี่ยมชมความแตกต่างที่น่าสนใจอย่างหลากหลายทีเดียว บ้านในหมู่บ้านนูเบียนสร้างจากดินเหนียวแล้วแต่งแต้มสีสัน เป็นเหมือนศูนย์วัฒนธรรมสำหรับนูเบียน ผู้คนที่นี่มีความภาคภูมิใจในมรดกของพวกเขา มีการจัดแสดงของที่ระลึกและงานฝีมือที่ไม่เหมือนใคร

วิหารคอมออมโบ (Kom Ombo)

วิหารคอมออมโบ (Kom Ombo)

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนล์บนเนินเขาเล็กๆ เป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อุทิศให้กับเทพเจ้าสององค์คือ เทพโซเบค (Sobek) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่เศียรเป็นจระเข้ และเทพเจ้าฮาโรเอริส (Haroeris) เทพแห่งการแพทย์อียิปต์โบราณ ที่มีเศียรเป็นเหยี่ยว สร้างขึ้นภายใต้พระเจ้าปโตเลมีที่ 6 แห่งราชวงศ์ทอเลมีในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช วิหารคอมออมโบมีความน่าประทับใจและมีสิ่งให้ชมมากมาย รวมถึงงานแกะสลักทางศาสนาต่างๆ ตลอดจนภาพเล่าเหตุการณ์ประจำวัน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ งานฝีมือและอักษรอียิปต์โบราณบนเสา และชมมัมมี่จระเข้ในพิพิธภัณฑ์จระเข้ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กัน

วิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel Temples)

วิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel Temples)
บริเวณวิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel Temples)

สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ไม่แพ้พีระมิด มหาวิหารอาบูซิมเบล ถูกสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของอียิปต์จากการสู้รบกับนูเบีย ใช้เวลาในการสร้างถึง 20 ปี ต่อมามหาวิหารแห่งนี้ได้ถูกปล่อยให้รกร้าง และทรายปกคลุมจนกระทั่งในปี 1813 มีการค้นพบส่วนบนของมหาวิหารแห่งนี้ และใช้เวลาขุดถึง 3 ปีจึงสามารถเข้าไปภายในได้และพบสิ่งของมีค่ามากมายอยู่ภายใน จุดเด่นของวิหารแห่งนี้คือ รูปแกะสลักองค์ฟาโรห์รามเลส ที่นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์หน้าวิหารถึงสี่องค์ แต่ละองค์มีความสูง 20 เมตร ต่อมาในปี 1964 ได้มีการเคลื่อนย้ายมหาวิหารเนื่องจากเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนอัสวาน ทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบนัสเซอร์สูงขึ้น จึงมีการเคลื่อนย้ายเพื่อหนีน้ำ ถูกยกสูงขึ้นถึง 65 เมตร และห่างจากแม่น้ำ 200 เมตร โดยมีองค์กรยูเนสโก้ให้ความช่วยเหลือใช้งบประมาณกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

4. เมืองอเล็กซานเตรีย (Alexandria)

เมืองอเล็กซานเตรีย (Alexandria) ประเทศอียิปต์

อเล็กซานเดรียเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอียิปต์ เป็นจุดที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์มาบรรจบกับทะเลทรายและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อเล็กซานเดรียก่อตั้งในปี 331 ก่อนคริสตกาล และเคยเป็นเมืองหลวงของอียิปต์ในยุคเฮลเลนิสติก เมืองนี้พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดในจักรวรรดิโรมัน เป็นที่ตั้งของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และประภาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก อเล็กซานเดรียเชื่อมโยงอารยธรรมอียิปต์โบราณของฟาโรห์เข้ากับอารยธรรมของชาวโรมันและกรีก บุคคลสำคัญที่สุดที่อาศัยอยู่ในอเล็กซานเดรียคือพระราชินีคลีโอพัตรา ผู้ทรงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับผู้ปกครองจักรวรรดิโรมัน ปัจจุบันอเล็กซานเดรียเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศอียิปต์ และด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและเคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ทำให้อเล็กซานเดรียมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายแห่ง

ป้อมไกต์เบย์ (Fort Qaitbey)

ป้อมไกต์เบย์ (Fort Qaitbey)

สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 บนพื้นที่ของประภาคารอเล็กซานเดรียโบราณ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่เสียหายจากแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 14 ป้อมปราการแห่งนี้ได้ช่วยปกป้องอเล็กซานเดรียและชายฝั่งทะเลของอียิปต์จากกองทัพศัตรูมากว่า 500 ปี ในศตวรรษที่ 20 ป้อมไกต์เบย์ได้รับการบูรณะและกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ นักท่องเที่ยวสามารถสำรวจป้อมปราการและนิทรรศการต่างๆ ซึ่งจัดแสดงประวัติศาสตร์ของอเล็กซานเดรียและบทบาทของป้อมปราการในการป้องกันเมือง และหากคุณขึ้นไปด้านบนสุดของป้อมปราการ คุณจะได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของชายฝั่งทะเลและตัวเมืองได้อย่างชัดเจน

ตลาดปลาอันฟูชิ (Anfushi fish market)

ตลาดปลาในอเล็กซานเดรียมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ย้อนกลับไปถึงการก่อตั้งเมืองโบราณโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นแหล่งอาหารสำคัญของเมืองมานานหลายศตวรรษ และเป็นส่วนสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมของอเล็กซานเดรีย ตลาดอันฟูชิตั้งอยู่ติดกับป้อมเควตเบย์ เป็นตลาดเปิดที่คึกคักที่สุดในช่วงเช้าตรู่ของวัน เป็นช่วงเวลาที่ชาวประมงนำปลาที่จับได้ออกมาขาย ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นของอเล็กซานเดรีย คุณสามารถสังเกตชีวิตประจำวันของชาวประมงและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในท้องถิ่น การจะถ่ายทอดบรรยากาศที่แท้จริงและวุ่นวายออกมาเป็นคำพูดนั้นเป็นเรื่องยาก ตั้งแต่เสียงอึกทึกของฝูงชน ไปจนถึงกองปลาหลากหลายชนิดที่สดสะอาด และเสียงตะโกนของพ่อค้าแม่ค้าที่คอยดึงดูดลูกค้า

ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย (Bibliotheca Alexandrina)

ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย (Bibliotheca Alexandrina)

เมื่อสองพันปีก่อน อียิปต์เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้อันดับต้นๆ ของโลก และเมืองอเล็กซานเดรียเคยเป็นที่ตั้งของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีหนังสือมีค่าจำนวนมหาศาล แต่น่าเสียดายที่ห้องสมุดดังกล่าวถูกทำลายลงในช่วงที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงศตวรรษที่ 3 ปัจจุบัน รัฐบาลอียิปต์พยายามฟื้นคืนห้องสมุดอเล็กซานเดรียระดับตำนานให้ปรากฎต่อสายตาคนทั้งโลกอีกครั้ง โดยอาคารขนาดใหญ่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ท้องฟ้าจำลอง และหนังสือมากมายนับล้านเล่มจากทั่วทุกมุมโลก ห้องอ่านหนังสือหลักของห้องสมุดสามารถรองรับผู้อ่านได้มากกว่า 2,000 คน ห้องนี้ออกแบบในรูปทรงนาฬิกาแดดและมีหลังคากระจกที่ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้อย่างเต็มที่

เสาปอมเปย์ (Pompeys Pillar)

เสาปอมเปย์ (Pompeys Pillar)

เสาหินเกาแก่อายุกว่า 1,800 ปีที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 3 เพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิไดโอคลีเชียนแห่งโรมัน (Roman emperor Diocletian) ด้วยความสูง 20.46 เมตร และกว่าง 2.71 เมตร ถือว่าเป็นเสาหินแบบโรมันที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตเสาหินนี้เคยเป็นส่วนประกอบของมหาวิหารเซราพิอุมแห่งอเล็กซานเดรีย (Serapeum of Alexandria) เป็นวิหารกรีกที่ใหญ่ที่สุดในอเล็กซานเดรีย สร้างขึ้นราว 220 ปีก่อนคริสตกาล และอุทิศให้กับเทพีเซราพิสผู้ปกป้องอเล็กซานเดรีย เป็นเรื่องแปลกที่เสาหินต้นนี้ยังเหลืออยู่ในสภาพสมบูรณ์ ในขณะที่ส่วนอื่นถูกทำลายไปจนหมดแล้ว

สุสานใต้ดินแห่งคอมอัลชูกัฟฟา (Catacombs of Kom El Shoqafa)

สุสานใต้ดินแห่งคอมอัลชูกัฟฟา (Catacombs of Kom El Shoqafa)

5. เมืองโอเอซิสซีวา (Siwa Oasis)

เมืองโอเอซิสซีวา (Siwa Oasis) ประเทศอียิปต์

ตั้งอยู่ในทะเลทรายตะวันตก (Western Desert) ของอียิปต์ อยู่ห่างจากพรมแดนลิเบีย (Libya) ไปทางตะวันออกประมาณ 50 กิโลเมตร นับเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความโดดเดี่ยวที่สุดในประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายลิเบีย (Libyan Desert) ความโดดเด่นของที่นี่คือเป็นแหล่งโอเอซิสที่ตั้งอยู่อย่างเป็นเอกเทศบนเส้นทางการค้าในทะเลทรายมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตัวเมืองล้อมรอบด้วยต้นไม้โดยเฉพาะต้นปาล์มและต้นมะกอกที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบขนาดใหญ่และแหล่งน้ำพุธรรมชาติอยู่ในเมืองอีกด้วย เมืองซีวาเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่สร้างจากอิฐโคลนตั้งอยู่เรียงราย ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่น่าสนใจของชุมชนโอเอซิสแห่งนี้ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมมาชื่นชมความงดงามของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์กลางทะเลทรายและศึกษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวเบอร์เบอร์ ชนพื้นเมืองของที่นี่รวมถึงมีกิจกรรมภายในโอเอซิสให้ทำอีกมากมาย เช่น ปั่นจักรยาน ล่องเรือชมวิว เล่นแซนด์บอร์ดในทะเลทราย ชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกลับขอบทะเลทราย และลงว่ายน้ำในแหล่งน้ำพุธรรมชาติภายในโอเอซิส

ป้อมปราการชาลี (Fortress of Shali)

ป้อมปราการชาลี (Fortress of Shali)

