ลุยเที่ยวประเทศจีน ได้ทั้งปี ไม่มีเบื่อ

อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศจีนมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ทำให้จีนมีความหลากหลายทั้งด้านภูมิศาสตร์, ประชากรศาสตร์, วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ และยังถือเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน นับสองพันปี จึงไม่แปลกใจเลย ที่มีนักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจ อยากมาเที่ยวประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

วันนี้ Allianz Travel อยากจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับประเทศจีนมากขึ้น ว่าในแต่ละพื้นที่ มีสถานที่ท่องเที่ยวไหนบ้าง ที่น่าสนใจและมีธรรมชาติสวยงามรวมอยู่ด้วย ไปดูกันเลยค่ะ

1. เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์

เป็นเขตการปกครอง ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ลักษณะทางภูมิศาสตร์ทั่วไป จะมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะสลับกับเทือกเขาสูง นอกจากนี้ยังมีบางพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายอีกด้วย ด้วยความหลากหลายทางด้านภูมิศาสตร์ ทำให้ซินเจียงอุยกูร์มีแร่ธาตุธรมชาติหลากหลายชนิด เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ในปัจจุบัน เขตการปกครองนี้ มีการพัฒนาพื้นที่ความเจริญออกไปอย่างกว้างขวาง เรียกได้ว่า ถ้าใครสนใจอยากจะมาเยือน ที่นี่มีสนามบินเป็นของตนเองและมีการขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายไว้คอยบริการด้วยค่ะ

เมื่อพูดถึง สถานที่ท่องเที่ยวของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ พลาดไม่ได้กับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ (Ecotourism) ที่ไม่เพียงแต่จะได้รับชมธรรมชาติ แต่คุณจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น แบบมองโกลและธิเบตอีกด้วย สำหรับสถานที่เที่ยวยอดนิยมในแถบนี้ ได้แก่ ทะเลสาบไซ่หลี่มู่, อุทยานคานาสือ, ทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) ฯลฯ

2. เฉิงตู, มณฑลเสฉวน

เมืองเฉิงตู เป็นนครกึ่งมณฑล แต่ก็ถือเป็นเมืองเอกของมณฑลเสฉวน เป็นแหล่งกำเนิดอาหารขึ้นชื่อมากมายของจีน ซึ่งก็คือ หม้อไฟแบบเผ็ดร้อน ที่เน้นใส่พริกเสฉวนจนพูนเต็มหม้อ นอกจากอาหารที่ขึ้นชื่อแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง เช่น จัตุรัสเทียนฟู่ ที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์, ถนนควานจ๋ายเซี่ยงจื่อ, ศูนย์อนุรักษ์แพนด้ายักษ์ ฯลฯ ให้ทุกท่านได้ชมความเจริญและแสงสีของเมือง พร้อมด้วยการเดินทางที่สะดวกสบาย โดยใช้รถไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้ท่านชื่นชมธรรมชาติ วัฒนธรรม และศาสนา ในเมืองนี้อีกด้วย ได้แก่ ถนนโบราณจิ๋นหลี, ภูเขาชิงเฉิง, ถนนชุนซีลู่, พระใหญ่เล่อซาน ฯลฯ แต่ไฮไลท์สำคัญของสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ คือ อุทยานจิ่วจ้ายโถว เป็นอุทยานที่มีความสวยงามให้ชมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เราจะเห็นสีของใบไม้เหลือง-ส้ม-แดง ตัดกับสีของน้ำในทะเลสาบที่มีสีฟ้าอมเขียว ใครที่สนใจอาจจะต้องศึกษาวิธีการเดินทางเล็กน้อย เพราะสถานที่นี้จะค่อนข้างไกลจากเมืองค่ะ

3. จางเจียเจี้ย, มณฑลหูหนาน

เมืองนี้เป็นอีกเมืองประวัติศาสตร์ของจีน ที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 3,000 ปี มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฉิน เป็นต้นมา ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้ ที่พิพิธภัณฑ์หม่าหวังตุ้ย เมืองฉางชา เป็นที่รวบรวมการขุดค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ไว้มากมาย

นอกจากนี้แล้ว ยังมีอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย ที่ได้รับการรองรับจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยมีลักษณะเป็นภูเขาหินสูงที่มีความลดหลั่นกันไปเป็นหน้าผาหิน ซึ่งอุทยานแห่งนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์เรื่อง Avatar ที่เรารู้จักกันดีด้วยค่ะ สำหรับกิจกรรมเที่ยวชมธรรมชาติก็มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งการขึ้นกระเช้าชมวิว, การเดินบนระเบียงเท้าแบบแก้ว ลัดเลาะไปตามหน้าผาหิน ฯลฯ ใครที่ไม่กลัวความสูง แนะนำให้ชมวิวจากด้านบนนะคะ รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ดี ๆ และทิวทัศน์ระดับล้านแน่นอน

4. หางโจว, มณฑลเจ้อเจียง

เป็นเมืองที่อากาศดีตลอดทั้งปี เป็นเมืองที่ผสมผสานทั้งความเจริญ, ธรรมชาติ, และวัฒนธรรมเก่าแก่ได้อย่างลงตัว คุณสามารถเดินช้อปปิ้งในย่านการค้าชื่อดัง อย่างเช่น Yan’an, Jiefang และ Hubin Road ได้เลย เพราะมีสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังจากทั่วโลกมากมาย หรือ Hangzhou Grand Theatre ที่รวบรวมการแสดงศิลปะหลายแขนงไว้ด้วยกัน หรือจะเดินเล่นที่ถนนวัฒนธรรมเหอฟางเจีย ที่เป็นย่านเมืองเก่าของหางโจวก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในเมืองหางโจวยังมีสวนพฤกศาสตร์ใจกลางเมือง ให้ประชาชนได้ออกมาสูดอากาศสดชื่นให้ชุ่มปอดกันเลยทีเดียว สำหรับช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะเป็นช่วงที่ดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานมากที่สุด ใครที่ชื่นชอบแบบนี้ก็แวะมาเยี่ยมชมได้เลยค่ะ

5. กุยหลิน, เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

เป็นเมืองในฝัน ที่ใครหลายคนอยากจะไปเยือนสักครั้ง เพราะด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่สวยงาม มีทั้งภูเขา, แม่น้ำ, ถ้ำหิน, และชุมชนริมแม่น้ำ และยังเป็นพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเย็น น่าท่องเที่ยวตลอดทั้งปี อุณหภูมิกำลังเย็นสบายประมาณ 16-23 องศาเซลเซียส

จากภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเด่นของเมืองกุยหลิน กิจกรรมการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จึงเกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น การล่องเรือบนแม่น้ำหลีเจียง (กุ้ยหลิน-หยางซั่ว) เป็นไฮไลท์สำคัญของที่นี่ เพราะเราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติตลอดแม่น้ำสายนี้ รวมถึงได้เห็นวิถีชีวิตท้องถิ่นของคนในชุมชนด้วย นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออื่นๆ อีก เช่น ถ้ำขลุ่ยอ้อ, เขางวงช้า, เขาเหยาซาน, เขาหลงเซิ่น, เจดีย์เงิน-เจดีย์ทอง เป็นต้น

6. แชงกรีลา, มณฑลยูนนาน

อีกหนึ่งเมือง ที่พื้นที่ถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงขนาดใหญ่จำนวนมาก และสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เมืองแชงกรีลา ยังมีอีกหลาย ๆ เมืองที่เราต้องเยือนสักครั้ง เช่น ต้าลี่, คุนหมิง, ลี่เจียง, เขตการปกครองตนเองสิบสองปันนา เป็นต้น

เมื่อพูดถึงเมืองแชงกรีลา หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออก ว่าทำไมเราต้องมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ต้องบอกก่อนเลยว่า แชงกรีลาได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากชาวทิเบต เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมต่าง ๆ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสถานที่ท่องเที่ยวจึงเกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นส่วนมาก ไฮไลท์ของแชงกรีลาได้แก่ ภูเขาหิมะสือข่า (Shika Snow Mountain) เป็นภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวธิเบตให้ความเคารพนับถือ ซึ่งเราจะต้องนั่งกระเช้าขึ้นไป ทำให้เราได้เห็นวิวทิวทัศน์ภูเขาหิมะรอบ ๆ อีกด้วย และ วัดซงจ้านหลิน (Songzanlin) เป็นวัดเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 เป็นวัดที่มีความสวยงามทั้งสถาปัตยกรรมทิเบต และขนาดของวัดที่มีความใหญ่โต ไม่เพียงแต่เราจะได้ซึมซับความสวยงามของวัด เรายังได้สัมผัสถึงขนบธรรมเนียม และศาสนาพุทธนิกายลามะอีกด้วย บริเวณโดยรอบวัดก็มีทะเลสาบลาหมู่ยางชั่ว เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ทางหน้าวัดอีกแห่งหนึ่งค่ะ

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 2 แห่งนี้แล้ว ในแชงกรีลายังมีที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ วัดกุยชาน, เมืองเก่าตู๋เค่อจง, ทุ่งกุหลาบพันปี, อุทยานแห่งชาติปู่ต๋าซั่ว ฯลฯ

สำหรับใครที่สนใจเที่ยวประเทศจีน วางแผนกันเลยตั้งแต่ตอนนี้ พร้อมกับซื้อประกันภัยการเดินทางของ Allianz Travel ให้คุณเที่ยวอย่างสนุก ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาอุบัติเหตุ, ค่ารักษาพยาบาล, สัมภาระหาย ฯลฯ เราพร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชม. ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
Top 6 Places to Visit in June in China

อัพเดทประเทศที่เริ่มเปิดพรมแดนในเอเชียหลังการระบาดของโควิด-19

หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด – 19 เริ่มดีขึ้น หลายประเทศในเอเชียก็ต่างทยอยเริ่มมีการเปิดพรมแดน ให้มีการเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น ทั้งการเดินทางกลับของผู้มีภูมิลำเนาภายในประเทศที่ติดค้างอยู่ที่อื่นมาพักใหญ่ หรือผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศเพื่อการปฏิบัติงาน ไปจนถึงผู้ที่ต้องการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ วันนี้เราจะมาอัพเดทว่าแต่ละประเทศในเอเชียที่เริ่มเปิดประเทศมีข้อตกลงเบื้องต้นในการขอเข้าประเทศอย่างไรบ้าง และถึงตอนนี้แล้วนั้นในเอเชียมีประเทศใดเปิดพรมแดนให้เดินทางเข้าประเทศแล้วบ้างกันค่ะ

1. บังกลาเทศ (BANGLADESH)

บังกลาเทศเป็นประเทศแรกที่เราจะกล่าวถึงการเปิดประเทศหลังสภาวะการระบาดของโควิด-19 ในทวีปเอเชีย บังกลาเทศเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าพันปี มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ ชายหาดทางธรรมชาติที่ยาวที่สุดในโลก เป็นอีกประเทศที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวแบบแปลกใหม่

หลังจากการปิดประเทศไปในช่วงการระบาดรุนแรงของโควิด-19 ตอนนี้ได้เริ่มอนุญาตให้มีเที่ยวบินระหว่างประเทศจากบางประเทศกลับมาทำงานโดยปกติอีกครั้งแล้ว ท่านสามารถสอบข้อมูลประเทศที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าบังกลาเทศและข้อกำหนดล่าสุดได้จากลิงค์นี้ https://corona.gov.bd/corona-news ได้เลยค่ะ โดยผู้โดยสารขาเข้าจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง จะต้องกรอกแบบฟอร์มรายงานเกี่ยวกับสุขภาพและแบบฟอร์มระบุตำแหน่งผู้โดยสารตั้งแต่ตอนที่อยู่บนเครื่องบิน และแบบฟอร์มดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของบังกลาเทศ เพื่อประเมินว่าท่านสามารถกักตัวเอง 14 วันหรือจะต้องถูกกักกันในพื้นที่การจัดการของรัฐบาลเป็นเวลา 14 วันแทน ชาวต่างชาติทุกคนที่จะเดินทางเข้าบังกลาเทศจะต้องแสดงหลักฐานใบรับรองแพทย์ที่มีผลการทดสอบ โควิด-19 เป็นลบ และตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนที่จะออกเดินทาง