ศูนย์กลางเมืองซีวาโดดเด่นด้วยรูปทรงอันวิจิตรงดงามของซากป้อมปราการอิฐโคลนสมัยศตวรรษที่ 13 แห่งนี้ ป้อมปราการชาลีสร้างขึ้นจากเคอร์เชฟ (Kershef – ก้อนเกลือจากทะเลสาบที่อยู่นอกเมือง ผสมกับหินและฉาบปูนด้วยดินเหนียวในท้องถิ่น) เดิมทีอาคารที่เรียงรายเป็นเขาวงกตนี้สูงสี่หรือห้าชั้น และเป็นที่พักอาศัยของผู้คนหลายร้อยคน มีทางเดินทอดผ่านซากปรักหักพัง ผ่านมัสยิดเก่าที่มีหออะซานรูปปล่องไฟ ขึ้นไปยังยอดเพื่อชมวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา ในปี 1926 มีฝนตกหนักติดต่อกัน ก่อให้เกิดความเสียหายกับตัวเมืองเป็นอย่างมาก ทำให้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้อยู่อาศัยได้ย้ายไปยังบ้านใหม่ที่สะดวกสบายกว่า ปัจจุบันมีอาคารเพียงไม่กี่หลังที่อยู่รอบนอกถูกใช้เป็นที่เก็บของ คุณสามารถเดินจากจัตุรัสกลางเมืองขึ้นไปสู่ด้านบนเพื่อชมวิวอันงดงามของโอเอซิสได้

ทะเลสาบเกลือ (Salt Lakes)

ทะเลสาบเกลือ (Salt Lakes)
การลอยตัวในทะเลสาบเกลือ (Salt Lakes)

การลอยตัวในทะเลสาบเกลือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่น่าจดจำที่สุดในการมาเยือนเมืองโอเอซิสซีวา สระน้ำสีฟ้าอมเขียวที่ใสราวคริสตัลเหล่านี้เค็มมากจนคุณลอยตัวได้อย่างสบายๆ และมอบประสบการณ์การบำบัดรักษาที่คล้ายกับทะเลเดดซี ทะเลสาบเกลือเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางธรรมชาติอันงดงาม เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทะเลทรายพิเศษที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน และได้รับน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ความแตกต่างอยู่ที่น้ำใสดุจคริสตัลและสีฟ้าคราม ล้อมรอบด้วยเนินทรายสีทองและต้นปาล์ม ก่อให้เกิดธรรมชาติอันเงียบสงบและเหนือจริง ทะเลสาบเกลือไม่เพียงแต่เป็นสถานที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศและวัฒนธรรมของซีวาอีกด้วย ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวเกลือจากทะเลสาบเหล่านี้มาใช้ในการค้า การก่อสร้าง และการดูแลสุขภาพ

ภูเขาแห่งความตาย หรือ เกเบล อัล มาวตา (Mountain of the death / Gebel al Mawta)

ภูเขาแห่งความตาย หรือ เกเบล อัล มาวตา (Mountain of the death / Gebel al Mawta)

ประกอบด้วยหลุมศพนับพันที่ขุดลงไปในชั้นหินเบื้องล่าง ซึ่งมีจารึกต่างๆ ที่ช่วยระบุอายุของหลุมศพ และการฝังศพยังคงดำเนินต่อไปในสุสานแห่งนี้จนถึงปลายยุคโรมัน สุสานที่มีชื่อเสียง 4 แห่งบนภูเขา ได้แก่ 1) ซีอามุน (Siamun) ประดับด้วยภาพสีสันสดใสของเจ้าของที่ดินหรือพ่อค้าชาวกรีกที่กำลังสวดมนต์ต่อเทพเจ้าอียิปต์ 2) เมซูไอซิส (Mesu Isis) ผนังมีภาพวาดที่สวยงามของไอซิสและโอซิริส และงูเห่า 21 ตัวที่เฝ้าทางเข้า 3) ไนเปอร์บาธอต (Niperbathot) ผนังประดับด้วยภาพวาดหมึกสีแดงแสดงถึงชีวิตประจำวัน เช่นภาพคนลี้ยงวัว และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเครื่องปั้นดินเผาสีซีวานในยุคปัจจุบัน และ 4) จระเข้ (Crocodile) สุสานขนาดเล็กที่มีภาพวาดของเทพโซเบค เทพเจ้าจระเข้ ผนังสุสานนี้ถูกทาสีแดงอมน้ำตาลและน้ำเงินโคบอลต์ ซึ่งเป็นสีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดของเทพเจ้าและเทพธิดาอียิปต์โบราณ

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับไปเที่ยวอียิปต์

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: ตุลาคม – เมษายน

สภาพอากาศ: อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัดเหมือนช่วงฤดูร้อน
อุณหภูมิ: ช่วงกลางวันอุณหภูมิประมาณ 20–25°C ส่วนช่วงกลางคืนอุณหภูมิประมาณ 10–15°C
ข้อดี: เดินทางเที่ยวสถานที่สำคัญได้สะดวก เช่น พีระมิด, ล่องแม่น้ำไนล์, ตลาดเก่า
กิจกรรมแนะนำ:

  • ล่องเรือแม่น้ำไนล์
  • เที่ยวเมืองโบราณลักซอร์และอัสวาน
  • เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร

ช่วงเวลาที่ควรระวัง: พฤษภาคม – กันยายน

สภาพอากาศ: อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายและภาคใต้
อุณหภูมิ: ช่วงกลางวันอุณหภูมิอาจสูงถึง 35–45°C
ข้อควรระวัง: หากเดินทางไปอียิปต์ช่วงนี้ ควรเดินทางในช่วงเช้า-เย็น, ดื่มน้ำเยอะ และเตรียมเสื้อผ้าเบาสบาย

ช่วงเวลาที่น่าสนใจเป็นพิเศษ:

ธันวาคม – มกราคม: อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเดินเที่ยวกลางแจ้ง แต่บางครั้งมีลมทะเลทรายทำให้รู้สึกหนาวเย็น
มีนาคม – เมษายน: ช่วงดอกไม้เริ่มบานในบางพื้นที่ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ

เคล็ดลับการเดินทางท่องเที่ยวไปยังเมืองยอดนิยมในอียิปต์

อียิปต์เป็นประเทศที่น่าไปเยือนอย่างยิ่ง แต่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเดินทาง เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเครียด ประหยัดเงิน และเพลิดเพลินกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในอียิปต์โดยไม่เกิดความยุ่งยาก

  • เริ่มต้นวันแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชนและอากาศร้อน: สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นวัด ตลาด และซากปรักหักพังเปิดตั้งแต่เช้า และแดดก็แรงมากในช่วงเที่ยงวันแม้แต่ในฤดูหนาว
  • เตรียมรับมือกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตื๊อลูกค้าในแหล่งท่องเที่ยว: เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการขายแบบจัดหนัก โดยเฉพาะในตลาดสด หากคุณกำลังหาซื้อของที่ระลึกอียิปต์ คุณควรรู้จักต่อรองราคาและอย่าลังเลใจที่จะเดินจากไป
  • หลีกเลี่ยงน้ำประปา: หากเป็นไปได้ ให้พกขวดกรองน้ำขนาดเล็กไปด้วย นอกจากประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องท้องเสีย
  • วัฒนธรรมการให้ทิป (บัคชีช – Baksheesh): การให้ทิปเป็นเรื่องปกติในอียิปต์สำหรับแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ เส้นทาง หรือการขอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น คุณควรเตรียมแบงก์ย่อยเอาไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดและช่วยให้การเดินทางของคุณราบรื่นขึ้น
  • แต่งกายสุภาพเรียบร้อย: อียิปต์เป็นประเทศที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คุณควรเตรียมกางเกงหลวม ๆ กระโปรงยาว และเสื้อปิดไหล่ไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญหรือมัสยิดในอียิปต์

และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมพกติดตัวไว้เสมอนั่นก็คือ ประกันเดินทาง ที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณท่องเที่ยวในอียิปต์ได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: lonelyplanet.com, travelandleisureasia.com, herasianadventures.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

8 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม ก่อนเดินทางไปจีน

8 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม ก่อนเดินทางไปจีน

การเดินทางไปจีนเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น ทั้งวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมที่สวยงาม และอาหารท้องถิ่นที่อร่อย แต่การ เตรียมตัวไปจีน อย่างรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทริปของคุณ สนุก ปลอดภัย และราบรื่น ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำ 8 สิ่งสำคัญที่คุณควรเตรียมก่อนเดินทางไปจีนกันค่ะ

1. ตรวจสอบเอกสารการเดินทาง

เตรียมตัวไปจีน: ตรวจสอบเอกสารการเดินทาง

การเตรียมตัวไปจีน สิ่งแรกที่คุณต้องเตรียมคือ เอกสารสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการเข้าประเทศจีน

  • พาสปอร์ต: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพาสปอร์ตของคุณมีอายุมากกว่า 6 เดือน นับจากวันที่เดินทาง
  • วีซ่าจีน: สำหรับคนไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศจีนได้สะดวกมากขึ้น เมื่อรัฐบาลจีนอนุมัติให้คนไทยเข้าประเทศจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้  30 วัน มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา นอกจากประเทศจีนแล้วคุณสามารถดูรายชื่อประเทศที่คนไทยเดินทางเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ได้ที่บทความนี้ค่ะ อัปเดต! 36 ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับคนไทย ปี 2568
  • ตั๋วเครื่องบินและที่พัก: เตรียมเอกสารการเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน หลักฐานการจองที่พัก และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางสำหรับทริปนี้ ไว้สำหรับใช้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ ที่สนามบิน

2. วางแผนการเงิน

เตรียมตัวไปจีน: วางแผนการเงิน

เงินเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องวางแผนล่วงหน้าสำหรับการ เตรียมตัวไปจีน เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง

  • แลกเงินหยวนจีน (CNY): เงินหยวนยังคงจำเป็น แลกเงินบางส่วนก่อนเดินทางเพื่อใช้สำหรับการชำระเงินให้กับทางร้านค้า ร้านค้าส่วนมากสามารถรับชำระเงินผ่านมือถือได้ แต่ร้านค้าท้องถิ่นยังคงรับเฉพาะเงินสด และบางร้านค้าไม่สามารถรับชำระเงินผ่านแอปที่ผูกกับบัตรต่างประเทศได้
  • ดาวน์โหลดแอป WeChat หรือ Alipay แอปพลิเคชันสำหรับชำระเงินออนไลน์ผ่านมือถือ: ทำการผูกบัตรเครดิต หรือบัตร Travel Card ไว้ที่แอป โดยเราสามารถใช้แอป WeChat หรือ Alipay ชำระเงินได้เกือบทุกร้านค้าในประเทศจีน แต่บางร้านค้าจะรับชำระได้เพียงแอปใดแอปหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราดาวน์โหลดและเตรียมไว้ทั้ง 2 แอปพลิเคชันเลย อุ่นใจกว่าค่ะ
  • บัตรเครดิต/เดบิต: ตรวจสอบด้วยว่าบัตรของคุณสามารถใช้ในต่างประเทศได้
  • ค่าธรรมเนียมถอนเงิน: ตรวจสอบค่าธรรมเนียมถอนเงินต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่อาจต้องเสียเพิ่มเติม

3. ศึกษาสภาพอากาศและเตรียมเสื้อผ้า

เตรียมตัวไปจีน: ศึกษาสภาพอากาศและเตรียมเสื้อผ้า

จีนมีภูมิอากาศและฤดูกาลที่หลากหลาย การเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมจะช่วยให้ทริปสะดวกสบาย ไม่สะดุดระหว่างการเดินทางค่ะ

  • ตรวจสอบฤดูกาล: คุณต้องวางแผนการเดินทางว่าทริปของคุณจะเดินทางไปเมืองไหนและในฤดูอะไร เช่น ฤดูหนาวในปักกิ่งจะหนาวมาก โดยเพื่อน ๆ สามารถตรวจสอบสภาพอากาศได้จากแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศ หรือสามารถตรวจสอบได้ที่ เว็บไซต์พยากรณ์อากาศ เช่น weather.com เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการวางแผนการเดินทางได้เลยค่ะ
  • จัดเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสม: เตรียมทั้งเสื้อกันหนาว เสื้อผ้าเบาสำหรับอากาศร้อน หรือร่มกันฝน ควรเตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะสมกับฤดูที่เราเดินทางไป
  • เตรียมรองเท้าที่ใส่สบาย: ควรเตรียมรองเท้าที่เราสวมใส่สบาย สามารถใส่เดินได้ในระยะทางที่ไกล และนาน เพื่อให้เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวและสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อย่างสบายไม่ต้องทนเจ็บระหว่างทาง

4. วางแผนเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยว

เตรียมตัวไปจีน: วางแผนเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยว

การวางแผนเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยว เป็นการ เตรียมตัวไปจีน ที่สำคัญมาก เพราะการวางแผนเส้นทางล่วงหน้าจะช่วยให้คุณ ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า

  • เลือกเมืองและสถานที่ท่องเที่ยว: เลือกเมืองที่เราต้องการเดินทางไปท่องเที่ยว เพราะเมืองแต่ละเมืองในประเทศจีนมีขนาดใหญ่มาก เพราะฉะนั้นควรวางแผนการเดินทางให้ดี ว่าทริปที่เราวางแผนที่จะเดินทางไป จะไปที่เมืองไหนบ้าง อาจเริ่มต้นจากการเที่ยวทริปละ 1 เมืองก็ได้ค่ะ เพราะแต่ละเมืองมีที่เที่ยวที่แตกต่างกัน และมีเสน่ห์เฉพาะตัวค่ะ เช่น ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เฉิงตู, ซีอาน หรือกุ้ยหลิน
  • ทำแผนที่ท่องเที่ยว: จัดทำแผนการท่องเที่ยวในแต่ละวัน โดยในประเทศจีนเราจะใช้แอปแผนที่ ที่ชื่อว่า AMap ใช้เป็นตัวช่วยในการดูแผนที่ระหว่างที่เราเดินทางอยู่ในประเทศจีน โดยเราสามารถวางแผนการเดินทางโดยใช้แอป AMap เป็นตัวช่วยในการวางแผน โดยอาจเริ่มจากการเดินทางจากนอกเมือง ไล่มาที่ตัวเมือง หรือกลับกันเราอาจวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวจากตัวเมือง ไล่ไปที่นอกเมืองที่ไกลออกไปก็ได้ แล้วแต่แผนการเดินทางของเรา เพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนการเดินทางของเราในแต่ละวัน และควรจองตั๋วล่วงหน้า สำหรับสถานที่บางแห่งที่สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ เช่น ตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ ศูนย์อนุรักษ์ หรือทัวร์เมือง เพื่อช่วยให้เราสามารถเดินทางได้สะดวก และประหยัดเวลามากขึ้นค่ะ
  • ศึกษาวิธีการเดินทาง: ควรศึกษาวิธีการเดินทางในแต่สถานที่ ที่เราวางแผนที่จะเดินทางไป ควรใช้วิธีการเดินทางแบบใดที่จะทำให้เราสะดวกที่สุด เช่น รถไฟความเร็วสูง, รถเมล์, แท็กซี่ หรือแอปเรียกรถ เช่น DiDi

5. เตรียมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นต้องใช้ให้พร้อม

เตรียมตัวไปจีน: เตรียมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นต้องใช้ให้พร้อม

การเดินทางในจีน หรือการเดินทางไปต่างประเทศ การเตรียมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะระหว่างการเดินทางคุณจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านั้น เพื่อช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างราบรื่น และสะดวก โดยมีอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางเบื้องต้นดังนี้ค่ะ

  • ปลั๊กไฟและอะแดปเตอร์ (Travel Adapter): ปลั๊กไฟในจีนเป็นแบบ Type A, C หรือ I ส่วนใหญ่ใช้ลักษณะเดียวกับปลั๊กในประเทศไทย และประเทศจีนใช้กระแสไฟฟ้า 220 V เช่นเดียวกัน แต่สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าบางตัวของเราเช่น labtop หรือโน๊ตบุ๊ค จะมีใช้ปลั๊กที่มี 3 ขา มีสายดินเพิ่มเข้ามา จะไม่สามารถใช้ได้ที่ประเทศจีน เพราะฉะนั้นเพื่อความอุ่นใจเราควรพก Travel Adapter ไปด้วย เพื่อให้เราสามารถใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรานำไปด้วยได้ทุกอุปกรณ์
  • โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต: สามารถใช้บริการ Roaming, eSim, ซิมจีน หรือ Pocket Wi-Fi ได้ Travel Sim จากไทยสามารถใช้งานในจีนได้โดยไม่ถูกจำกัด หากใช้ Wi-Fi สาธารณะหรือของที่พัก อาจจะยังมีข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ อยู่ แนะนำให้เตรียม VPN ที่ถูกกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างต่อเนื่อง
  • พาวเวอร์แบงก์ (Power Bank): อุปกรณ์สำคัญสำหรับชาร์จมือถือระหว่างวัน โดยเฉพาะเวลาท่องเที่ยว โดย Power Bank ที่สามารถนำเข้าไปในประเทศจีนได้นั้นจะต้องเป็น Power Bank ที่มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์รับรองความปลอดภัย CCC (China Compulsory Certification) หรือ 3C เป็นหลัก หากไม่มี จะถูกยึดทันที และต้องพกใส่เฉพาะสัมภาระที่ถือขึ้นเครื่องเท่านั้น หากแบตเตอรี่ความจุต่ำกว่า 100 Wh (ประมาณ 20,000 mAh) สามารถนำขึ้นเครื่องได้เลย แต่หากมีความจุ 100 – 160 Wh (ประมาณ 20,000 – 32,000 mAh) จะต้องขออนุญาตกับสายการบินก่อนนำขึ้นเครื่อง

6. ศึกษาวัฒนธรรม คำศัพท์ภาษาจีนพื้นฐาน และกฎระเบียบ

เตรียมตัวไปจีน: ศึกษาวัฒนธรรม คำศัพท์ภาษาจีนพื้นฐาน และกฎระเบียบ

อีกหนึ่งข้อที่จำเป็นสำหรับ เตรียมตัวไปจีน นั่นก็คือการเข้าใจวัฒนธรรม ภาษา และกฎระเบียบของจีน เป็นการเตรียมตัวที่จะช่วยให้คุณไม่เกิดปัญหาระหว่างการเดินทางและได้รับความช่วยเหลือ และที่สำคัญได้ใจชาวท้องถิ่นค่ะ สิ่งที่คุณควรศึกษาก่อนเดินทางไปประเทศจีน มีดังนี้ค่ะ

  • วัฒนธรรมจีน: เรียนรู้มารยาท เช่น การทักทาย ยื่นและรับของด้วยสองมือ หลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ต่อคิวเสมอ โดยเฉพาะเวลาเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน
  • คำศัพท์ภาษาจีนพื้นฐาน: เรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนพื้นฐาน ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เช่นคำดังต่อไปนี้
    • 你好 (Nǐ hǎo / หนี ห่าว): สวัสดี
    • 谢谢 (Xièxiè / เซี่ยะ เซี่ยะ): ขอบคุณ
    • 不要 (bú yào / ปู๋เย่า): ไม่เอา/ไม่ต้อง
    • 多少钱?(Duōshao qián? / ตัวฉ่าว เฉียน?): ราคาเท่าไหร่?
    • 对不起 (Duìbuqǐ / ตุ้ยปู้ฉี่): ขอโทษ
    • 不客气 (Bù kèqi / ปู๋เค่อฉี่): ไม่เป็นไร
    • 再见 (Zàijiàn / จ้ายเจี้ยน): ลาก่อน
    • 我听不懂 (Wǒ tīng bù dǒng / หว่อ ทิง ปู้ ต่ง): ฉันฟังไม่เข้าใจ
    • 厕所 (Cèsuǒ / เช่อสั่ว): ห้องน้ำ
    • 火车站 (Huǒchē zhàn / ฮั่วเช่อ จ้าน): สถานีรถไฟ
    • 出租车 (Chūzūchē / ชูจูเช่อ): รถแท็กซี่
    • 酒店 (Jiǔdiàn / จิ่วเตี้ยน): โรงแรม
    • 我不要辣的 (Wǒ bú yào là de / หว่อ ปู๋ เย่า ล่า เตอะ): ฉันไม่กินเผ็ด
    • (Shuǐ / สุ่ย): น้ำดื่ม
    • 我需要医生 (Wǒ xūyào yīshēng / หว่อ ซวีเย่า อีเชิง): ฉันต้องการหมอ
    • 我迷路了 (Wǒ mílù le / หว่อ หมีลู่ เลอ): ฉันหลงทาง
    • 你会说英语吗?(Nǐ huì shuō Yīngyǔ ma? / หนี่ หุ้ย ซัว อิง หวี่ มา?): คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม?
    • 米饭 (mǐfàn / หมี่ฟ่าน): ข้าวสวย (คำที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับข้าวสุก)
    • (duì / ตุ้ย): ถูก, ใช่, ตกลง
  • กฎหมายและข้อห้าม: หลีกเลี่ยงสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบ เช่น การถ่ายรูปในบางสถานที่