2. กัมพูชา (CAMBODIA)

ประเทศที่ 2 กัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง กัมพูชามีแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก เพราะเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์เรื่องดังของฮอลลีวูด อย่าง Tomb Raider ที่โด่งดังและออกฉายในหลายประเทศ อย่างนครวัด ซึ่งมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบขอมที่ยั่วยวนให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชมในภาพยนต์ หรือชอบศึกษาประวัติศาสตร์มาดูมาสัมผัสแหล่งโบราณสถานนี้ด้วยตาตนเอง หลังจากมีการปิดประเทศไปในช่วงโควิด-19 นั้นทางการกัมพูชาได้มีรายละเอียดและข้อตกลงในการรับนักเดินทางขาเข้าประเทศแบบใหม่ โดยนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าไปยังกัมพูชา จะต้องแสดงหลักฐานใบรับรองแพทย์ที่มีผลการทดสอบ โควิด-19 เป็นลบ และตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนที่จะออกเดินทาง ได้รับวีซ่าก่อนเดินทางมาถึงเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองขั้นต่ำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐอยู่แล้ว

นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในกัมพูชาในช่วงนี้ต้องวางเงินมัดจำประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับค่าบริการต่าง ๆ เกี่ยวกับการตรวจหรือการกักตัวเพื่อป้องกันโรค โควิด-19 ที่สนามบินเมื่อเดินทางเข้าประเทศ และเมื่อหักค่าบริการต่าง ๆ แล้วทางการจึงจะคืนเงินมัดจำส่วนที่เหลือ เนื่องจากว่าสำหรับการเข้าไปในกัมพูชานั้นนักท่องเที่ยวจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการกักตัวของตนเอง เมื่อมาถึงสนามบินและมีการตรวจโรคอีกครั้งแล้วพบว่าเป็นบวกจะต้องถูกกักตัวในสถานที่ที่รัฐกำหนดเป็นระยะเวลา 14 วัน ผู้ที่ตรวจแล้วผลเป็นลบจะต้องแยกตัวไปพักในสถานที่ที่พักที่ตนเองได้เลือกไว้

3. อิหร่าน (IRAN)

อิหร่านเป็นประเทศหนึ่งในเอเชียที่โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมเปอร์เซียที่น่าหลงใหล นอกจากโบราณสถานรูปแบบเปอร์เซียเดิมแล้วนั้น เมืองหลวงอย่างเตหะราน ก็เป็นเมืองเศรษฐกิจ ที่ทันสมัย ตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แบบเปอร์เซีย

การเข้าประเทศอิหร่านจะอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่ถือ พาสปอร์ตอิหร่าน หรือผู้มีวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุ สำหรับผู้ที่จะเดินทางที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ จำเป็นจะต้องมีใบรับรองทางการแพทย์ที่ยืนยันผลโควิด-19 ระดับโมเลกุลที่เป็นลบ ซึ่งได้รับการตรวจสอบไม่เกิน 96 ชม. นับจากวันที่เดินทางมาถึง ซึ่งจะได้รับการยกเว้นการกักตัวในทุกกรณี สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่มีใบรับรองทางการแพทย์จะถูกปฏิเสธการเข้าประเทศในทุกกรณีส่วนผู้ที่ถือ พาสปอร์ตอิหร่านที่ไม่มีใบรับรองแพทย์จะถูกกักเป็นเวลา 14 วัน และจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่พักและค่ารักษาด้วยตัวเอง

4. ญี่ปุ่น (JAPAN)

ญี่ปุ่นประเทศที่เป็นจุดมุ่งหมายแห่งการท่องเที่ยวยอดนิยมในเอเชียของคนไทย พรมแดนของญี่ปุ่นตอนนี้เปิดให้บริการบางส่วนเท่านั้น และเข้าได้เฉพาะชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศที่ไม่มีการห้ามเข้าประเทศตามข้อกำหนดของญี่ปุ่น (สามารถตรวจสอบประเทศที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติได้ผ่านลิงค์:https://www.japan.travel/en/coronavirus/ ) ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากประเทศที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจะต้องเป็นผู้ผ่านการทดสอบโรคโควิด-19 เมื่อเดินทางถึงญี่ปุ่น และจะต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ในสถานที่ที่ทางรัฐกำหนด

5. คาซัคสถาน (KAZAKHSTAN)

คาซัคสถานเป็นประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ไม่ได้มีแลนมาร์คที่โดดเด่น ทำให้ไม่ได้อยู่ในลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวของใครหลายคน แต่ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สามารถเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับนักเดินทางได้ คาซัคสถานเปิดพรมแดนด้วยเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีจำนวนจำกัดอย่างมาก และให้บริการเฉพาะในบางประเทศเท่านั้น ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศในช่วงนี้ ส่วนผู้ที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าประเทศได้ในช่วงเปิดประเทศช่วงแรกหลังโควิดจะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่มีผลการทดสอบ โควิด-19 เป็นลบซึ่งตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนที่จะออกเดินทาง และต้องตอบแบบสอบถามด้านสุขภาพของคาซัคสถานให้สมบูรณ์ก่อนเดินทางมาถึง

6. คีร์กีซสถาน (KYRGYZSTAN)

คีร์กีซสถานเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียกลาง ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งภูเขาน้ำแข็ง” และเต็มไปด้วยความสวยงามทางธรรมชาติที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ หลังจากมีการเปิดพรมแดนเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศเริ่มกลับมาทำงานบ้างแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายปลายทางที่ค่อนข้างจำกัด อาทิเช่น ในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีเที่ยวบินตรงในการเดินทาง

ณ ตอนนี้ คีร์กีซสถานยังไม่มีข้อกำหนดบังคับสำหรับการกักตัว แต่ผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องมีหลักฐานใบรับรองแพทย์ที่มีผลการทดสอบ โควิด-19 เป็นลบ และตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทางมาถึงยังคีร์กีซสถาน ซึ่งข้อกำหนดหลาย ๆ ข้ออาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นักเดินทางสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงได้กับทางสายการบินโดยตรง

7. มัลดีฟส์ (MALDIVES)

เมื่อพูดถึงมัลดีฟส์ หลายคนๆ ก็ต้องนึกถึงหาดทรายสีขาวสะอาด ตัดกับสีฟ้าใสของท้องทะเล มัลดีฟส์เป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวที่ฟรีวีซ่า (Visa) เป็นประเทศที่ใฝ่ฝันของคนที่รักและหลงไหลในการท่องเที่ยวทะเล หากชอบที่ได้ที่ถ่ายรูปได้แบบเก๋ ๆ กับชุดว่ายน้ำตัวเก่งมัลดีฟส์คือตัวเลือกแรก ๆ เลยทีเดียว ตอนนี้เมื่อเริ่มมีการเปิดพรมแดนเที่ยวบินพาณิชย์ต่าง ๆ เริ่มกลับมาทำงาน นักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางทุกคนที่ต้องการเดินทางไปยังมัลดีฟส์จะต้องกรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับสุขภาพและเอกสารตรวจคนเข้าเมือง ทุกคนจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพเมื่อเดินทางมาถึง เมื่อมีผู้ที่แสดงอาการอาจจะดูเหมือนมีไข้อุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าปกติคนคนนั้นจะต้องได้รับการทดสอบการติดต่อของโรคโควิด-19 และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ด้วยตัวเอง นักเดินทางที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศในระยะสั้นทุกคน จำเป็นจะต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อนำมายืนยันการตรวจโควิด-19 ในระดับโมเลกุลที่มีผลเป็นลบและต้องได้รับการตรวจไม่เกิน 96 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง

8. ปากีสถาน (PAKISTAN)

ปากีสถานประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติซ่อนอยู่รอให้ตามหามากกว่าที่คิด ทั้งน้ำตก ภูเขาแม่น้ำ เทือกเขาหิมาลัย ต่างรอให้ผู้ชื่นชอบในธรรมชาติที่แท้จริงไปสัมผัสอยู่ นักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางทุกคนที่ต้องการเดินทางมายังปากีสถานเมื่อมาถึงทุกคนต้องส่งใบรับรองแพทย์ที่ผ่านการตรวจโรคโควิด-19 เป็นลบ และต้องมาผ่านการตรวจคัดกรองอุณหภูมิในร่างกายอีกครั้งที่สนามบินขาเข้า สำหรับผู้ที่ไม่มีไข้ อุณหภูมิไม่เกิน อาการไม่ตรงกับอาการของ โควิด-19 จะได้รับคำแนะนำให้แยกตัวเองเป็นเวลา 14 วัน เที่ยวบินเข้าออกปากีสถานในช่วงนี้มีจำนวนจำกัด แต่ยังคงมีให้บริการ

9. สิงคโปร์ (SINGAPORE)

สิงคโปร์ประเทศสุดฮิตอีกแห่งที่เป็นที่นิยมของคนไทย เพราะราคาตั๋วเครื่องบินราคาไม่แพงนัก สวยสะอาด แลนมาร์คถ่ายรูปเยอะ ตอนนี้นักเดินทางทุกคนมีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศแต่ จะได้รับหนังสือแจ้งให้มีการกักตัวเป็นเวลา 14 วันซึ่งจะมีทั้งที่โรงแรมตามที่รัฐบาลกำหนดหรือให้กักตัวในที่พำนักของตนในสิงคโปร์ กำหนดระยะเวลาการกักตัว 14 วัน ไม่สามารถลดระยะเวลาลงได้ แม้ว่าคุณต้องการจะเดินทางออกจากสิงค์โปในช่วงระยะเวลากักตัวก็ตาม สิงคโปร์อนุญาตให้มีการเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน เชียงกี่ได้โดยไม่ต้องกักตัว แต่จะต้องได้รับการตรวจสุขภาพ

10. เกาหลีใต้ (SOUTH KOREA)

เกาหลีใต้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเรา ๆ ด้วยความถูกจริตไปตามรอยซีรี่ส์ หรือตามรอยนักร้องทั้งวงบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ปที่ชื่นชอบ รวมไปถึงรสชาติอาหารก็อร่อยเป็นที่ถูกปากของคนไทย ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศปลายทางลำดับต้น ๆ ที่คนไทยเลือกไป สำหรับการกลับมาเปิดพรมแดนประเทศช่วงแรกใครก็ตามที่เดินทางมาถึงเกาหลีใต้จะถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน นักเดินทางบางคนที่เข้ามายังเกาหลีใต้อาจได้รับการตรวจหา โควิด-19 ภายใน 3 วันหลังจากเดินทางมาถึง ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทางของนักเดินทางเป็นสำคัญ แต่ทั้งหมดจะได้รับการตรวจภายใน 14 วัน หากผู้เดินทางไม่มีที่พำนักในเกาหลีใต้ก็จะถูกพาไปกักตัวในสถานที่ที่รัฐบาลจัดเตรียมให้และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามจริงกับผู้เดินทางเอง

11. ไต้หวัน (TAIWAN)

ไต้หวันประเทศยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวไทยชอบเดินทางไปสักการะบูชาขอเนื้อคู่ที่วัดหลงซานอันโด่งดัง มีข้อกำหนดที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา นักเดินทางผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไต้หวันด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้วนั้น จะต้องยื่นขอใบอนุญาตเข้าประเทศก่อน โดยผู้เดินทางที่ได้รับการอนุมัติจะต้องแสดงใบรับรองแพทย์ที่มีผลการทดสอบ โควิด-19 เป็นลบซึ่งตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางมาถึง และกรอกแบบฟอร์มทางสุขภาพที่จะแสดงรายละเอียดประวัติการเดินทางของตัวเองในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ผู้เดินทางจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำหรือปานกลางอาจจะมีสิทธิ์ยื่นขอกักตัวในระยะสั้นแทนที่จะถูกกักตัวเต็มเวลา 14 วัน และมีข้อบังคับให้สวมหน้ากากอนามัยในการขนส่งสาธารณะทุกแห่งทั่วประเทศไต้หวัน

12. ประเทศไทย (THAILAND)

ประเทศไทยของเราเริ่มมีการเปิดพรมแดนบางส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 และมีการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบจำกัดจำนวนและสามารถอยู่ได้แค่พื้นที่จุดหมายปลายทางที่ได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เดินทางได้อย่างไรก็ตามยังต้องได้รับการกักตัวในพื้นที่ที่รัฐจัดไว้ให้หรือมีตัวเลือกให้เท่านั้นเป็นเวลา 14 วัน

13. อุซเบกิสถาน (UZBEKISTAN)

อุซเบกิสถานมีการเปิดพรมแดนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมา เที่ยวบินนานาชาติเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง ผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศอุซเบกิสถานในช่วงนี้จะถูกแบ่งประเภทตามประเทศต้นทางของนักเดินทาง การจัดแบ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือมาจากโซนสีเขียว สีเหลือง และ สีแดง ผู้เดินทางจากประเทศที่อยู่ในโซนสีเหลืองหรือสีแดงต้องแสดงใบรับรองแพทย์ที่มีผลการทดสอบ โควิด-19 เป็นลบก่อนเดินทางมาถึง อาจจะต้องได้รับการทดสอบโรคเพิ่มเติม และต้องแยกตัวเองเป็นเวลา 14 วัน

ตอนนี้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียต่างทยอยเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวนักเดินทางได้ออกเดินทางไปเยือนอีกครั้ง แต่ในแต่ล่ะประเทศนั้นต่างมีข้อแม้ในการเดินทางที่ต่าง ๆ กัน Allianz travel ของเราคำนึงถึงสถานการณ์อันพลิกผันได้เสมอนี้ การวางแผนการเดินทางล่วงหน้าสามารถทำให้การเดินทางของท่านราบรื่นไม่ติดขัดและจะเป็นวันที่ดีทริปที่ดีของท่านได้ โดยมีเราเป็นผู้ช่วยเราพร้อม 24 ชั่วโมง

ก่อนการเดินทางของท่านอย่าลืมวางแผนการเดินทางโดยซื้อประกันการเดินทางกับเราก่อนทุกครั้งนะคะ ให้เราเป็นเพื่อนเดินทางของท่านคอยเป็นตัวช่วยเมื่อท่านประสบสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ต้องคอยระวังเรื่องค่ารักษาการเจ็บป่วย อุบัติเหตุระหว่างเดินทางในต่างประเทศต่างบ้านต่างเมือง ขอให้การเดินทางในทริปหน้าของนักเดินทางทุกท่านเต็มไปด้วยความราบรื่นเมื่อมีเราเป็นเพื่อนนะคะ แล้วเจอกันอีกนะคะ ในการอัพเดทครั้งต่อไป : )

ขอบคุณข้อมูลจาก
เปิดพรมแดน

8 Beautiful Flower Garden In Europe

เที่ยวยุโรปกับ 8 สถานที่ชมดอกไม้เมืองหนาว

เที่ยวยุโรป เป็นทริปที่ได้รับความนิยมจากคนไทยไม่น้อยเลยทีเดียว โดยส่วนมากแล้ว การจัดเตรียมทริปอาจจะวางแผน เดินทางไปสถานที่สำคัญ หรือแลนด์มาร์คเด่น ๆ ในเมืองหลวง แต่ถ้าหากมีโอกาส Allianz Travel อยากจะพาคุณไปเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ในยุโรป เพราะมีความสวยงามไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ไปดูกันว่ามีที่ไหนที่น่าสนใจบ้างค่ะ

1. KEUKENHOF TULIP GARDEN, NETHERLANDS

KEUKENHOF TULIP GARDEN, NETHERLANDS

ทุ่งดอกไม้ทิวลิปขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจะเปิดให้บริการเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น (เดือนมี.ค.-พ.ค. ของทุกปี) ความอลังการของดอกไม้ ไม่ได้มีเฉพาะดอกทิวลิป แต่ยังมีดอกไม้พรรณอื่นๆ กว่า 7,000,000 ต้น ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวทุกวัย เพราะมีสนามเด็กเล่น, ลานแสดงงานศิลปะ, ซุ้มดอกไม้ ฯลฯ สำหรับใครที่สนใจสามารถเดินทางมาชมดอกไม้ ซึ่งสามารถเดินทางมาได้ง่ายๆ ไม่ไกลค่ะ จากเมืองอัมสเตอร์ดัม แนะนำให้ซื้อตั๋วออนไลน์ก่อนเดินทาง เนื่องจากจะได้ไม่ต้องไปต่อแถวเข้าคิวซื้อตั๋วนานค่ะ

2. JARDINS DU CHÂTEAU DE VERSAILLES, FRANCE (GARDENS OF VERSAILLES)

JARDINS DU CHÂTEAU DE VERSAILLES, FRANCE (GARDENS OF VERSAILLES)

สวนในประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก ความเป็นมาของสวนนี้มีตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ปี 1661) ประสงค์ให้สร้างสวนแห่งนี้ และให้ความสำคัญเทียบเท่ากับพระราชวังแวร์ซาย เมื่อเรามองภาพสวนจากทางด้านบน จะเห็นว่าสวนมีความสมมาตร และมีรูปทรงของสวนคล้ายกับรูปทรงเรขาคณิต ถือเป็นเอกลักษณ์ของสวนสไตล์ฝรั่งเศสในยุคนี้เลยทีเดียว

3. ROYAL BOTANIC GARDENS, UK

ROYAL BOTANIC GARDENS, UK
Lavender

อีกหนึ่งสวนที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโก เป็นแหล่งรวมพันธุ์ไม้และดอกไม้นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ท้องถิ่น หรือดอกไม้จากต่างประเทศ มีให้เลือกชมหลายโซน นอกจากนี้ในช่วงคริสมาสต์ ที่นี่จะมีการจัดการแสดงดอกไม้ร่วมกับแสงไฟสุดตระการตาด้วย ใครที่อยากไปต้องจองตั๋วล่วงหน้าไว้เลยนะคะ

4. MAINAU ISLAND, GERMANY

MAINAU ISLAND, GERMANY

สถานที่แห่งนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น เกาะแห่งดอกไม้ และยังมีสถานที่ที่รวมศิลปะแบบบาโรก (Baroque) อยู่ด้วยค่ะ จะพบเห็นได้จากตัวปราสาทและการตกแต่งภายในตัวปราสาท มีการจัดแต่งสวนดอกไม้ในสไลต์อิตาเลี่ยนสุดหรู ช่วงที่เหมาะกับการแวะชมดอกไม้ที่นี่ คือ ฤดูร้อน (ในช่วงเดือนเมษายน) นอกจากดอกไม้แล้วยังมีวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบให้ได้ชม และยังมีกิจกรรมทางน้ำให้ร่วมสนุกอีกด้วยค่ะ

5. ROSE GARDEN, SPAIN

ROSE GARDEN, SPAIN

เป็นสวนเก่าแก่ถูกตั้งขึ้นในปี 1955 ที่รวบรวมดอกกุหลาบนานาชนิด ช่วงที่ดอกไม้จะเบ่งบานเต็มที่คือเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และในเดือนพฤษภาคม จะมีการจัดงาน International Rose Villa New Madrid เป็นงานประกวดการจัดดอกไม้ประจำปี เพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างดี

6. CHATEAU DE LAEKEN GARDEN, BRUSSELS, BELGIUM

CHATEAU DE LAEKEN GARDEN, BRUSSELS, BELGIUM

Chateau de Laeken Garden หรือเรียกว่า Royal Green House เป็นสวนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของตัวอาคารโปร่งแสงทั้งหลัง ที่มีเหล็กและกระจกเป็นส่วนประกอบสำคัญ สำหรับพันธุ์พืชและดอกไม้ของที่นี่ มักจะเป็นพันธุ์ไม้หายากและถูกปลูกตั้งแต่สมัยพระเจ้า Leopald II ใครที่อยากเยี่ยมชมสวนแห่งนี้ ต้องรีบจองนะคะ เพราะที่นี่เปิดให้เข้าชมต่อเนื่องเพียงแค่ 3 สัปดาห์ต่อปีเท่านั้น

7. THE JARDIN ANGLAIS, SWITZERLAND

THE JARDIN ANGLAIS, SWITZERLAND
THE JARDIN ANGLAIS

เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของเมือง Geneva มีประวัติความเป็นมายาวนาน เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อในปี ค.ศ. 1955 ทางการได้ตกแต่งสวนดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นนาฬิกา เรียกว่า “Horloge fleurie” ถือเป็นไฮไลท์หลักของที่นี่ นอกจากนี้ Jardin anglais ยังเป็นสถานที่ปลูกต้นไม้ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี และยังเป็นสถานที่จัดนิทรรศการแห่งชาติอีกด้วย

8. LAVENDER FIELD, PROVENCE, FRANCE

LAVENDER FIELD, PROVENCE, FRANCE

ดินแดนสวรรค์สีม่วงขนาดใหญ่ สุดลูกหูลูกตา ของประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ (เดือนมิถุนายน-กรกฏาคม) สวนดอกลาเวนเดอร์แห่งนี้จะพร้อมใจกันเบ่งบาน ต้อนรับนักท่องเที่ยว จากทั่วทุกมุมโลก เป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ความงาม ที่มาจากดอกลาเวนเดอร์ด้วย เช่น น้ำหอม, ออยล์, เครื่องสำอาง ฯลฯ

สำหรับใครที่วางแผนไปเที่ยวยุโรป ชมสวนดอกไม้ในหลายๆ ประเทศ ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เพราะวีซ่าเซงเก้นระยะสั้น* (Schengen Visa) เป็นวีซ่าที่ทำให้เราสามารถเดินทางเข้า-ออกได้มากถึง 26 ประเทศทั่วยุโรป และเอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนขอวีซ่าเชงเก้น คือ ประกันภัยการเดินทาง

Allianz Travel ประภัยการเดินทางที่ได้รับการรับรองจากนานาประเทศ เราพร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชม. ให้คุณอุ่นใจไปกับเราในทุกๆ การเดินทางของคุณ

ขอบคุณข้อมูลจาก
9 MOST BEAUTIFUL GARDENS IN EUROPE YOU MUST SEE

6 Japanese food in kyushu

ทริปตัวแตก กับ 6 อาหารญี่ปุ่นแนะนำ บนเกาะคิวชู

Allianz Travel จะพามาทำความรู้จักกันก่อนว่า เกาะคิวชู (Kyushu) อยู่ตรงส่วนไหนของญี่ปุ่น? มีอะไรโดดเด่น? น่าท่องเที่ยวบ้าง? รวมถึงเมนูอาหารญี่ปุ่นขึ้นชื่อ ที่เราไม่ควรพลาด เมื่อมาถึงที่นี่

เกาะคิวชู หรือภูมิภาคคิวชู ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น เป็น 1 ใน 4 เกาะหลักของประเทศ ภูมิภาคนี้จะประกอบด้วยทั้งหมด 7 จังหวัด ได้แก่ ฟุกุโอกะ, ซะกะ, นางาซากิ, คุมะโมโตะ, โออิตะ, มิยะซะกิ, คะโงะชิมะ แน่นอนว่ามีหลายจังหวัด ที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อมาแล้วบ้าง เพราะเป็นภูมิภาคที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล รวมถึงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เพราะอยู่ใกล้ภูเขาไฟ ทำให้พืชพรรณ และสิ่งมีชีวิตบนเกาะมีความหลากหลาย ทั้งหมดนี้ เป็นจุดขายของภูมิภาคคิวชูนั่นเองค่ะ