7. แอปพลิเคชัน ที่ควรมีติดตัวไว้ระหว่างเดินทางที่จีน

เตรียมตัวไปจีน: แอปพลิเคชัน ที่ควรมีติดตัวไว้ระหว่างเดินทางที่จีน

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเที่ยวจีน อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากและต้องเตรียมพร้อม นั่นก็คือ การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในระหว่างการเดินทาง ได้แก่ แอปแปลภาษา, แอปแผนที่, แอปเรียกรถเพื่อความสะดวก, แอปสำหรับการชำระเงินที่จีน, และแอปอื่น ๆ ที่จำเป็นในการเดินทาง เพื่อช่วยให้การเดินทางของเราไม่สะดุด โดยแอปพลิเคชันที่จำเป็นสำหรับการเดินทางในประเทศจีนหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้

  • แอป WeChat หรือ Alipay: แอปพลิเคชันสำหรับชำระเงินออนไลน์ ผ่านมือถือ เราสามารถใช้ชำระเงินได้เกือบทุกร้านค้าในประเทศจีน แต่บางร้านค้าจะรับชำระได้เพียงแอปใดแอปหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราดาวน์โหลดและเตรียมไว้ทั้ง 2 แอปพลิเคชันเลย อุ่นใจกว่าค่ะ
  • แอปพลิเคชัน DiDi: แอปพลิเคชันสำหรับไว้ใช้บริการเรียกรถในประเทศจีน ที่สะดวกและปลอดภัย และราคาถูกค่ะ วิธีการใช้งานคล้ายกับแอปพลิเคชันเรียกรถบ้านเรา แต่ DiDi เพื่อความแม่นยำของจุดหมายแนะนำให้ใช้ภาษาจีนค่ะ เพราะบางสถานที่หาชื่อสถานที่เป็นภาษาอังกฤษไม่เจอนะคะ แนะนำให้ไปหาชื่อสถานที่ภาษาจีนมาใช้ในแอปค่ะ ใช้แอปพลิเคชัน Goolge Translate ช่วยค่ะ
  • แอปพลิเคชันแปลภาษา เช่น แอปพลิเคชัน Google Translate: ตัวช่วยในการการแปลข้อความจากภาษาไทยเป็นภาษาจีน หรือภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีน ทั้งจากการพิมพ์ข้อความหรือการพูดคุย และยังสามารถใช้กล้องส่องป้ายหรือเมนูอาหารเพื่อแปลได้ทันทีอีกด้วย ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ จะพูดภาษาจีนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นแอปพลิเคชันแปลภาษามีความสำคัญมากในการเดินทางในประเทศจีน เพราะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณสามารถสื่อสารกับคนในพื้นที่ได้
  • แอปพลิเคชัน AMap หรือ Baidu Map: แอปพลิเคชันแผนที่ ตัวช่วยในการแนะนำเส้นทางการเดินทางในประเทศจีน มีความแม่นยำกว่าการใช้ Google Map
  • แอปพลิเคชัน MetroMan: แอปพลิเคชันแสดงเส้นทางรถไฟใต้ดิน ตัวช่วยการเดินทางในจีน แนะนำเส้นทางที่ช่วยให้เราไปถึงจุดหมายได้อย่างง่ายดาย ใช้ง่าย ช่วยการเดินทางของเราสะดวกมากยิ่งขึ้น

8. ประกันการเดินทาง

เตรียมตัวไปจีน: ประกันการเดินทาง

สิ่งสำคัญที่ควรพกติดตัวไปด้วยทุกทริปการเดินทางไปต่างประเทศ นั่นก็คือ ประกันการเดินทาง ตัวช่วยที่จะทำให้การเดินทางของเราไม่สะดุด หมดกังวลกับค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้น จากเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างการเดินทาง ด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุมเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ อาทิ:

  • ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล
  • บริการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินทางการแพทย์
  • คุ้มครองเที่ยวบินล่าช้า
  • คุ้มครองกระเป๋าเดินทางหรือเอกสารสำคัญสูญหาย
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่ 1: คนไทยต้องขอวีซ่า ก่อนเดินทางไปจีนใช่หรือไม่?

คำตอบ: ผู้ถือพาสปอร์ตไทยไม่ต้องขอวีซ่าหากเดินทางเข้าประเทศจีน เมื่อรัฐบาลจีนอนุมัติให้คนไทยเข้าประเทศจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้  30 วัน มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา

คำถามที่ 2: ควรแลกเงินจีน (เงินหยวนจีน) กี่บาทก่อนเดินทาง?

คำตอบ: แนะนำประมาณ 2,000–5,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ควรเตรียมลงแอปพลิเคชัน WeChat และ Alipay ไว้บนมือถือ พร้อมกับสมัครและผูกบัตรเครดิตกับแอปพลิเคชันไว้ด้วย เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ และคนจีนส่วนใหญ่ใช้จ่ายผ่านแอป WeChat และ Alipay และเพื่อเสริมความั่นใจเราอาจพกบัตรเครดิตไปด้วยเพื่อความอุ่นใจและความสะดวกสบายในการใช้จ่าย

Q3: แอปพลิเคชันอะไรช่วยในการเดินทางในจีน?

คำตอบ: แอปพลิเคชัน Baidu Maps และ AMap สำหรับดูแผนที่และเส้นทางการเดินทาง, แอปพลิเคชัน DiDi สำหรับเรียกรถ ช่วยให้การเดินทางของเราสะดวกสบาย และราคาไม่แพง, และแอปพลิเคชัน Google Translate ตัวช่วยที่จะทำให้เราสามารถสื่อสารกับทุกคนในประเทศจีนได้ ไม่ว่าจะเป็นการถามเส้นทาง ทานข้าว ซื้อของ เรียกว่าทุกกิจกรรมในแต่ละวัน แอปแปลภาษาช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับคนในพื้นที่ได้อย่างเข้าใจ

การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปจีนอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ทริปของคุณ สนุก ปลอดภัย และไร้ความกังวล อย่าลืมเตรียม 8 สิ่งสำคัญนี้ก่อนเดินทางไปจีนนะคะ:

  1. ตรวจสอบเอกสารการเดินทาง
  2. วางแผนการเงิน
  3. ศึกษาสภาพอากาศและเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสถานที่และฤดูกาลที่คุณจะเดินทางไป
  4. วางแผนเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยว
  5. เตรียมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นต้องใช้ไปให้ครบ
  6. ศึกษาวัฒนธรรม คำศัพท์ภาษาจีนพื้นฐาน และกฎระเบียบ
  7. แอปพลิเคชัน ที่ควรมีติดตัดไว้ระหว่างเดินทางที่จีน
  8. ประกันการเดินทาง ตัวช่วยที่จะทำให้เราเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล

หากเพื่อน ๆ เตรียมความพร้อมตามข้อแนะนำครบทั้ง 8 ข้อแล้ว การเดินทางไปประเทศจีนก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป เตรียมจัดกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำแผนการเดินทาง แล้วออกเดินทางไปพบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ ในประเทศจีน ได้เลย! และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมพกติดตัวไว้เสมอนั่นก็คือ ประกันเดินทาง ที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวจีนได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: travelchinaguide.com, china-tour.cn, cathaypacific.com, chinaodysseytours.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวเฉิงตู ช่วงไหนดี? รวมที่เที่ยวทุกฤดูห้ามพลาด!

เที่ยวเฉิงตู ช่วงไหนดี? รวมที่เที่ยวทุกฤดูห้ามพลาด!

การ เที่ยวเฉิงตู (Chengdu) เมืองเอกของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ไม่ได้มีดีแค่หมีแพนด้า แต่ยังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งช้อปปิ้งที่หลากหลาย จุดเด่นคือ สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะใบไม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วง หรือหนาว ต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว บทความนี้ Allianz Travel จะพาไปดูสถานที่เที่ยวเฉิงตูที่น่าสนใจ และช่วงเวลาไหนที่ควรไป เที่ยวเฉิงตู ในแต่ละฤดู เพื่อให้คุณวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นค่ะ : )

ช่วงเวลาไหนเหมาะที่สุดในการ เที่ยวเฉิงตู?

เฉิงตูเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของจีน มีนักท่องเที่ยวทั้งจากจีนและต่างประเทศมาเยือนทุกปี ช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม–มิถุนายน (ฤดูใบไม้ผลิ) และกันยายน–พฤศจิกายน (ฤดูใบไม้ร่วง) ถือเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการ เที่ยวเฉิงตู เพราะอากาศเย็นสบาย อุณหภูมิกำลังพอดี เหมาะกับกิจกรรมท่องเที่ยวและการชมสถานที่ต่าง ๆ หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงเวลานอกฤดูท่องเที่ยวที่เหมาะกับการเดินทางของคุณ เพราะช่วงเวลานี้จำนวนนักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่มาก

ฤดูกาลในเฉิงตูและมณฑลเสฉวน

ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): มีนาคม – พฤษภาคม (March – May)

ฤดูใบไม้ผลิของเฉิงตูมาถึงเร็ว เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15–20°C พร้อมปริมาณฝนปานกลาง ช่วงเวลานี้ถือว่าเหมาะที่สุดในการชมแพนด้ายักษ์ที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง ฐานอนุรักษ์แพนด้าเฉิงตู, ฐานแพนด้าตูเจียงเยี่ยน และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติโหวหลง ซึ่งเป็นช่วงที่แพนด้าขาวดำมีความกระฉับกระเฉงที่สุด

ในฤดูใบไม้ผลิ เฉิงตูเต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา กลิ่นหอมหวานของดอกไม้และเสียงนกร้องขับกล่อมไปทั่วเมือง นักท่องเที่ยวสามารถชมดอกท้อบานที่หลงเฉวียน เดินเล่นที่สวนพฤกษศาสตร์เฉิงตูและสวนประชาชน และเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสดใสของพื้นที่สีเขียวในเมือง