เกาะคิวชู หรือภูมิภาคคิวชู ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น เป็น 1 ใน 4 เกาะหลักของประเทศ ภูมิภาคนี้จะประกอบด้วยทั้งหมด 7 จังหวัด ได้แก่ ฟุกุโอกะ, ซะกะ, นางาซากิ, คุมะโมโตะ, โออิตะ, มิยะซะกิ, คะโงะชิมะ แน่นอนว่ามีหลายจังหวัด ที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อมาแล้วบ้าง เพราะเป็นภูมิภาคที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล รวมถึงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เพราะอยู่ใกล้ภูเขาไฟ ทำให้พืชพรรณ และสิ่งมีชีวิตบนเกาะมีความหลากหลาย ทั้งหมดนี้ เป็นจุดขายของภูมิภาคคิวชูนั่นเองค่ะ

Kyushu

สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของภูมิภาคนี้ คงหนีไม่พ้น สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟซากุระจิมะ (อยู่ในเขตจังหวัดคะโงะชิมะ) และภูเขาไฟอะโซะที่ยังไม่ดับ (อยู่ในเขตจังหวัดคุมะโมโตะ) อนเซ็ง ที่มีเกือบทุกจังหวัดในเกาะคิวชูนี้ สวนพฤกษาศาตร์ (อยู่ในเขตจังหวัดฟุกุโอกะ ซะกะ นางาซากิ และโออิตะ) และอุโมงค์ดอกวิสทีเรีย สวนคาวาจิ (อยู่ในเขตจังหวัดฟุกุโอกะ) เป็นต้น

นอกจากธรรมชาติอันสวยงามแล้ว เกาะคิวชูยังมีจุดเด่น เรื่องการอยู่ร่วมกันของคนท้องถิ่นและธรรมชาติ มีวัฒนธรรม ประเพณีที่เก่าแก่ อาหารอร่อย และยังมีส่วนของความเจริญของเมืองผสมได้อย่างกลมกลืน

การเดินทาง

หลังจากลงเครื่องบินที่ฟุกุโอกะแล้ว สำหรับใครที่ต้องการเที่ยวครบทุกเมืองในเกาะคิวชู แนะนำให้ซื้อ JR Kyushu Rail Pass เลยค่ะ เพราะว่าสะดวก ใช้งานง่าย และรวดเร็ว ไม่ต้องต่อแถวซื้อตั๋วทุกรอบ ใช้ได้ทั้ง Local train, Limited Express train, Shinkansen (*แล้วแต่ประเภทตั๋ว) ซึ่งตั๋วจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. All Kyushu Area Pass
2. Northern Kyushu Area Pass
3. Southern Kyushu Area Pass

หลังจากซื้อตั๋วรถไฟแล้ว เรามาลุยทริปตัวแตก มองหาอาหารญี่ปุ่นขึ้นชื่อในแถบนี้กันค่ะ

1. HAKATA RAMEN

เริ่มที่เมนูเส้นอย่าง “ฮะกะตะ ราเม็ง” เมนูอาหารญี่ปุ่นขึ้นชื่อ ที่ไม่ได้โด่งดังเฉพาะภูมิภาคนี้ แต่ยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วญี่ปุ่น ความอร่อยของเมนูนี้คือ น้ำซุป ที่เคี่ยวจากกระดูกหมูจนได้เป็นสีขาวขุ่น

วิธีการทำน้ำซุปราเม็งที่พิถีพิถัน ต้องใช้เวลาทำยาวนานหลายชั่วโมง เพื่อให้ได้น้ำซุปข้นจนมีลักษณะเป็นครีม และอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นจุดเด่นของเมนูนี้ คือ เส้นราเม็ง ที่มีลักษณะเป็นเส้นเล็กและเส้นจะแข็งกว่าราเม็งในภูมิภาคอื่นนิดหน่อย ตกแต่งด้วยหมูชาชูย่าง เนื้อนุ่มแบบสไลด์ งาขาวและต้นหอมซอย ส่วนใหญ่แล้วเมนูนี้ จะหาได้ง่ายในเมืองฮะคะตะ ฟุกุโอกะ

Hakata Ramen

ร้านที่นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่แนะนำ ได้แก่ ร้านอาหาร Ikkousha ที่มีสาขาทั่วโลกกว่า 60 สาขา และร้านอาหารย่านรถเข็นยะไต (Yatai) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 450 เยน

2. CHAMPON

“จัมปง” เมนูขึ้นชื่อของจังหวัดนางาซากิ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน หน้าตาของอาหารนี้จะคล้าย ๆ กับบะหมี่ฮกเกี้ยน ส่วนประกอบของจัมปงจะมีทั้งเนื้อสัตว์ ผัก เส้นบะหมี่ ที่ทำจากแป้งสาลี และน้ำซุปรสชาติกลมกล่อมจากการเคี่ยวกระดูกหมู และโครงไก่เข้าด้วยกัน เนื้อสัตว์และผักในจัมปง ยังนิยมใส่ซีฟู้ด (หอย, ปลาหมึก, กุ้ง) คามาโบโกะ (ลูกชิ้นปลาแบบก้อน) และชิคุวะ (ลูกชิ้นปลาแบบหลอด) ทำให้เมนูนี้ ดูมีสีสันที่น่ารับประทานมากขึ้นเลยทีเดียวค่ะ

Champon

สำหรับนางาซากิจัมปง สามารถไปทานได้ง่ายในจังหวัดนางาซากิ ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 550 เยน

3. MENTAIKO

หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ไข่ปลาพอลล็อค” (ตระกูลเดียวกับปลาค็อต) เป็นอีกหนึ่งเมนูของจังหวัดฟุกุโอกะ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้าน หากดูตามแผนที่แล้ว จังหวัดฟุกุโอกะมีพื้นที่ใกล้กับเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เป็นที่สังเกตได้ว่าวัฒนธรรมอาหาร มีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก

และหลายคนอาจจะสับสนระหว่าง Tarako และ Mentaiko เพราะว่าเป็นเมนูที่ใช้ไข่ปลาตระกูลค็อตเหมือนกัน แต่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เนื่องจากวิธีการปรุงไข่ปลาไม่เหมือนกัน นั่นก็คือ Tarako เน้นปรุงกับเกลืออย่างเดียว ส่วน Mentaiko นั้นเน้นปรุงกับเครื่องปรุงรสต่างๆ

Mentaiko

เมนูที่รังสรรค์จาก Mentaiko ที่เป็นที่นิยม คือ Karashi Mentaiko เป็นการปรุงไข่ปลากับเครื่องปรุงและพริก เพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะทานกับข้าวสวย ข้าวปั้นโอนิกิริ ทำเป็นกับแกล้ม หรือใส่ในพาสต้า ก็ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าใครที่ได้เยือนฟุกุโอกะ ต้องไม่พลาดที่จะซื้อ Mentaiko เป็นของฝากกลับไปทั้งนั้น

4. YOBUKO SEAFOOD

เนื่องจากเมืองโยบุโกะ จังหวัดซากะนี้ มีพื้นที่อยู่ติดทะเล และมีท่าเทียบเรือประมงที่สำคัญ โยะบุโกะยังมีตลาดเช้าขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นอีกด้วย ใครที่มองหาอาหารซีฟู้ดหรือซาชิมิสดๆ ไม่ควรพลาดที่จะมาตลาดโยบุโกะนะคะ

Yobuko Seafood

เมนูขึ้นชื่อคงหนีไม่พ้นอาหารทะเลสด เมนูที่แนะนำและเป็นที่นิยมมาก คือ ซาชิมิปลาหมึกใส Ika no Ikitzukuri เป็นการหั่นแร่ปลาหมึกตัวเป็น ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้เราได้ทานเนื้อปลาหมึกที่ยังขยับไปมาอยู่ เพื่อความสดของเนื้อปลาหมึก เคี้ยวแล้วจะรู้สึกกรุบกรอบ หวาน พร้อมละลายในปาก

นอกจากปลาหมึกแล้ว ยังมีอาหารทะเลอื่น ๆ เช่น ไข่หอยเม่น หอยนางรม ฯลฯ ให้เราสามารถเลือกซื้อได้ตามความชอบ ในราคาที่ถูกมากอีกด้วยค่ะ

5. JIGOKU MUSHI

ใครที่เดินทางมาถึงโออิตะ (Oita) ต้องพลาดไม่ได้กับอนเซ็ง เพราะเมืองนี้ได้ขึ้นชื่อว่า เมืองแห่งน้ำพุร้อน เพราะมีจำนวนบ่อน้ำพุร้อนมากที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากในส่วนของบ่อน้ำพุร้อนแล้ว เมืองโออิตะยังมีสถานที่เที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย

Jigoku Mushi

แน่นอนว่า เรามาถึงเมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนแล้ว อาหารญี่ปุ่นที่แนะนำ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำพุร้อน นั่นก็คือ Jigoku Mushi เป็นการนำอาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผัก และไข่วางลงบนตะกร้าสาน แล้วนำไปนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนที่มีไอน้ำพุ่งสูง จะช่วยคงความสด และสัมผัสถึงรสชาติที่แท้จริงของอาหารได้เป็นอย่างดี

ใครที่แวะมาแช่อนเซ็งอย่าลืมแวะชิมอาหารพื้นเมืองของโออิตะกันนะคะ

6. CHICKEN NANBAN

เป็นเมนู signature จากจังหวัดมิยาซากิ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพของเนื้อไก่ เพราะวิธีการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ (free-range) ทำให้ได้เนื้อไก่ที่รสชาติอร่อย ส่งออกไปทั่วญี่ปุ่น

จุดเด่นของเมนูไก่ทอดนันบัน คือ ไก่ทอดที่คลุกด้วยซอสสูตรพิเศษ รสชาติหวานปนเปรี้ยว ราดซอสทาร์ทาร์ด้านบน ที่มีลักษณะเหมือนสลัดผักใส่มายองเนส แต่ว่าในแต่ละร้านก็จะมีสูตรลับของแต่ละคน

Chicken Nanban

ด้วยรสชาติที่อร่อย ถูกใจใครหลาย ๆ คน เมนูไก่ทอดนันบันเป็นที่นิยมและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว เราสามารถหาทานได้ง่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น ตามร้าน Izakaya แต่อย่างไรก็ตาม ใครที่ตามรสชาติดั้งเดิมก็ต้องมาเยือนจังหวัดมิซายากิสักครั้งนะคะ

อาหารญี่ปุ่นขึ้นชื่อบนเกาะคิวชู ยังมีให้เลือกทานอีกเยอะมาก ^^ ใครที่อยากให้พาไปเที่ยว รีวิวอาหารในภูมิภาคอื่น ๆ ของญี่ปุ่น คอมเมนต์หรือแนะนำกันมาได้เลยนะคะ ที่ Facebook : Allianz Travel – Thailand

หรือใครที่กำลังมองหาประกันภัยการเดินทาง ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องเจ็บป่วย, สัมภาระ, แคนเซิลไฟล์ทบิน ฯลฯ สำหรับทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ เราขอเสนอ Allianz Travel ประกันภัยการเดินทางที่ทำให้คุณอุ่นใจ ไร้กังวล เพราะเราพร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชม.