พื้นที่โดยรอบก็มีเสน่ห์ฤดูใบไม้ผลิไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภูเขาเหมิงติ้งซานที่ปกคลุมด้วยไร่ชาขาวสุดลูกหูลูกตา ทะเลดอกแพร์บานที่ตานปา หรือพิธีชุนซาน (Chunshan Assembly) อันยิ่งใหญ่ที่ภูเขาเอ๋อเหมยในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน ท่ามกลางทิวแถวดอกกุหลาบพันปีที่ผลิบานตลอดเส้นทาง

ฤดูร้อน (Summer): มิถุนายน – สิงหาคม (June – August)

ฤดูร้อนในเฉิงตูยาวนานและร้อน ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกันยายน โดยมีความชื้นสูงและอุณหภูมิเฉลี่ยราว 30°C เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อน สามารถไปเยือนภูเขาชิงเฉิง (Qingcheng Mountain) ซึ่งอากาศเย็นกว่าประมาณ 5–10°C ที่นี่คุณจะได้เรียนรู้ต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า และฝึกไทชิแบบโบราณท่ามกลางบรรยากาศเขาสดชื่น

จุดพักร้อนที่ดีในฤดูร้อนอื่น ๆ ได้แก่ ตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan) และภูเขาเอ๋อเหมย (Mount Emei) อีกทางเลือกคือพักผ่อนในร่ม เช่น จิบชาและเล่นไพ่นกกระจอกในสวนสาธารณะประชาชน (People’s Park) หรือเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อย่างพิพิธภัณฑ์จินซา (Jinsha Site Museum) พิพิธภัณฑ์เฉิงตู (Chengdu Museum) และพิพิธภัณฑ์ซานซิงตู้ยี่ (Sanxingdui Museum) เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมือง

ช่วงฤดูร้อนยังมีโอกาสได้เห็นลูกแพนด้าแรกเกิดที่ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding) อย่าลืมพกร่มเพราะอาจเจอกับฝนฟ้าคะนองแบบกะทันหัน และเตรียมแว่นกันแดดกับครีมกันแดดเพื่อป้องกันแสงแดดจ้าในฤดูนี้

ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): กันยายน – พฤศจิกายน (September – November)

ฤดูใบไม้ร่วงในเฉิงตู ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน สวยงามเป็นพิเศษ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15–25°C ฝนตกน้อย และมีวันแดดออกมาก เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเที่ยวชมเมืองและทำกิจกรรมกลางแจ้ง

คุณสามารถชมเสน่ห์ของแพนด้ายักษ์ที่ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding) ในระหว่างวันที่อากาศเย็นสบายช่วยให้เดินเที่ยวได้นานหลายชั่วโมง สวนสาธารณะ วัด บ้านชงชา และพิพิธภัณฑ์ในเฉิงตูถูกตกแต่งด้วยใบแปะก๊วยสีทองที่สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น หุบเขาจิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou Valley) อุทยานแห่งชาติเหลืองหลง (Huanglong Scenic Area) และภูเขาเอ๋อเหมย (Mount Emei) โชว์ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงอันงดงาม ทะเลสาบสีฟ้าใสในจิ่วไจ้โกวตัดกับใบไม้สีแดงสดริมฝั่งหินปูนของเหลืองหลงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสว่าง

ฤดูหนาว (Winter): ธันวาคม – กุมภาพันธ์ (December – February)

ฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวของเฉิงตู อากาศเย็นกว่าและค่อนข้างแห้ง ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ชมแพนด้าน่ารักเล่นกันที่ศูนย์อนุรักษ์ หรือเดินเล่นชิล ๆ ตามถนนของเฉิงตู เพลิดเพลินกับบรรยากาศผ่อนคลาย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0–15°C มกราคมบางวันอาจติดลบ แต่หิมะในเมืองหายาก โรงแรมและตั๋วเครื่องบินมักลดราคาลงอย่างมากในช่วงนี้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ศูนย์อนุรักษ์แพนด้า วัด และพิพิธภัณฑ์ ยังคงเปิดให้เยี่ยมชม ในวันที่แดดออก ชาวเมืองมักออกมาอาบแดดอุ่น ๆ ที่สวนสาธารณะประชาชน (People’s Park) พร้อมกินหม้อไฟร้อน ๆ คลายความหนาว

บริเวณรอบนอกเฉิงตู ภูเขาเอ๋อเหมย (Mount Emei) ถูกปกคลุมด้วยหิมะ สวยงามในวันที่อากาศแจ่มใส สำหรับผู้ที่ชอบเล่นสกี สามารถเล่นสกีได้ที่ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain)

สภาพอากาศและเคล็ดลับการจัดกระเป๋าในการไป เที่ยวเฉิงตู

เฉิงตูมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 16–27°C มีวันฝนตกประมาณ 170 วันต่อปี ทำให้สภาพอากาศเย็นสบายและชื้น แม้เดือนกรกฎาคม–สิงหาคมจะร้อนและชื้นที่สุด แต่ความร้อนจัด หนาวจัด หรือพายุรุนแรงพบได้น้อย สภาพอากาศที่น่าอยู่ทำให้สามารถเที่ยวชมธรรมชาติ ศูนย์วิจัยแพนด้า และสถานที่ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมของเฉิงตูได้ตลอดทั้งปี

ฤดูกาล เดือน อุณหภูมิเฉลี่ย (°C) เคล็ดลับการจัดกระเป๋า
ฤดูหนาว มกราคม 3–9°C เตรียมเสื้อผ้าอุ่น ๆ
กุมภาพันธ์ 5–11°C แนะนำแจ็กเก็ตหนา
ฤดูใบไม้ผลิ มีนาคม 8–16°C แนะนำแจ็กเก็ตอุ่น
เมษายน 13–22°C เสื้อกันฝน เสื้อแจ็กเก็ตบาง
พฤษภาคม 17–26°C เสื้อผ้าบาง, ยาแก้แพ้
ฤดูร้อน มิถุนายน 21–28°C เสื้อผ้าระบายอากาศได้ดี, หมวก
กรกฎาคม 22–30°C เสื้อผ้าบาง, อุปกรณ์กันฝน
สิงหาคม 22–30°C เสื้อกันฝน, ครีมกันแดด
ฤดูใบไม้ร่วง กันยายน 19–26°C เสื้อแจ็กเก็ตบาง
ตุลาคม 15–21°C เสื้อสเวตเตอร์บาง, แขนยาว
พฤศจิกายน 10–16°C เสื้อโค้ท, เสื้อผ้าอุ่น ๆ
ฤดูหนาว ธันวาคม 5–11°C เสื้อโค้ทหนา, ถุงมือ

ข้อมูลควรรู้ก่อนออกเดินทาง เที่ยวเฉิงตู

 สนามบินหลัก:

  • Chengdu Shuangliu (CTU) — ใกล้ตัวเมืองกว่า
  • Chengdu Tianfu (TFU) — สนามบินใหม่ที่รองรับไฟลท์ต่างประเทศเยอะขึ้น

การเดินทางในเมือง:

Metro ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก, แท็กซี่ / เรียกรถ Didi สะดวก, รถบัสราคาประหยัดแต่ช้ากว่า

การเดินทางออกนอกเมือง:

ขึ้นรถไฟความเร็วสูง (ไป Leshan, Dujiangyan), บัส (ไปภูเขา / สกีรีสอร์ท), หรือบินต่อในประเทศ (ไป Jiuzhaigou, Huanglong)

รวมที่เที่ยวเฉิงตูพร้อมวิธีการเดินทาง

1. ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า (Chengdu Panda Base)

เที่ยวเฉิงตู : ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า (Chengdu Panda Base)

ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า เฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเฉิงตู นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับหมีแพนด้ายักษ์ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด พร้อมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับการวิจัย การเพาะเลี้ยง และการอนุรักษ์แพนด้า จุดไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบคือการได้ชมความน่ารักสดใสของลูกแพนด้า ซึ่งจะทำให้ทุกคนตกหลุมรักไปกับเสน่ห์ของสัตว์ประจำถิ่นสุดหายากแห่งนี้

จุดเด่น:

  • เป็น ศูนย์เพาะพันธุ์และวิจัยแพนด้า เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์หมีแพนด้ายักษ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
  • นักท่องเที่ยวสามารถ ชมแพนด้าในสภาพแวดล้อมจำลอง ใกล้เคียงธรรมชาติ
  • มี ลูกแพนด้า (Panda Cubs) ให้ชมช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่แพนด้ากำลังเล่นและกินไผ่
  • มี ศูนย์นิทรรศการ ให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม การอนุรักษ์ และการเพาะพันธุ์แพนด้า

วิธีการเดินทาง:

  • ขึ้น Metro ลงที่ Panda Avenue Station หรือ Chengdu Zoo Station
  • ต่อ Shuttle Bus / รถบัสสาย 87, 198A ไปยัง Panda Base
  • ระยะเวลาโดยรวมประมาณ 30–50 นาที จากตัวเมืองเฉิงตู

ระยะเวลาที่แนะนำ:

ครึ่งวัน โดยเฉพาะ เช้า (07:30–10:30) เพราะแพนด้าออกมากินไผ่และขยับตัวมากที่สุด

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • ลูกแพนด้าในห้อง nursery
  • ทางเดินที่มีต้นไผ่ ให้มุมถ่ายรูปสวย
  • แสงเช้าเหมาะที่สุดสำหรับถ่ายรูป เพราะนุ่มและแพนด้ากำลังเคลื่อนไหว

2. ถนนชุนซี (Chunxi Road), ตึกหมีแพนด้า IFS, Taikoo Li, และ Daci Temple

เที่ยวเฉิงตู : ตึกหมีแพนด้า IFS

ถนนชุนซี (Chunxi Road), ตึกหมีแพนด้า IFS, Taikoo Li, และ Daci Temple คือ ย่านไลฟ์สไตล์และช้อปปิ้งใจกลางเมืองเฉิงตู ที่รวมแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร คาเฟ่ และแลนด์มาร์กสำคัญไว้ครบในพื้นที่เดียว

ถนนชุนซี (Chunxi Road)
ย่านช้อปปิ้งชื่อดังใจกลางเมืองเฉิงตู เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมระดับโลก สินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ร้านอาหาร และสตรีทฟู้ดหลากหลาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตคนเมืองเฉิงตูในบรรยากาศที่คึกคักตลอดวัน