ขอบคุณข้อมูลจาก
Kyushu Food Guide: 8 Wonders of Japan’s Southwest Coast

10 มหาวิทยาลัยยอดนิยมของนักศึกษาต่างชาติใน UK

สหราชอาณาจักร(The United Kingdom: UK) อันประกอบไปด้วย อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ นั้นเป็นจุดหมายปลายทางในการไปศึกษาต่อต่างประเทศที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองของโลกจากนักศึกษาทั่วโลกเลยนะคะ ใน UK มีนักศึกษาต่างชาติกว่า 460,000 คนในแต่ละปีเลยทีเดียว โดยในประเทศไทยของเรานั้น UK ถือเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ที่นักศึกษาเลือกที่จะไปศึกษาต่อ ทั้งด้านภาษาการไปฝึกสำเนียงภาษาแบบผู้ดีอังกฤษ ไปจนถึงทางด้านวิชาการที่มีหลากหลายศาสตร์ และมีชื่อเสียง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของ UK ถือเป็นต้นแบบของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกเลยนะคะ

วันนี้ Allianz Travel จะพาทุกคนไปพบกับ 10 มหาวิทยาลัยยอดนิยมของนักศึกษาต่างชาติที่นิยมไปศึกษาต่อใน UK กันค่ะ

1. มหาวิทยาลัย อ๊อกซฟอร์ด (UNIVERSITY OF OXFORD)

แห่งแรกที่เราจะแนะนำ คือ มหาวิทยาลัย อ๊อกซฟอร์ด ค่ะ ตั้งอยู่ใน เมืองอ๊อกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร และเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีอายุไม่น้อยกว่า 800 ปี เลยทีเดียวค่ะ โดดเด่นในด้าน อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ กฎหมาย และงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูง มีการเรียนการสอนที่เข้มข้น และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

Times Higher Education (THE) ประกาศผลการจัดอันดับ Times Higher Education World University Rankings ให้ อ๊อกซฟอร์ด เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกในปี 2019 ซึ่งมีนักศึกษาถึง 97% ได้งานทันทีหลังจบการศึกษา ศิษย์เก่าของ Oxford กลายเป็นผู้นำระดับนานาชาติจำนวนมาก เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึง 27 คน ได้รับรางวัลโนเบล 50 คน และได้รับเหรียญรางวัลโอลิมปิกถึง 120 คน ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดหลายคนได้ช่วยสร้างคุณประโยชน์แก่โลกมากมาย ยกตัวอย่างเด่นๆ เช่น เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ เป็นผู้เข้าร่วมในคณะนักบวชเพียวริแตน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในอเมริกา ศิษย์เก่าอ๊อกซฟอร์ดคือ เจเรมี เบนทัม ผู้นำปรัชญาประโยชน์นิยมซึ่งเคยศึกษาที่วิทยาลัยควีนส์ ในอ๊อกซฟอร์ดเป็นผู้ก่อตั้ง University College London ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทยเราเองที่ทรงปรับรูปแบบการศึกษาแบบเดิมของไทย โดยเกิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เดิมเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก ก็เพราะทรงได้รับอิทธิพลความคิดจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดค่ะ

มหาวิทยาลัย อ๊อกซฟอร์ด มีความงดงามในด้านสถาปัตยกรรม มีพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก รวมไปถึงสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีระบบห้องสมุดทางวิชาการที่ใหญ่ที่สุดใน บริเตน ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีตึกเรียนที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิเช่น แฮรี่ พอตเตอร์ และ เจมส์ บอนด์ (หลายภาค)

2. มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (UNIVERSITY OF CAMBRIDGE)

มหาวิทยาลัยแห่งที่ 2 ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้คือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ค่ะ เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในสหราชอาณาจักร และยังเก่าแก่เป็นลำดับที่ 3 ของโลกเลยทีเดียวนะคะ ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกที่มีขนาดใหญ่มาก เปิดสอนมาแล้วมากกว่า 800 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1209 ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เดิมเป็นกลุ่มคณาจารย์และนักศึกษาที่ย้ายมาจาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดค่ะ ทำให้ระบบการเรียนการสอนของเคมบริดจ์คล้ายกันกับของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก เพราะเป็นมหาวิทยาลัยลัยที่มีศิษย์เก่าเป็นผู้ได้รางวัลโนเบลสูงที่สุดถึง 81 รางวัลเลยทีเดียว ในปี ค.ศ. 2005 วารสาร The Times Higher Education Supplement ก็ยังได้จัดอันดับ World University Rankings ให้มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 3 ของโลก และต่อมาในปี 2006 และปี 2007 ก็มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 2 ของโลก สองปีซ้อน

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มีการจัดการเรียนการสอนในระบบวิทยาลัย ระบบนี้มีลักษณะคล้ายกับบ้านประจำของนักเรียนพ่อมดแม่มดในโรงเรียนฮอร์กวอร์ดของหนังสือชุด แฮรี่ พอตเตอร์ ซึ่งก็คือ เมื่อเข้าประจำบ้านแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนหรือย้ายตลอดช่วงการศึกษา ถือเป็นสังกัดไปจนเรียนจบ (ยกเว้นตอนเปลี่ยนระดับการศึกษา อาจขอเปลี่ยนได้) ทุกวิทยาลัยจะมีประเพณีของตัวเอง มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ของตัวเอง วิทยาลัยของเคมบริดจ์หลาย ๆ แห่ง จึงมีฐานะร่ำรวย และชอบที่จะแข่งขันกันว่าใครจะให้ความสะดวกแก่เด็กในสังกัดของตัวเองได้มากกว่ากัน วิทยาลัยแห่งแรกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คือ Peterhouse ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มีสังกัดวิทยาลัยในเครืออยู่ถึง 31 วิทยาลัยด้วยกัน เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่มากขึ้นและเพิ่มวิทยาลัยเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

3. อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (IMPERIAL COLLEGE LONDON (ICL))

ที่มาของภาพ : https://bit.ly/35ZmdYx

แห่งที่ 3 เราไปกันที่ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ค่ะ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สวยที่สุดของกรุงลอนดอน อย่าง เซาท์เคนซิงตัน ซึ่งเป็นแหล่งรวมของทั้งสถาบันทางการศึกษาและพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่าง ๆ มากมายน่าสนใจมากเลยค่ะ

มหาวิทยาลัย อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน เป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ QS World Rankings มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีความโดดเด่นเป็นอย่างสูงทางด้านผลงานการวิจัย และยังชนะรางวัลโนเบลถึง 14 รางวัลเลยค่ะ นอกจากนั้นยังคว้ารางวัลทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์มากถึง 81 รางวัล

มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดสอน 4 คณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คณะแพทยศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ ประกอบไปด้วยสาขาวิชาต่างๆ ดังนี้ค่ะ

1. คณะวิศวกรรมศาสตร์ : วิศวกรรมชีวการ วิศวกรรมเคมีและเทคโนโลยีเคมี วิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมวัสดุ และวิศวกรรมเครื่องกล
2. คณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ : วิทยาศาสตร์สิ่งมีชีวิต เคมี คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์
3. คณะแพทยศาสตร์ : เป็นคณะแพทย์ดีเด่น มีชื่อเสียงและมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร สอนนักเรียน
แพทย์ในโรงพยาบาล 6 แห่งด้วยกัน
4. คณะบริหารธุรกิจ : มีชื่อเสียงชั้นนำระดับโลกด้านการเรียนการสอนสาขาบริหารธุรกิจและการจัดการด้วยหลักสูตรที่ตรงตามความต้องการของโลกธุรกิจในปัจจุบัน

อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ลงตัวเหมาะกับการศึกษาของนักศึกษา ผู้ประกอบการ หรือ ผู้ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีทางธุรกิจในระดับนานาชาติ เงินเดือนเฉลี่ยเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ของที่นี่นั้นสูงที่สุดในบรรดาผู้ที่จบระดับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรเลยนะคะ

4. มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน UNIVERSITY COLLEGE LONDON (UCL)

มหาวิทยาลัยแห่งที่ 4 ที่เราจะพาไปรู้จักกันวันนี้คือ มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนค่ะ เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของ Russell Group อันทรงเกียรติที่เป็นกลุ่มสถาบันที่มีความเป็นเลิศในด้านงานวิจัย มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุง London ตามชื่อ ทำให้นักศึกษาของที่นี่นั้นสามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมของหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดในโลกอย่างลอนดอน อันประกอบไปด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย เครือข่ายชั้นนำระดับโลก และกิจกรรมมากมายให้ได้เปิดหูเปิดตาทั้งกลางวันไปจนถึงยามค่ำคืนจัดเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีความหลากหลายของสาขาวิชาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีชื่อเสียงในด้านแพทยศาสตร์วรรณกรรม นิติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ โดยเฉพาะ งานวิจัยที่มีคุณภาพ และรูปแบบการเรียนการสอนที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นใน UK เนื่องจากเป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการความรู้จากหลากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกันคล้ายกับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

ที่มาของภาพ : https://www.qs.com/university-college-london-to-host-ireg-7-conference/

มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน เป็นมหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูงในการสมัครเข้าศึกษาต่อ ทั้งในระดับประเทศ และในระดับนานาชาติ ศิษย์เก่าของที่นี่ ที่เป็นบุคคลสำคัญ เช่น ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ และผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างของ DNA รวมไปถึงผู้ก่อตั้งกาน่า ญี่ปุ่นสมัยใหม่ และไนจีเรีย ผู้ค้นพบแก๊สมีตระกูล

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน มีศาสตราจารย์ คณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล อันทรงเกียรติมาแล้วถึง 29 รางวัล และ Times Higher Education 2019 ยังจัดลำดับให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 14 ของโลกเลยทีเดียวค่ะ

5. วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LONDON SCHOOL OF ECONOMICS AND POLITICAL SCIENCE (LSE))

แห่งที่ 5 วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน เป็นสถาบันเฉพาะทางสายสังคมศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ อันดับ 1 ในสหราชอาณาจักรและทวีปยุโรป และเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยการจัดอันดับมาตรฐานมหาวิทยาลัยโลก The QS World University Rankings และ Times Higher Education 2019 ก็จัดให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 26 ของโลกค่ะ

วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน ถือเป็นสถานศึกษาที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลกในการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาสู่สายอาชีพวารสารศาสตร์และสิ่งพิมพ์ และ ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลกในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และการจัดการ และ ดีที่สุดอันดับ 3 ของโลกในวิชาสื่อและ การสื่อสาร ที่สำคัญวิทยาลัยแห่งนี้ยังเป็น ที่ตั้งของห้องสมุดด้านสังคมศาสตร์ การเมือง และการปกครองที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ผู้นำประเทศและองค์กรนานาชาติหลายท่านได้รับการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ อาทิ เช่น จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ ลี กวนยู อีกทั้งนักเศรษฐศาสตร์ชาวไทย ป๋วย อึ้งภากรณ์ คุณช่อ พรรณิการ์ วานิช จนปัจจุบันรวมแล้วมีประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีประเทศต่าง ๆ ในโลกที่เป็นศิษย์เก่าไม่ต่ำกว่า 34 คน นอกจากนี้ยังมีนักเรียนและบุคลากรจากที่นี่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 18 คนเลยค่ะ

ที่มาของภาพ : https://uceapuk.org/london-school-of-economics-and-political-science/
ที่มาของภาพ : https://studyabroad.shiksha.com/uk/universities/london-school-of-economics-and-political-science

ถ้าคุณสนใจจะศึกษาต่อที่นี่ ก็สามารถดูรายละเอียดคณะหรือสาขาที่สนใจในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยได้เลยนะคะเพราะที่วิทยาลัยแห่งนี้ต้อนรับนักศึกษาชาวต่างชาติ มีนักศึกษาจากต่างชาติมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลกที่เข้ามาศึกษาที่สถาบันแห่งนี้

6. มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (UNIVERSITY OF EDINBURGH)

ที่มาของภาพ : https://www.thetimes.co.uk/article/university-of-edinburgh-fined-over-lab-health-risks-n6933sb79

แห่งที่ 6 มหาวิทยาลัยเอดินบะระ หนึ่งในสุดยอดมหาวิทยาลัยของโลกทางด้านการแพทย์ มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในเมืองเอดินเบอระซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของสก็อตแลนด์รองจากเมืองกลาสโกว์ ตัวมหาวิทยาลัยเอดินบะระจะไม่มีแคมปัส แต่อาคารเรียนจะเป็นตึกกระจายอยู่รอบเมืองปะปนกับอาคารพาณิชย์ทั่วไป มหาวิทยาลัยแห่งนี้เก่าแก่เป็นอันดับ 4 ของสก็อตแลนด์ โดยก่อตั้งถัดจาก St Andrews, Glasgow และ Aberdeen จากการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยทั่วโลก มหาวิทยาลัยเอดินบะระติดอันดับ Top 100 ของโลก ทั้งด้านฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และการแพทย์ รวมไปถึงทางด้านปฐพีวิทยาและวรรณกรรม

ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีมากมายเริ่มตั้งแต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เป็นศูนย์กลางของยุคแห่งแสงสว่างของทวีปยุโรปในศตวรรษที่ 18 โดยได้รับยกย่องให้เป็นผู้นำและมีชื่อเสียงในทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งยังคงโดดเด่นจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางด้านการสอนและการวิจัยของสกอตแลนด์ เพราะมีวิชาด้านการวิจัยมากมายถึง 135 สาขา Times Higher Education 2019 จัดให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 29 ของโลก

ที่มาของภาพ : https://inews.co.uk/news/edinburgh-university-paid-26000-move-principals-pets-staff-pensions-strike-130068

อีกหนึ่งความสำเร็จคือการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ในสหราชอาณาจักร โดยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ได้จัดตั้งภาควิชาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent) รวมถึงยังมีสถาบันด้านบริหารธุรกิจอย่าง University of Edinburgh Business School ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและติดอันดับต้นๆของโลก และสถาบัน Edinburgh Law School ถือเป็น โรงเรียนกฎหมาย ที่เก่าแก่เป็นอันดับ 3 ในสก็อตแลนด์ถัดจาก University of Glasgow และ University of Aberdeen โดยมีอายุกว่า 300 ปี และที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระนี้ก็มีทุนให้กับนักศึกษาต่างชาติที่สนใจไปศึกษาต่อทุกปีอีกด้วยนะคะ ปีละหลายอัตราเลยค่ะ

7. คิง คอลเลจ ลอนดอน (KING’S COLLEGE LONDON (KCL))

แห่งที่ 7 คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ก่อตั้งขึ้นในปี 1829 โดย พระเจ้าจอร์จที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร และ ดุค ออฟ เวลลิงตัน เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสี่ของอังกฤษ ในปี 1836 คิงส์กลายเป็นหนึ่งในสองผู้ก่อตั้งวิทยาลัยมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางมหานครลอนดอน และเป็นสถาบัน Top 10 ของสหราชอาณาจักร (จากการจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2018) คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน เป็นสมาชิกของ Russell Group กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาระดับโลกที่มุ่งเน้นไปที่การทำงานวิจัยแบบเข้มข้น คิงส์ คอลเลจ มีวิทยาเขตทั้งหมด 4 แห่ง กระจายตัวอยู่ในลอนดอนบริเวณริมแม่น้ำเทมส์ เวสท์มินสเตอร์ และย่านใจกลางเมือง โดยอีกหนึ่งวิทยาเขตอยู่ทางตอนใต้ของลอนดอน

ที่มาของภาพ : https://news.microsoft.com/en-gb/2019/05/02/kings-college-london-learns-how-to-unlock-the-power-of-data/

ทางด้านวิชาการ คิงส์ คอลเลจก็มีความโดดเด่น ในด้านแพทยศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และการพัฒนาระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการทำวิจัย ซึ่งนักวิจัยเคยยกย่องให้ คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน เป็น “ผู้นำระดับโลก” เนื่องจาก ค้นพบโครงสร้างของ DNA ที่ซับซ้อน และปัจจุบันยังเป็นศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการเรียนการสอนด้านแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และความเป็นมืออาชีพด้านสาธารณสุขศาสตร์ของยุโรปและสหราชอาณาจักร มีศูนย์การวิจัยด้านแพทยศาสตร์ ถึง 6 แห่ง ซึ่งนับว่ามากที่สุดในสหราชอาณาจักรเลยค่ะ

คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน เป็นพันธมิตรกับสถาบันต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 150 แห่ง ซึ่งมีการศึกษาแลกเปลี่ยนทางวิชาการได้ในระหว่างปีการศึกษา ภาคเรียน รวมไปถึงช่วงการเรียนภาคฤดูร้อนอีกด้วย ที่นี่จึงเป็นอีกสถาบันการศึกษาหนึ่งที่เป็นมิตรและยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการต้อนรับนักศึกษาต่างชาติ มีบริการพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะ โดยทางมหาวิทยาลัยมีการจัดชั้นเรียนภาษาอังกฤษแบบ Pre-Sessional ระยะเวลาสูงสุด 17 สัปดาห์ สำหรับนักเรียนนานาชาติที่ต้องการเพิ่มเติมความรู้ทางภาษาอังกฤษก่อนเปิดภาคเรียน ในระหว่างภาคเรียนจะมีชั้นเรียนเพื่อการพัฒนาทักษะ เช่น ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ การจดบันทึกย่อ และยังมีภาษาอังกฤษเฉพาะทาง นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมี Student Advice Service ที่คอยให้คำปรึกษาทางด้านการทำวีซ่า และด้านกฎหมายอีกด้วย

8. มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (UNIVERSITY OF MANCHESTER)

ที่มาของภาพ : https://www.hotcourses.in.th/study/uk/school-college-university/into-manchester-university-of-manchester/3917/international.html

แห่งที่ 8 มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ตั้งอยู่ที่เมือง Manchester ทางทิศเหนือของประเทศอังกฤษโดยเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร และเป็นสมาชิกของกลุ่ม Russell Group อันทรงเกียรติ มีจุดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ การเมือง รัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ มานุษยวิทยาสังคม รวมถึงพยาบาลศาสตร์ และสาขาวิชาพัฒนศึกษา มีนักศึกษาถึง 38,000 คน และนักศึกษานานาชาติจำนวนมากกว่า 9,000 คน รวมถึงอาจารย์และบุคลากรจำนวน 10,000 คน โดยมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงทางด้านวิชาการและความยอดเยี่ยมด้านงานวิจัย Times Higher Education 2019 จัดให้มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 57 ของโลกค่ะ

มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่ชนะรางวัลโนเบลถึง 25 รางวัล บัณฑิตที่จบการศึกษาของมหาวิทยาลัยจำนวน 91% ได้รับการจ้างงานหรือศึกษาต่อ

มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง มีทั้งนักศึกษาชาวบริติช และนักศึกษานานาชาติจาก 180 ประเทศ มหาวิทยาลัยมีบริการพิเศษแก่นักศึกษาต่างชาติแต่แรกเข้าโดยมีการต้อนรับนักศึกษาจากสนามบิน และยังมีทีมงานที่แนะนำเกี่ยวกับวีซ่า การย้ายเข้าเมือง และการช่วยเหลือในการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายด้านสุขภาพง่ายดายจริง ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการไปศึกษาต่อ

9. มหาวิทยาลัยบริสตอล (UNIVERSITY OF BRISTOL)

แห่งที่ 9 มหาวิทยาลัยบริสตอล ตั้งอยู่ที่เมือง Bristol เป็นสถาบันอุดมศึกษาเน้นวิจัยขนาดใหญ่ ตั้งในใจกลางเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร มีชื่อเสียง ในด้านแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติที่แท้จริง เพราะเต็มไปด้วยนักศึกษา และนักวิชาการจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ที่สำคัญมีการเรียน การสอนแบบควบคู่ Combined Master’s ซึ่งจะได้รับปริญญาโทถึง 2 ใบหลังจบการศึกษาอีกด้วย

ที่มาของภาพ : https://www.huffingtonpost.co.uk/entry

มหาวิทยาลัยบริสตอล เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยอิฐแดง (Red brick university) ซึ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งในช่วงศตวรรษที่ 19 ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้เป็น Civic University หรือ มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากหน่วยงานทางศาสนา หรือชนชั้นขุนนางในสมัยที่ก่อตั้ง ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยได้เป็นสมาชิกกลุ่มกูอิงบราเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยของยุโรป ที่ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1985 และจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1987 ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของทวีปจำนวน 39 แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาโบราณในยุโรป และบริสตอลยังเป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่ม Russell Group ซึ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นเรื่องงานวิจัยอันทรงเกียรติในสหราชอาณาจักร

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้การต้อนรับนักศึกษานานาชาติเป็นอย่างดีเยี่ยม ทั้งมีทุนการศึกษาและทุนส่วนลดค่าเรียนเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แถม Times Higher Education 2019 ยังจัดอันดับให้บริสตอลเป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 78 ของโลกเลยนะคะ เป็นตัวเลือกที่ดีเลยค่ะ

10. มหาวิทยาลัยวอร์วิค (UNIVERSITY OF WARWICK)

ที่มาของภาพ : https://th.hellomagazine.com/education/top-9-university-in-uk/

มหาวิทยาลัยวอร์วิค เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองโคเวนทรี (Coventry) โดยได้รับการยอมรับในฐานะสถาบันศึกษาชั้นนำของโลก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1965 ปัจจุบันมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนกว่า 18,000 คนจาก 120 ประเทศทั่วโลก และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการวิจัยซึ่งอยู่ในเครือ Russell Group อันทรงเกียรติ

มหาวิทยาลัยวอร์วิค แบ่งเป็นคณะต่าง ๆ ได้แก่ ศิลปะ การแพทย์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับท็อป 10 ของมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งใหม่ยอดเยี่ยมของโลก มีจุดแข็งในด้านภาษาอังกฤษและวรรณกรรม อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปศึกษา Warwick Art Centre จากการสำรวจโดย High Fliers Research พบว่านักศึกษาที่จบจาก Warwick เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก และในปี 2013 มีนักศึกษาถึง 92% ที่จบการศึกษาแล้วได้รับการจ้างงานหรือได้เข้าศึกษาต่อภายใน 6 เดือน Times Higher Education 2019 จัดให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 79 ของโลก

จากมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับทั้งหมด 10 แห่งที่เราพามาแนะนำกันในวันนี้เป็นยังไงกันบ้างคะ คุณจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งใครที่สนใจต้องเตรียมศึกษาข้อมูล สำรวจความต้องการของตนเองให้ดีนะคะ เตรียมตัวให้พร้อมกับการไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ และเพื่อให้การศึกษาของคุณราบรื่น ไร้กังวลเมื่ออยู่ต่างแดน อย่าลืมทำประกันการเดินทาง Overseas Student Care ของ Allianz Travel สำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยเฉพาะเลยนะคะ

Blog Disclaimer

All content provided on this blog is for informational purposes only. The content of this blog neither makes representations as to the accuracy or completeness of any information on this site, nor is construed as Allianz Travel’s offering of travel insurance, unless explicitly stated. Details of benefits, limits, policy exclusions, terms and conditions of Allianz Travel insurance can be found under Allianz Travel Policy Wording.

อุ่นใจ ไร้กังวล เราพร้อมช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชม.