ตึกหมีแพนด้า IFS (Chengdu IFS Panda Climbing the Building)
แลนด์มาร์กสุดชิคของเฉิงตูที่ห้ามพลาด! ที่นี่มีรูปปั้นหมีแพนด้ายักษ์กำลังปีนตึก IFS สุดอลังการ กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นภายในยังเป็นห้างสรรพสินค้าหรูที่รวมแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับโลกไว้ครบครัน

ไท่กู่หลี่ (Taikoo Li Chengdu)
แหล่งช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์สุดทันสมัยที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์นอย่างลงตัว เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่เก๋ ๆ เป็นจุดเช็กอินที่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากสัมผัสความหรูหราทันสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายวัฒนธรรมจีน

วัดต้าซื่อ (Daci Temple)
วัดเก่าแก่ใจกลางเมืองที่สงบและเงียบสงบท่ามกลางความคึกคักของย่านการค้า นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ ทำบุญ สักการะ หรือแวะจิบชาชิล ๆ ในบรรยากาศสบาย ๆ เหมือนย้อนเวลาไปสู่เฉิงตูในยุคเก่า

จุดเด่น:

  • Chunxi Road – ถนนช้อปปิ้งหลักของเฉิงตู เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าแบรนด์ดัง ร้านอาหาร และร้านของฝาก
  • IFS (International Finance Square) – ตึกสูงกลางเมือง มี หมีแพนด้ายักษ์ปีนตึก เป็นแลนด์มาร์กถ่ายรูปสุดฮิต
  • Taikoo Li – ย่านไลฟ์สไตล์ทันสมัย ตกแต่งสวย มีร้านคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหารเก๋ ๆ
  • Daci Temple (วัดต้าเจี๋ย) – วัดพุทธโบราณใจกลางเมือง สงบและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 2/3 Chunxi Road Station
  • เดินเชื่อมไปยัง Taikoo Li และ Daci Temple ได้สะดวก

ระยะเวลาที่แนะนำ:

2–4 ชั่วโมง (รวมช้อปปิ้ง กินข้าว และเดินชมคาเฟ่)

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • หมีแพนด้าปีนตึก IFS – มุมถ่ายรูปกลางเมืองสุดอินเทรนด์
  • ไฟย่าน Taikoo Li ยามค่ำ – แสงสีและบรรยากาศเหมาะถ่าย Instagram
  • วัด Daci Temple – เดินถ่ายรูปศาลาไม้, จิบชาในบรรยากาศสงบ

3. ถนนแพนด้า (Panda Avenue) และ เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers)

ถนนแพนด้า (Panda Avenue) และ เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers)

ถนนแพนด้า (Panda Avenue) และ เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers) คือ ย่านธีมหมีแพนด้าและแลนด์มาร์กตึกสูงใจกลางเฉิงตู ที่เหมาะทั้งการเดินเล่น ช้อปปิ้ง และถ่ายรูป

ถนนแพนด้า (Panda Avenue)
เส้นทางหลักที่มุ่งหน้าไปยังศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า เฉิงตู ถนนสายนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศสดใสจากงานศิลป์และรูปปั้นแพนด้าในหลากหลายท่าทางน่ารัก ๆ ตลอดสองข้างทาง กลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักแพนด้า อีกทั้งยังสะท้อนเอกลักษณ์ของเฉิงตู เมืองหลวงของหมีแพนด้าอย่างแท้จริง

เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers)
แลนด์มาร์กสมัยใหม่ที่สูงตระหง่านและกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองเฉิงตู ตึกแฝดคู่นี้ตั้งอยู่ในเขตไฮเทค (High-Tech Zone) โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมล้ำสมัย โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่มีการประดับไฟสุดอลังการ กลายเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

จุดเด่น:

  • Panda Avenue – ถนนธีมหมีแพนด้าเต็มไปด้วยงานประติมากรรม, รูปปั้น, และการตกแต่งธีมแพนด้า เหมาะสำหรับถ่ายรูปสนุก ๆ
  • Chengdu Twin Towers – ตึกคู่สูงเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเฉิงตู สามารถถ่ายรูปตอนกลางวันหรือไฟตอนกลางคืน
  • Landmark แบบ 3D – มีจอ 3D แสดงภาพหมีแพนด้า ทำให้ได้มุมถ่ายรูปเก๋ ๆ

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 1 → Century City Station
  • เดินต่อเล็กน้อย หรือเรียกรถ Didi / แท็กซี่ไปยัง Twin Towers

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 2–3 ชั่วโมง
  • เหมาะสำหรับ บ่าย–เย็น เพื่อถ่ายรูปไฟเมืองตอนกลางคืน

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • หมีแพนด้า 3D บนจอ – มุมถ่ายรูปทันสมัย
  • Twin Towers – ถ่ายทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ถนน Panda Avenue – มุมถ่ายรูปกับประติมากรรมแพนด้าและของตกแต่งธีมต่าง ๆ

4. กว่านไจ๋ (Kuanzhai Xiangzi / Kuanzhai Alley) และถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street)

เที่ยวเฉิงตู : ถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street)

กว่านไจ๋ (Kuanzhai Xiangzi / Kuanzhai Alley) และถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street) คือ ย่านโบราณและถนนท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมของเฉิงตู ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์จีนโบราณ, ของกินพื้นเมือง, ร้านค้า และกิจกรรมวัฒนธรรม

กว่านไจ๋ (Kuanzhai Xiangzi / Kuanzhai Alley)
ย่านถนนเก่าแก่ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเฉิงตู ผ่านตรอกซอกซอยที่ยังคงสถาปัตยกรรมโบราณผสมผสานกับร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหารท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นถ่ายรูปเพลิน ๆ ชิมของกินพื้นเมือง และสัมผัสบรรยากาศเฉิงตูในยุคเก่าได้อย่างเต็มอิ่ม

ถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street)
อีกหนึ่งถนนโบราณชื่อดังที่มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยแสงไฟสีสันยามค่ำคืน ร้านค้าและแผงขายของที่ระลึก งานฝีมือ รวมถึงอาหารพื้นเมืองรสเด็ด เช่น หมาล่า ก๋วยเตี๋ยวเสฉวน และขนมท้องถิ่นต่าง ๆ ถนนจิ้นหลี่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความเก่าแก่กับความคึกคักของยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

จุดเด่น:

  • Kuanzhai Xiangzi (Wide & Narrow Alley / ตรอกกว้าง–แคบ)
    • เป็นชุดตรอกเก่า 3 สาย: ตรอกกว้าง, ตรอกแคบ, ตรอกกลาง
    • สถาปัตยกรรมโบราณแบบจีนดั้งเดิม
    • ร้านกาแฟ, ร้านชา, ร้านอาหาร, ร้านของที่ระลึก
    • บรรยากาศย้อนยุคและสงบ เหมาะเดินเล่นถ่ายรูป
  • Jinli Street (ถนนจินหลี่)
    • ถนนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์กว่า 1,800 ปี
    • มีร้านขายของพื้นเมือง, ขนมท้องถิ่น, ของที่ระลึก
    • แสงไฟโคมแดงยามค่ำคืนให้บรรยากาศโรแมนติก

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 4 Kuanzhai Alley Station
  • จากนั้นเดินถึง Jinli Street หรือเรียกรถสั้น ๆ

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • ครึ่งวัน บ่าย–ค่ำ
  • เหมาะสำหรับเดินเล่น ชมสถาปัตยกรรม ชิม Street food และถ่ายรูปโคมแดง

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • โคมแดงตามตรอก – มุมถ่ายรูปคลาสสิก
  • ร้านชาและของเก่า – ถ่ายบรรยากาศย้อนยุค
  • Street food – ของกินพื้นเมือง เช่น มันปิ้ง, เกี๊ยว, เต้าหู้ย่าง

5. วัดเหวินซู (Wenshu Monastery)

วัดเหวินซู (Wenshu Monastery)

วัดเหวินซู (Wenshu Monastery) วัดพุทธที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเฉิงตู สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมจีนโบราณอันงดงาม ศาลา เจดีย์ และพระพุทธรูปมากมายให้กราบสักการะ วัดแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาที่สำคัญของเสฉวน บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนใจจากความวุ่นวายของเมือง

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ “โรงน้ำชา” ภายในวัด ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้นั่งดื่มชาเสฉวนแท้ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของสวนวัด ถือเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มการมาเยือนเฉิงตูให้สมบูรณ์แบบ

จุดเด่น:

  • สถาปัตยกรรมโบราณ – อาคารไม้, ศาลา, เจดีย์ และวิหารแบบจีนดั้งเดิม
  • สวนและโรงน้ำชา – เหมาะสำหรับจิบชา, เดินชมสวน และสัมผัสวัฒนธรรมจีน
  • ความสงบท่ามกลางเมืองวุ่นวาย – เป็นพื้นที่พักใจและถ่ายรูปสวย

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 1 Wenshu Monastery Station
  • หรือรถบัสสายที่ผ่านตัววัด

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1–2 ชั่วโมง
  • เหมาะสำหรับเดินชมวัดและจิบชา

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • ศาลาไม้และประตูวัด – มุมถ่ายรูปแบบดั้งเดิม
  • โรงน้ำชา – ถ่ายบรรยากาศสงบ, ลองชุดชาจีน
  • มาเช้า – เพื่อหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวมาก

6. เขื่อนตูเจียงเยี่ยนและภูเขาชิงเฉิง (Dujiangyan and Mount Qingcheng)

เขื่อนตูเจียงเยี่ยนและภูเขาชิงเฉิง (Dujiangyan and Mount Qingcheng)

เขื่อนตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Irrigation System) และ ภูเขาชิงเฉิง (Mount Qingcheng) คือ แหล่งมรดกโลกใกล้เฉิงตู ที่เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบธรรมชาติและประวัติศาสตร์จีน

เขื่อนตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Irrigation System)
สิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมชลประทานโบราณที่สร้างขึ้นมากว่า 2,000 ปี และยังคงใช้งานได้จริงจนถึงปัจจุบัน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ความพิเศษของที่นี่คือการบริหารจัดการน้ำด้วยภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยป้องกันน้ำท่วมและหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกในเสฉวนมาตลอดหลายศตวรรษ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมทัศนียภาพเขื่อน แม่น้ำ และสะพานแขวน พร้อมเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่ง