อลินอันซ์ทราเวลเป็นผู้นำระดับโลกด้านประกันภัยการเดินทางและบริการช่วยเหลือทั่วไป เรามีแผนประกันภัยที่หลากหลายให้เลือก ครอบคลุมตั้งแต่แผนรายเที่ยว แผนรายปี แผนครอบครัว ไปจนถึงแผนเดินทางศึกษาต่อต่างประเทศ ด้วยพนักงานของเราที่เชี่ยวชาญและทุ่มเทมากกว่า 10,200 คน ดำเนินงานด้วย 35 ศูนย์ปฎิบัติการใน 28 ประเทศ ติดต่อสื่อสารได้มากกว่า 40 ภาษาใน 5 ทวีปและทำงานร่วมกันกับตัวแทนเป็นจำนวนกว่า 180 รายทั่วโลก คุณจึงมั่นใจได้ในบริการของเราที่พร้อมดูแลคุณ ตลอด 24 ชม.

10 จุดตั้งแคมป์ ยอดนิยมในประเทศออสเตรเลีย

ต้องยอมรับเลยว่าเทรนการตั้งแคมป์ในประเทศไทยค่อนข้างเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ จะเห็นได้จากรีวิวของเหล่า influencer หรือ travel blogger หลายๆ คน ที่เดินทางไปตั้งแคมป์ นอนดูดาวกันกับคนรู้ใจ หรือแก๊งเพื่อน หรือแม้กระทั่ง ถ่ายภาพอวดเต็นท์ พร้อมอุปกรณ์ตั้งแคมป์ และพร็อพอื่นๆ เท่ห์ๆ อีกมากมาย ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีสถานที่ตั้งแคมป์ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติที่สวยงามอยู่ ออสเตรเลียก็มีสถานที่ตั้งแคมป์กระจายตัวอยู่มากมายในประเทศเช่นกัน เราจะพาคุณมารู้จักกับการตั้งแคมป์แบบ “แกลมปิ้ง (Glamping)” ที่มีความหรูหรากว่าการแคมป์ปิ้งธรรมดา เต็นท์แบบแกลมปิ้งจะมีห้องน้ำเป็นกิจจะลักษณะ มีห้องครัวภายในทำให้ง่ายกับการประกอบอาหารด้วยตนเอง และสำหรับบางที่นั้นตัวเต็นท์แบบแกลมปิ้งจะติดแอร์ มีทีวี ตู้เย็น ครบครัน สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างคล้ายห้องพักในโรงแรม แต่ต่างตรงอยู่ในเต็นท์เท่านั้น วันนี้ Allianz Travel จะพาคุณไปสัมผัสกับ 10 จุดตั้งแคมป์ยอดนิยมทั่วออสเตรเลียกันเลยค่ะ เริ่มจาก

1. แคมป์ริมชายหาดทางตอนเหนือของเกาะสตรัดโบรค (NORTH STRADBROKE ISLAND)

ตอนเหนือของเกาะสตัดโบรค (North Stradbroke Island) หรือคนท้องถิ่นเรียกว่า สแตรดดี้ (Straddie) ตั้งอยู่ในอ่าวมอร์ตัน ที่นี่เป็นเกาะทรายที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เป็นดินแดนในฝันสำหรับผู้รักธรรมชาติ และยังคงความบริสุทธิ์อย่างมากค่ะ

NORTH STRADBROKE ISLAND

สถานแห่งนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมแห่งหนึ่งในการตั้งแคมป์ริมชายหาดในออสเตรเลีย เกาะนี้ไม่เพียงแต่สามารถเดินทางไปได้สะดวก โดยใช้บริการเรือเฟอร์รี่หรือเรือแท็กซี่ข้ามไปยังเกาะจากเขตชานเมืองคลีฟแลนด์ในบริสเบนเท่านั้นค่ะ แต่ยังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาทิ เช่น ชายหาดที่ทอดตัวยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด และมีคลื่นลูกใหญ่ๆ ที่ซัดเข้ามายังชายฝั่ง ทำให้เป็นที่ดึงดูดสำหรับเหล่าบรรดานักโต้คลื่น อีกทั้งยังสามารถพบจิงโจ้ที่เดินไปมา เล็มหญ้าอยู่บนไหล่เขาอีกด้วย

ที่นี่คุณสามารถกางเต็นท์ของคุณได้ที่ลานตั้งแคมป์บนหาดไซลินเดอร์ (Cylinder Beach Camping Ground) ซึ่งอยู่ใกล้กับ คาเฟ่ ร้านค้า และร้านอาหาร หรือจะมุ่งหน้าไปยังลานตั้งแคมป์แอดเดอร์ ร็อค (Adder Rock Camping Ground) ที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อพบความสงบที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติค่ะ

2. ตั้งแคมป์นอนดูดาวที่นูซา นอร์ธ ชอร์ (NOOSA NORTH SHORE)

นูซา (Noosa) เป็นเมืองติดชายหาดที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามและมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ตั้งอยู่บนชายฝั่ง Sunshine Coast ในรัฐควีนแลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากบริสเบนไปทางเหนือเพียง 90 นาที หากเดินทางโดยรถยนต์

ที่มาของรูปภาพ : https://www.habitatnoosa.com.au/

คุณจะได้พบกับอีกประสบการณ์หนึ่งของการตั้งแคมป์ที่ยากจะลืมที่ ฮาบิเทต นูซา เอเวอแกลด อีโคแคมป์ (Habitat Noosa Everglades Ecocamp) ซึ่งที่นี่ให้บริการที่พักแบบแกลมปิ้งเชิงนิเวศ และมีพื้นที่ให้คุณสามารถตั้งแคมป์ได้เองแบบเป็นส่วนตัวอีกด้วย ขนาดพื้นที่ที่ Habitat Noosa นี้มีขนาดใหญ่กว่า164 ไร่ (หรือประมาณ 65 เอเคอร์) เลยทีเดียว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนูซา ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถซึมซับกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ กิจกรรมเด่นของที่นี่คือ คุณสามารถพายเรือแคนูล่องไปตามแม่น้ำ เพื่อชมวิวธรรมชาติสองข้างทางอันเงียบสงบ หรือจะใช้บริการทัวร์ล่องเรือชมแม่น้ำได้อีกด้วย ก่อนที่จะกลับมานอนในเต็นท์เพื่อพักผ่อนยามค่ำคืนภายใต้แสงดาวระยิบระยับ

ที่มาของรูปภาพ : https://www.habitatnoosa.com.au/ และ https://www.myqldholiday.com.au/resort/habitat-noosa/

3. เช่าเต็นท์แคมป์ปิ้งบนเกาะค็อกคาทู (COCKATOO ISLAND) ในซิดนีย์

เกาะค็อกคาทู เป็นเกาะที่ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกตั้งอยู่ใจกลางอ่าวซิดนีย์ จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนเป็นจำนวนมาก เพราะมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งเคยเป็นเรือนจำและต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็เป็นอู่ต่อเรือ โดยยังหลงเหลือความสวยงามของอาคารเก่าท่ามกลางธรรมชาติของเกาะให้เราได้รับรู้ถึงความเป็นมา

ที่มาของรูปภาพ : https://www.theaustralian.com.au/

ที่นี่นอกจากคุณจะได้เดินเที่ยวชมสถานที่แล้วนั้น เกาะแห่งนี้ยังมอบประสบการณ์พิเศษ ให้นักท่องเที่ยวสามารถค้างคืนบนเกาะแห่งนี้ได้ โดยนำอุปกรณ์ตั้งแคมป์มาเอง หรือไม่ก็เช่าเต็นท์ที่มีให้บริการอยู่บนเกาะ ซึ่งคุณอาจจะเลือกเป็นแพ็กเกจแกลมปิ้ง นอนเต็นท์ที่มีความหรูหรา มีห้องน้ำ มีห้องครัว ติดแอร์ มีทีวี ตู้เย็น ครบครัน บนเกาะแห่งนี้ยังมีจุดชมวิวสวยๆ อยู่บริเวณด้านบนเหนือจุดตั้งแคมป์ มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบอ่าวซิดนีย์ได้ไกลถึงสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์และโอเปร่าเฮ้าส์ แลนด์มาร์กสำคัญของประเทศออสเตรเลียเลยทีเดียวค่ะ

4. ค้างคืนในแคมป์สไตล์ซาฟารีที่ ไบรอน เบย์ (BYRON BAY)

ไบรอน เบย์ (Byron Bay) เป็นศูนย์กลางแห่งการพักผ่อนของออสเตรเลีย มีชายหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลียเลยทีเดียว เหมาะสำหรับการโต้คลื่น สถานที่ยอดนิยมแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อนหรือในช่วงปิดภาคเรียน แต่ถ้าคุณต้องการที่จะพักผ่อนแบบเงียบสงบ คุณจะต้องเดินทางไปทางทิศใต้อีก 7 กิโลเมตร แล้วคุณจะพบกับจุดตั้งแคมป์ที่สวนซัฟโฟร์ค (Suffolk Park)

จุดตั้งแคมป์ สวนซัฟโฟร์ค บีชฟรอนท์ ฮอลิเดย์ (Suffolk Beachfront Holiday Park) จะมอบประสบการณ์พิเศษที่ให้คุณได้พักผ่อนไปกับการนอนเต็นท์แบบซาฟารีที่รองรับได้ถึง 6 ท่าน ต่อเต็นท์ ลานกางเต็นท์แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากหาดสำหรับเล่นเซิร์ฟโต้คลื่น

ที่มาของรูปภาพ : https://www.suffolkbeachfront.com.au/

5. พักผ่อนแบบธรรมชาติแท้ๆ ในอุทยานแห่งชาติบูเดรี (BOODEREE NATIONAL PARK)

เดินทางออกจากซิดนีย์ไปทางใต้ด้วยระยะทาง 190 กิโลเมตร คุณจะได้พบกับอุทยานแห่งชาติบูเดรี (BOODEREE NATIONAL PARK) เป็นที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ ที่ที่คุณสามารถเดินเล่นผ่อนคลายบนหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ คุณอาจเห็นวาฬหลังค่อมและวาฬเซาเทิร์นไรท์ที่เริ่มออกเดินทางอพยพประจำปีขึ้นไปทางเหนือ และยังเป็นจุดส่องนกที่ดีอีกด้วย จึงทำให้อุทยานแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อ่าวแห่งความอุดมสมบูรณ์”

อุทยานแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของลานตั้งแคมป์แบบพื้นฐาน 2 แห่ง ได้แก่ กรีน แพตช์ (Green Patch) และบริสตอล พอยต์ (Bristol Point) ซึ่งอยู่ด้านหน้าอ่าวเจอร์วิส ที่อ่าวเจอร์วิสมักจะมีเจ้าโลมาน้อยใหญ่แวะเวียนมาให้พบเห็นได้อยู่บ่อย ๆ โลมาเหล่านั้นมาแหวกว่ายเล่นสนุกสนานอยู่เป็นประจำที่นี่เพราะถูกดึงดูดด้วยอาหารที่เหล่าโลมานั้นโปรดปรานอย่างทุ่งหญ้าทะเล ส่วนลานตั้งแคมป์แห่งที่สาม บริเวณอุทยานแห่งชาติบูเดรี คือ เคฟบีช (Cave Beach)

ที่มาของรูปภาพ : https://www.completecampsite.com.au/green-patch-camp-ground/

6. ตั้งแคมป์ในอุทยานแห่งชาติคาคาดู (KAKADU NATIONAL PARK)

อุทยานแห่งชาติคาคาดู แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำอัลลิเกเตอร์ในรัฐนอร์ทเทิร์นเทอริทอรี (Northern Territory) ของออสเตรเลีย โดยอยู่ห่างจากเมืองดาร์วินไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 191 กิโลเมตร เป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นมรดกโลกอีกด้วย คาคาดู kakadu เป็นสถานที่ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านระบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิต โดยพื้นที่ของอุทยานประกอบด้วยป่าเขตร้อน ทุ่งหญ้า บึงน้ำ ที่ราบน้ำท่วมถึง ภูเขาหิน ที่ราบลุ่มและเนินเขา ทั้งยังมีพันธุ์พืชและสัตว์ชนิดต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