ภูเขาชิงเฉิง (Mount Qingcheng)
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า โดดเด่นด้วยป่าเขียวขจีตลอดปี และบรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การปลีกวิเวก ที่นี่มีเส้นทางเดินป่าขึ้นสู่ยอดเขา ผ่านวัดและศาลาโบราณหลายแห่ง นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติและวัฒนธรรมสามารถสัมผัสทั้งความงดงามของภูเขาและกลิ่นอายปรัชญาเต๋าไปพร้อมกัน

จุดเด่น:

  • เขื่อนตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan)
    • ระบบชลประทานโบราณอายุเกือบ 2,200 ปี
    • เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมและวิศวกรรม
    • วิวแม่น้ำและภูมิทัศน์สวย เหมาะสำหรับถ่ายภาพ
  • ภูเขาชิงเฉิง (Mount Qingcheng)
    • ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋า
    • มีวัดและศาลาที่เก่าแก่
    • เส้นทางเดินป่าไม่ยากจนเกินไป เหมาะกับวันทริปใกล้เมือง

วิธีการเดินทาง:

  • รถไฟความเร็วสูง / รถไฟท้องถิ่น จากเฉิงตูไป Dujiangyan ประมาณ 20–50 นาที
  • ต่อ รถบัสหรือแท็กซี่ ขึ้นไป Mount Qingcheng
  • เส้นทางนี้สะดวกและนิยมเป็น ทริปวันเดียวจากเฉิงตู

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1 วัน
    • เช้า: เขื่อน Dujiangyan
    • บ่าย: Mount Qingcheng
  • สามารถแบ่งเป็น 2 วัน หากต้องการเดินหลายเส้นทาง

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • วิวเขื่อน และ สะพาน Anlan
  • วัดบนภูเขา Qingcheng
  • สวมรองเท้าสบายสำหรับเดิน เพราะบางจุดเป็นบันไดขึ้นเขา

7. Selfie Panda, Yangtianwo Square (Dujiangyan)

Selfie Panda, Yangtianwo Square (Dujiangyan)

Selfie Panda คือแลนด์มาร์กห้ามพลาดในเมืองตูเจียงเอี้ยน (Dujiangyan) ตั้งอยู่ที่ Yangtianwo Square จุดนี้มีหมีแพนด้ายักษ์ในท่านอนตะแคงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (สูงกว่า 26 เมตร) ออกแบบมาให้เป็นมุมถ่ายรูปสุดเก๋ที่ทั้งนักท่องเที่ยวจีนและต่างชาติแวะมาเช็กอิน

จุดเด่น:

  • แพนด้ายักษ์ขนาดมหึมา – รูปปั้นสูงกว่า 26 เมตร นอนเอียงบนภูเขาจำลอง
  • แลนด์มาร์กใหม่ของ Dujiangyan – เหมาะสำหรับสายโซเชียล ถ่ายเซลฟี่ มุมไหนก็โดดเด่น
  • บรรยากาศรอบ ๆ จัตุรัส – มีพื้นที่กว้างสำหรับเดินเล่น พักผ่อน และถ่ายรูป

วิธีการเดินทาง:

  • อยู่ใจกลางเมืองตูเจียงเอี้ยน (ห่างจากเฉิงตูประมาณ 55 กม.)
  • รถไฟจากเฉิงตูไป Dujiangyan ใช้เวลาเพียง 30–40 นาที
  • จากสถานีรถไฟต่อแท็กซี่ประมาณ 10–15 นาที ถึง Yangtianwo Square

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • ครึ่งวัน – แวะชม Selfie Panda + เที่ยวเมืองตูเจียงเอี้ยน
  • ตอนเย็น – มีการเปิดไฟสวย ๆ รอบตัวแพนด้า เหมาะสำหรับถ่ายรูปยามค่ำ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • มุมตรงด้านหน้าแพนด้า – เห็นตัวใหญ่เต็มเฟรม
  • ถ่ายมุมกว้างจากด้านล่าง – ได้สัดส่วนยักษ์อลังการ
  • ช่วงเย็น – ไฟประดับเปิด ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา
  • เตรียม เลนส์มุมกว้าง หรือไม้เซลฟี่ เพื่อเก็บวิวเต็มตัวแพนด้า

8. พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha)

เที่ยวเฉิงตู : พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha)

พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha) พระพุทธรูปหินแกะสลักขนาดมหึมา สูงถึง 71 เมตร ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำมินเจียง เป็นหนึ่งในมรดกโลกของยูเนสโก และถือเป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวสามารถชมพระใหญ่จากระเบียงด้านบน หรือเลือกล่องเรือชมวิวเต็มองค์จากแม่น้ำเพื่อซึมซับความยิ่งใหญ่และความสงบของสถานที่ นอกจากความยิ่งใหญ่แล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังเต็มไปด้วยภูมิทัศน์ธรรมชาติสวยงาม เหมาะสำหรับทั้งคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติในทริปเดียว

จุดเด่น:

  • ขนาดมหึมา – สูง 71 เมตร กว้าง 28 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • มรดกโลก UNESCO – เป็นตัวอย่างของศิลปกรรมและวิศวกรรมจีนโบราณ
  • วิวรอบ ๆ – สามารถชมจาก ยอดเขา หรือ ล่องเรือในแม่น้ำ ให้มุมมองที่แตกต่าง

วิธีการเดินทาง:

  • รถไฟความเร็วสูง (HSR) จากเฉิงตูไป Leshan ประมาณ น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
  • จากสถานี Leshan ต่อ แท็กซี่ หรือเดินไปจุดชมพระพุทธรูป
  • สามารถเลือก ล่องเรือชมพระจากน้ำ เพื่อมุมกว้าง

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • ครึ่งวัน – 1 วัน
  • เหมาะสำหรับทั้งการชมพระและล่องเรือ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • จุดล่องเรือ – ให้ภาพมุมกว้างของพระใหญ่
  • จุดชมจากยอดเขาด้านหน้า – ถ่ายองค์พระเต็มตัว
  • ถ้ามีเวลา ให้ขึ้นเรือเพื่อได้มุมภาพที่ดีที่สุด

9. จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou) และอุทยานหวงหลง (Huanglong)

เที่ยวเฉิงตู : จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou)

จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou) & อุทยานหวงหลง (Huanglong) คือ อุทยานธรรมชาติระดับโลกในมณฑลเสฉวน ที่มีชื่อเสียงเรื่อง ทะเลสาบสีสวย น้ำตก และป่าไม้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสธรรมชาติอลังการ

หุบเขาจิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou Valley)
หรือที่แปลตรงตัวว่า “หุบเขาหมู่บ้านทั้งเก้า” ได้ชื่อนี้มาจากเก้าหมู่บ้านแบบทิเบตที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ที่นี่เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านทิวทัศน์น้ำที่น่าพิศวง ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกที่พลิ้วไหว ทะเลสาบสีฟ้าและสีเขียวใสสะอาดระยิบระยับ น้ำพุที่ไหลริน และภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าเขียวขจี ทิวทัศน์ตามธรรมชาติทำให้นักเดินทาง ช่างภาพ และผู้หลงรักธรรมชาติต่างแวะเวียนมาไม่ขาดสาย เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ป่าไม้ในหุบเขาจิ่วไจ้โกวจะเปลี่ยนสีสันสุดตระการตา ไล่เฉดตั้งแต่แดง ทอง ส้ม ไปจนถึงชาดสดใส พืชน้ำที่ก้นทะเลสาบก็เผยสีสันเข้มข้น เมื่อลองมองจากมุมสูง จะเหมือนกับว่าสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงถูกเทลงไปในผืนน้ำ ทำให้หุบเขาจิ่วไจ้โกวกลายเป็นดินแดนเทพนิยายที่มีอยู่จริง หากคุณอยากชมวิวฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามที่สุดของจีน ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

เที่ยวเฉิงตู : อุทยานแห่งชาติเหลืองหลง (Huanglong National Park)

อุทยานแห่งชาติหวงหลง (Huanglong National Park)
โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์มหัศจรรย์ของชั้นหินปูนและแอ่งน้ำขั้นบันไดที่งดงาม มักถูกจัดให้อยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวคู่กับจิ่วไจ้โกว ระยะทางระหว่างกันราว 110 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ประตูสู่จิ่วไจ้โกวที่ดีที่สุดคือเมืองเฉิงตู โดยคุณสามารถเดินทางจากเฉิงตูได้ทั้งรถยนต์หรือเครื่องบิน นักท่องเที่ยวบางส่วนก็เลือกบินจากฉงชิ่งหรือซีอานไปยังจิ่วไจ้โกวเช่นกัน

จุดเด่น:

  • จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou Valley)
    • หุบเขา, ทะเลสาบสีฟ้าใส, น้ำตก, ป่าไม้และภูเขา
    • ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก UNESCO
    • เหมาะสำหรับถ่ายภาพ landscape, hiking ระดับง่าย–กลาง
  • อุทยานหวงหลง (Huanglong National Park)
    • มี บ่อน้ำสีรุ้งและธารน้ำแร่ขั้นบันได
    • ธรรมชาติสวยงามเหมาะสำหรับ ถ่ายรูป panorama
    • อยู่ใกล้ Jiuzhaigou สามารถเที่ยวต่อเนื่องได้

วิธีการเดินทาง:

  • บินจากเฉิงตู (CTU) → Jiuzhai Huanglong Airport
  • จากสนามบินต่อ รถบัส / รถเช่า ไป Jiuzhaigou (~1 ชั่วโมง) และ Huanglong (~1 ชั่วโมง)
  • หากไม่มีไฟลท์ สามารถใช้ รถบัสหรือรถเช่าจากเฉิงตู แต่ใช้เวลาหลายชั่วโมง

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 2 – 3 วัน
    • Jiuzhaigou 1 – 2 วัน
    • Huanglong ครึ่งวัน – 1 วัน

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • Mirror Lake (Jiuzhaigou) – เงาสะท้อนน้ำสวยที่สุด
  • Nuorilang Waterfall (Jiuzhaigou) – น้ำตกใหญ่และถ่ายรูปได้หลายมุม
  • Five-Color Pond (Huanglong) – น้ำสีรุ้งขั้นบันได
  • เคล็ดลับ: จองตั๋วเข้าอุทยานและที่พักล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วง ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือ ฤดูร้อน