อุทยานแห่งนี้จะมีพื้นที่ตั้งแคมป์อันร่มรื่นท่ามกลางต้นไม่ใหญ่ และธรรมชาติที่สวยงาม ชื่อ คูอินดา (Kooinda) อยู่ถัดจากเยลโลว์วอเตอร์ บิลลาบอง (Yellow Water Billabong) ซึ่งเป็นทะเลสาปอันสวยงามแสนสงบ

สถานที่แห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยภูมิทัศน์ที่งดงามของอุทยานแห่งชาติคาคาดู คุณจะได้มีโอกาสเห็นสัตว์ป่า และพืชพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของออสเตรเลียจากที่นี่ด้วย อาทิ เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งพวกมาซูเพียล (พวกมีกระเป๋าหน้าท้อง) และพลาเซนทัล (พวกมีรก) รวมกว่า 60 ชนิด มีนกมากกว่า 280 ชนิดอาศัยอยู่ที่นี่ มีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกกบอีก 25 ชนิด ปลาหลายร้อยชนิด แมลงหมื่นกว่าชนิดและพืชต่างๆ อีก 1,700 ชนิด นับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติคาคาดู ยังมีจุดเด่น คือ มีภาพวาดผนังถ้ำของคนพื้นเมืองที่มีอายุกว่า 25,000 ปีอยู่ด้วยนะคะ

7. ไปกางเต็นท์ฟรีที่อุทยานแห่งชาติแกรมเปียนส์ (GRAMPIANS NATIONAL PARK)

ใครที่เป็นสายเที่ยวธรรมชาติ ชอบการผจญภัย เราขอแนะนำคุณไปปูเสื่อนอนเล่นที่ฟอร์เตรสส์ (Fortress) โขดหินธรรมชาติที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติแกรมเปียนส์ค่ะ ที่นี่เป็นจุดตั้งแคมป์ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สถานที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า แกรนด์ แคนยอนแห่งออสเตรเลีย ได้รวบรวมเอาทั้งน้ำตกขนาดเล็กใหญ่ ลำธาร หน้าผาสูง รวมไปถึงสัตว์ท้องถิ่นอีกมากมายหลายสายพันธุ์ เช่น นกประจำถิ่น และจิงโจ้ที่มีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ ให้เราได้ค้นหากันค่ะ

นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวแบบค้างคืน อาจจะตั้งแคมป์ กางเต็นท์ฟรี หรือพักโรงแรม ในอุทยานแห่งชาตินี้ก็มีให้บริการ เนื่องจากที่นี่มีขนาดกว้างขวางมาก เที่ยววันเดียวอาจจะไม่พอ สำหรับกิจกรรมที่ขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมกัน คือ เดินทางไปดูน้ำตก และเดินขึ้นเขาเพื่อไปที่จุดชมวิวเดอะพินนาเคิล วอร์ค (The Pinnacle walks) ซึ่งเป็นอีกจุดไฮไลท์ที่สำคัญอีกจุดหนึ่งที่คุณจะได้เห็นวิวความสวยงามของธรรมชาติรอบ ๆ แบบมุมเปิดโล่งสุดสายตา แต่ถ้าใครเป็นแนวรักสัตว์ก็จะสามารถพบกับจิงโจ้ได้เยอะมากที่นี่ ทั้งบริเวณที่ให้ชมแบบมีรั้วกั้น หรือถ้าใครอยากจะไปดูอย่างใกล้ชิด ก็มีให้เห็นตลอดข้างทาง ซึ่งไม่ควรพลาด และรับรองได้ว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ

8. สัมผัสประสบการณ์ตั้งแคมป์ในป่าที่อุทยานแห่งชาติ NARAWNTAPU (NARAWNTAPU NATIONAL PARK)

อุทยานแห่งชาติ Narawntapu เป็นอุทยานแห่งชาติในรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย ตั้งอยู่บนชายฝั่งที่เงียบสงบทางตอนเหนือของแทสเมเนีย ทอดยาวจากหาดกรีน (Greens Beach) ที่ปากแม่น้ำทามาร์ (Tamar River) ไปถึงหาดเบเกอร์ (Bakers Beach) ทางตะวันตก

คุณสามารถไปที่นี่เพื่อพบกับความสะดวกสบายในการตั้งแคมป์โดยไปลองใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ เนื่องจากอุทยานแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ในป่าเป็นอย่างมาก และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการชมสัตว์ป่าที่หายากในรัฐ คุณจะได้พบกับจิงโจ้ Forester วอลลาบี้ (Bennetts wallabies) วอมแบต (Wombat) ที่ออกมาเล็มหญ้าในตอนเย็น และอาจจะได้ยินเสียงร้องคำรามของสัตว์ป่าพื้นเมืองอย่างแทสเมเนียน เดวิล (Tasmanian Devils) นอกจากนี้ยังมีนกอีกหลากหลายชนิดให้คุณได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดด้วยนะคะ

อุทยานแห่งนี้ยังเป็นแหล่งให้อาหารของนกอินทรีหางลิ่มแทสเมเนียน (Endangered Tasmanian Wedge-Tailed Eagle) ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมักจะพบเห็นนกออก หรือนกอินทรีทะเล (White-Bellied Sea Eagles) บินร่อนอยู่เหนือศีรษะ นอกจากนี้ เราจะพบเจอเปลือกหอยและสิ่งประดิษฐ์มากมายที่ตามเส้นทางเดินเท้า ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอะบอริจิน

9. ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศในป่าคิมเบอเลย์ (THE WILDERNESS OF THE KIMBERLEY)

Kimberley ผืนป่าที่ยิ่งใหญ่แห่งสุดท้ายของออสเตรเลีย อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 421,451 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในสมบัติที่ซ่อนอยู่ของออสเตรเลีย มีภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่และซับซ้อน มีช่องเขา น้ำตก รวมไปถึงถ้ำที่สวยงาม มีป่าฝนเขียวชอุ่ม และสัตว์ป่านานาชนิด

ที่มาของรูปภาพ : https://trustthetickwa.com.au/listings/56b266fcd5f1565045daa24e

สถานที่แห่งนี้มีที่ที่น่าไปพักผ่อนที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง ชื่อว่า สวนป่า เอล เควสโตร (El Questro Wilderness Park) อยู่ทางทิศตะวันตกของคูนูเนอร์ร่า (Kununurra) มีระยะทางห่างกันประมาณ 110 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของคอมเบอเลย์ เป็นป่าที่กว้างใหญ่ไพศาล มีภูมิประเทศรกร้างว่างเปล่า ป่าแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดของออสเตรเลียที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงนั่นก็คือ “บ่อน้ำพุร้อน”

ที่มาของรูปภาพ : https://www.traveller.com.au/six-places-to-visit-the-kimberley-western-australia-unforgettable-journeys-gri72w

จุดตั้งแคมป์มี 2 ที่ที่น่าสนใจ คือ ที่ลานตั้งแคมป์แบล็ค คอคคาทู (Black Cockatoo Campground) หรือจะเลือกไปนอนที่จุดตั้งแคมป์แบบส่วนตัวริมแม่น้ำ ไพรเวท ริเวอร์ไซด์ บรัช (Private Riverside Bush campsite) ก็เป็น 2 ตัวเลือกที่ดีสุด ๆ ในการผ่อนคลายไปกับบรรยากาศและใช้ชีวิตสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงไปกับการแคมป์ปิ้งในเขตคิมเบอเลย์เลยค่ะ

ที่มาของรูปภาพ : https://www.elquestro.com.au/camping

10. กางเต็นท์นอนที่ RED CENTRE

ที่แห่งนี้มีสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลีย คือ https://trustthetickwa.com.au/listings/56b266fcd5f1565045daa24eโขดหินอูลูรู (Uluru) หรือหินแอร์ส (Ayers Rock) หินที่ผุดขึ้นจากใต้พื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า มีสีแดงโดดเด่นตั้งตระหง่านเป็นเอกลักษณ์ ตั้งอยู่ในตอนกลางของประเทศออสเตรเลีย เป็นโขดหินขนาดใหญ่ สูง 348 เมตร เส้นรอบวงที่ฐานวัดได้ 9 กิโลเมตร จัดได้ว่าเป็นโขดหินที่ใหญ่ทีสุดในโลก สีสันของหินเปลี่ยนแปลงตามเวลาซึ่งในแต่ละช่วงมีสีแตกต่างกัน อย่างตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกมีสีแดงสะท้อนสวยงาม

สถานที่แห่งนี้มี เอเยอรส์ ร็อค รีสอร์ท (Ayers Rock Resort ) ตั้งอยู่ห่างไปเพียง 15 กิโลเมตร จากเขาหินสีแดงที่โดดเด่น รีสอร์ทให้บริการที่พักหลากหลายประเภทซึ่งรวมไปถึงพื้นที่จุดตั้งแคมป์กางเต็นท์บนพื้นหญ้าเขียวชอุ่มใต้ต้นโอ๊กทะเลทรายพื้นเมือง ลานตั้งแคมป์แห่งนี้มีทั้ง สระว่ายน้ำ บาร์บีคิว ครัวกลางแจ้ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับผู้เข้าพัก ผู้ที่มาตั้งแคมป์ที่นี่ยังสามารถโดยสารรถรับส่งฟรีของทางรีสอร์ทไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต บาร์ ร้านค้า และร้านอาหารในพื้นที่ได้อย่างสะดวกสบายเลยค่ะ

ที่มาของรูปภาพ : https://www.exploroz.com/places/803/nt+ayers-rock-resort-campground และ https://www.venuereport.com/venue/ayers-rock-resort/

เป็นยังไงบ้างคะกับ 10 จุดตั้งแคมป์ในออสเตรเลีย ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ สายการบินระหว่างประเทศเปิดเมื่อไหร่ อย่าพลาดที่จะเดินทางหาประสบการณ์แบบนี้สักครั้งในชีวิตนะคะ เราเชื่อว่าต้องมีจุดตั้งแคมป์สักแห่งที่คุณชื่นชอบและเหมาะกับคุณอย่างแน่นอนค่ะ แล้วก็เมื่อคุณไปผจญภัยในต่างแดนแบบนี้ อย่าลืมเลือกซื้อประกันการเดินทางกับเราก่อนเดินทาง Allianz Travel ให้คุณท่องเที่ยวอย่างสบายใจไร้กังวล ไม่ต้องระแวงว่าจะป่วยหรือประสบอุบัติเหตุระหว่างการท่องเที่ยว เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูลจาก :
Australia’s top camping spots
10 Best outdoor camping locations in australia

Blog Disclaimer

All content provided on this blog is for informational purposes only. The content of this blog neither makes representations as to the accuracy or completeness of any information on this site, nor is construed as Allianz Travel’s offering of travel insurance, unless explicitly stated. Details of benefits, limits, policy exclusions, terms and conditions of Allianz Travel insurance can be found under Allianz Travel Policy Wording.

อุ่นใจ ไร้กังวล เราพร้อมช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชม.

อลินอันซ์ทราเวลเป็นผู้นำระดับโลกด้านประกันภัยการเดินทางและบริการช่วยเหลือทั่วไป เรามีแผนประกันภัยที่หลากหลายให้เลือก ครอบคลุมตั้งแต่แผนรายเที่ยว แผนรายปี แผนครอบครัว ไปจนถึงแผนเดินทางศึกษาต่อต่างประเทศ ด้วยพนักงานของเราที่เชี่ยวชาญและทุ่มเทมากกว่า 10,200 คน ดำเนินงานด้วย 35 ศูนย์ปฎิบัติการใน 28 ประเทศ ติดต่อสื่อสารได้มากกว่า 40 ภาษาใน 5 ทวีปและทำงานร่วมกันกับตัวแทนเป็นจำนวนกว่า 180 รายทั่วโลก คุณจึงมั่นใจได้ในบริการของเราที่พร้อมดูแลคุณ ตลอด 24 ชม.