10. ภูเขาหิมะกลาเซียร์ ต๋ากู่ปิงชวน (Dagu Glacier National Park)

ภูเขาหิมะกลาเซียร์ ต๋ากู่ปิงชวน (Dagu Glacier National Park)

ภูเขาหิมะกลาเซียร์ ต๋ากู่ปิงชวน (Dagu Glacier National Park)
อุทยานธารน้ำแข็งที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์หิมะขาวโพลน ยอดเขาสูง และธารน้ำแข็งที่สวยงามตระการตา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด ถ่ายรูปวิวหิมะสุดอลังการ หรือสัมผัสความหนาวเย็นและความสงบของภูเขาสูง ที่นี่เป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติและการผจญภัย

จุดเด่น:

  • ธารน้ำแข็ง Dagu – ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่และสวยงาม สามารถชมวิวได้จากหลายจุด
  • ภูเขาและธรรมชาติสูง – เหมาะสำหรับการเดินป่า, ถ่ายภาพ landscape และชมวิวธรรมชาติ
  • กระเช้าชมวิว – มีบริการขึ้นกระเช้าเพื่อชมยอดเขาและธารน้ำแข็งจากมุมสูง

วิธีการเดินทาง:

  • รถบัส / รถเช่า จากเฉิงตู ประมาณ 7–8 ชั่วโมง
  • นักท่องเที่ยวส่วนมาก เช่ารถหรือจองทัวร์ เพราะพื้นที่อยู่ไกลและการเดินทางค่อนข้างซับซ้อน

เวลาที่แนะนำ:

  • 2 วัน
  • ใช้เวลาเดินชมธารน้ำแข็งและภูมิประเทศรอบ ๆ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • จุดชมวิว 4,800 เมตร – ได้ภาพ panorama ของธารน้ำแข็ง
  • กระเช้าไฟฟ้า – มุมสูงสำหรับถ่ายวิวภูเขาและธารน้ำแข็ง
  • เตรียมตัวให้พร้อม – รองเท้าสำหรับเดินป่า, เสื้อกันหนาว, และตรวจสภาพอากาศ

11. ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang)

เที่ยวเฉิงตู : ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang)

ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang) ภูเขาสูงตระหง่านในมณฑลเสฉวนที่ได้รับฉายาว่า “อัลไพน์แห่งจีน” โดดเด่นด้วยยอดเขาสูงและหุบเขาที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม ทั้งป่าเขียว ทุ่งดอกไม้ และลำธารใส นักท่องเที่ยวสามารถเดินป่า ปีนเขา หรือชมวิวทิวทัศน์จากจุดชมวิวต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่จะเห็นภูเขาแต่งแต้มด้วยสีสันสุดอลังการ ที่นี่เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและนักผจญภัยที่อยากสัมผัสความสงบและความยิ่งใหญ่ของภูเขาสูงในเสฉวน ใครที่มีโอกาสไป เที่ยวเฉิงตู ไม่ควรพลาด สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเดินทางไปภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang) สามารถดูข้อมูลแบบละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางได้ที่บทความ ภูเขาสี่ดรุณี สัมผัสความงามเทือกเขาแอลป์แห่งจีน เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการวางแผนทริปการเดินทางของคุณได้เลยค่ะ

จุดเด่น:

  • ยอดเขา 4 ยอด (Four Sisters Peaks) – ยอดสูงสุดคือ Yaomei Peak สูงกว่า 6,250 เมตร
  • หุบเขาและทะเลสาบสวยงาม – เช่น Shuangqiao Valley และ Haizi Valley
  • ธรรมชาติอลังการ – เหมาะสำหรับ trekking ระดับกลาง–สูง, ถ่ายภาพภูเขาหิมะ, ป่าไม้, และทะเลสาบ

วิธีการเดินทาง:

  • ระยะทางจากเฉิงตู ~200 กม. ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง โดย รถยนต์ / รถเช่า / รถบัส
  • ไม่มีรถไฟตรงไปยังฐานเขา (Rilong หรือ Xiaojin)
  • นักท่องเที่ยวส่วนมาก เช่ารถหรือจองทัวร์จากเฉิงตู

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 2–3 วัน
  • เหมาะสำหรับ trekking หลายเส้นทางหรือพักโฮมสเตย์ในหุบเขา

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • Yaomei Peak (ยอดสูงสุด) – มุมถ่ายภาพภูเขาหิมะอลังการ
  • Shuangqiao Valley และ Haizi Valley – ทะเลสาบและวิวภูเขา
  • ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี / ฤดูหนาว – วิวสวยมาก
  • เตรียมรองเท้า trekking และเช็กสภาพอากาศ / การอนุญาตเส้นทางก่อนออกเดินทาง

12. ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain)

ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain)

ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain / Xiling Xue Shan) ภูเขาหิมะชื่อดังของมณฑลเสฉวนที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติสุดอลังการ ตลอดปีจะเห็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะและป่าไม้เขียวขจี นักท่องเที่ยวสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลาย เช่น การเดินป่า, ปีนเขา, เล่นสกี หรือชมวิวทะเลหมอกยามเช้า จุดชมวิวบนยอดเขาเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่สามารถมองเห็นธรรมชาติรอบด้านได้อย่างกว้างไกล ภูเขาซีหลิงเหมาะสำหรับสายธรรมชาติและนักผจญภัยทุกวัย ที่ต้องการสัมผัสความสงบและความยิ่งใหญ่ของภูเขาหิมะใกล้เฉิงตู

จุดเด่น:

  • รีสอร์ทสกีและกิจกรรมหิมะ – มีลานสกีสำหรับผู้เริ่มต้นและระดับกลาง
  • กระเช้าชมวิว – ขึ้นชมวิวภูเขาหิมะจากมุมสูง
  • วิวธรรมชาติสวยงามใกล้เฉิงตู – เหมาะสำหรับ Day trip หรือครึ่งวัน

วิธีการเดินทาง:

  • ประมาณ 110–117 กม. จากเฉิงตู
  • รถยนต์ / รถเช่า ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง
  • หรือมี รถบัสตรงจากสถานี Chadianzi ประมาณ 3 ชั่วโมง
  • กลุ่มเล็กมัก เช่ารถส่วนตัว เพื่อความยืดหยุ่น

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1 วัน
  • เล่นสกีครึ่งวัน–เต็มวัน หรือชมวิวธรรมชาติ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • ลานสกีและจุดกระเช้าชมวิว – มุม panorama ของภูเขาหิมะ
  • เตรียมอุปกรณ์สกีล่วงหน้า – ถ้าต้องการเช่าหรือจองครูสอน
  • ช่วงฤดูหนาว – วิวและกิจกรรมเต็มรูปแบบ

13. อุทยานแห่งชาติปีเผิงโกว (Bipenggou National Park)

เที่ยวเฉิงตู : อุทยานแห่งชาติปีเผิงโกว (Bipenggou National Park)

อุทยานแห่งชาติปีเผิงโกว (Bipenggou National Park) อุทยานธรรมชาติที่เต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี ทะเลสาบใส และน้ำตกงดงาม ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน เป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินป่าชมวิว ปั่นจักรยาน หรือถ่ายภาพมุมสวย ๆ ของน้ำตกและภูเขาที่สะท้อนในผืนน้ำใส

อุทยานแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามตลอดทั้งสี่ฤดู โดยเฉพาะฤดูใบไม้ร่วงที่จะได้ชมภูมิทัศน์แต่งแต้มด้วยสีสันสดใส เป็นอีกหนึ่งจุดหมายใกล้เฉิงตูที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความสงบและความอลังการของธรรมชาติ

จุดเด่น:

  • วิวภูเขาหิมะและธารน้ำแข็ง – สามารถมองเห็นภูเขาหิมะซื่อหนี่เหนียง (Four Girls Mountain) และธารน้ำแข็งในหุบเขา
  • ทะเลสาบใสและน้ำตก – ไฮไลท์คือทะเลสาบเจียหยาง (Jiaoyang Lake) และน้ำตกที่ใสสะอาด
  • ใบไม้เปลี่ยนสี – ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–ต.ค.) จะได้วิวป่าสีสันสดใสตัดกับภูเขาหิมะ

วิธีการเดินทาง:

  • อยู่ห่างจากเฉิงตู ประมาณ 200 กม.
  • เดินทางโดยรถยนต์ / รถเช่า ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง
  • นิยมเช่ารถส่วนตัวพร้อมคนขับ เพื่อความสะดวกในการแวะเที่ยวระหว่างทาง

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1–2 วัน
    • วันเดียว: เที่ยวรอบๆ หุบเขาและจุดไฮไลท์
    • 2 วัน: พักค้างเพื่อสัมผัสบรรยากาศเช้าท่ามกลางภูเขา

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • Jiaoyang Lake – มุมถ่ายสะท้อนน้ำกับภูเขาหิมะ
  • น้ำตก – ถ่ายชอต Long exposure จะได้ภาพละมุน
  • ฤดูใบไม้ร่วง – สีสันสดใสที่สุด เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ landscape
  • ควรเตรียม เสื้อกันหนาวและรองเท้าเดินป่า เพราะอากาศเย็นและเส้นทางเดินมีความชันเล็กน้อย

เฉิงตู เต็มไปด้วยเสน่ห์ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการไปเยือนถิ่นกำเนิดหมีแพนด้ายักษ์ ชมความงามของภูเขาและหุบเขาในอุทยานธรรมชาติต่าง ๆ หรือเดินเล่นเพลิน ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าที่มีทั้งอาหารเสฉวนรสจัดจ้านและวิถีชีวิตท้องถิ่นที่น่าหลงใหล นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสายวัฒนธรรมต่างก็สามารถหาประสบการณ์ที่ใช่ได้ในเมืองแห่งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวไทย การเดินทางไป เที่ยวเฉิงตู สะดวกสบายขึ้นมาก เพราะสามารถเข้าประเทศจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้การวางแผนทริปง่ายและรวดเร็วขึ้น หากคุณกำลังมองหาจุดหมายที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารอร่อย ๆ เฉิงตูก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ควรค่าแก่การไปเยือน

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปสัมผัสความงดงามและเสน่ห์ของเฉิงตูกันค่ะ และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมพกติดตัวไว้เสมอนั่นก็คือ ประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวเฉิงตูได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: asiaodysseytravel.com, chinadiscovery.com, chinahighlights.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel