ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี

ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี แผนไหนเหมาะกับเรา?

การเดินทางท่องโลกไปยังประเทศที่คุณไม่รู้จัก หรือไปประเทศที่คุณชื่นชอบวัฒนธรรม ธรรมชาติ หรือสิ่งที่แตกต่างจากประเทศไทย ถือเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยประสบการณ์อันน่าจดจำและความทรงจำอันล้ำค่า อย่างไรก็ตาม หลังจากที่คุณตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบิน และจองที่พัก เพื่อเดินทางไปยังประเทศในฝันของคุณแล้ว สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้คุณหมดกังวลว่าทริปวันหยุดของคุณจะไม่สะดุดระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ คุณจะมีตัวช่วยให้คุณได้อุ่นใจเสมอ วันนี้เราได้นำข้อมูล ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี มาให้เพื่อนๆ เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อประกันการเดินทางที่เหมาะสมกับการเดินทางของเรามากที่สุด

และไม่ว่าคุณจะชอบเดินทางไปต่างประเทศแบบทริปยาว ๆ ปีละครั้ง หรือทริปสั้น ๆ ปีละ 2-3 ครั้ง Allianz Travel มีแผนประกันภัยการเดินทางสำหรับนักเดินทางทุกประเภท ทั้งแผนแบบรายเที่ยว (Single Plan) ที่ครอบคลุมการเดินทางเพียงทริปเดียว และแผนแบบรายปี (Annual Plan) ที่คุ้มครองการเดินทางหลายเที่ยวในระยะเวลา 365 วัน การที่จะเลือกซื้อแผนไหนดี ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การเดินทางและแผนท่องเที่ยววันหยุดของคุณค่ะ

ทำความรู้จักประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยว

ประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยวจะให้ความคุ้มครองทริปวันหยุดของคุณจากประเทศไทยไปยังประเทศจุดหมายปลายทาง และสิ้นสุดเมื่อคุณกลับถึงประเทศไทย คุณควรทำประกันภัยการเดินทางแบบรายเที่ยวทันที่ที่คุณจองทริปวันหยุดพักผ่อนของคุณ เพราะประกันภัยการเดินทางมีความคุ้มครองครอบคลุมการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางภายใน 30 วันก่อนวันที่คุณจะเริ่มการเดินทาง หากเกิดเหตุการณ์ที่คุณไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรืออยู่นอกเนือกจากการควบคุมของคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

ถ้าคุณซื้อแผนรายเที่ยวสำหรับทริปเดียว ราคาจะถูกกว่าการซื้อแผนรายปี แต่ถ้าคุณมีแผนที่จะเดินทางสัก 2-3 ทริปในแต่ละปีเราแนะนำให้คุณซื้อแผนรายปีจะคุ้มกว่า

ทำไมต้องซื้อประกันภัยการเดินทางแผนรายปี

ประกันภัยการเดินทางแผนรายปีเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่อยู่เคียงข้างคุณตลอดทั้งปี ช่วยปกป้องคุณจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างทริป เช่น การยกเลิกการเดินทาง เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ และสัมภาระสูญหาย เป็นต้น ไม่ว่าคุณจะเดินทางกี่ครั้งก็ตาม คุณจะได้รับความคุ้มครองทุกทริปในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีนับจากวันที่กรมธรรม์เริ่มมีผลบังคับใช้ คุณเดินทางได้มากครั้งเท่าที่คุณต้องการ และแต่ละครั้งก็ได้สูงสุดถึงจำนวนวันที่กำหนดไว้ในแต่ละแผน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

เปรียบเทียบความแตกต่างประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยว และแผนรายปี

รายละเอียดแผนรายเที่ยวแผนรายปี
แผนและความคุ้มครองเลือกประเภทแผนและความคุ้มครองตามความต้องการของแต่ละทริปได้ เช่น เดินทางเฉพาะในเอเชีย หรือเดินทางทั่วโลก แผนและความคุ้มครองมาพร้อมกับชุดสิทธิประโยชน์มาตรฐานซึ่งอาจไม่เหมาะสมสำหรับทุกการเดินทาง
ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 1-180 วัน (ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเดินทางของแต่ละทริป)คุ้มครองต่อเนื่องสูงสุง 365 วัน
ค่าเบี้ยประกันเบี้ยประกันคิดตามจำนวนวันเดินทางเบี้ยประกันเป็นรายปี คุ้มค่าสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อย
ความยุ่งยากต้องซื้อทุกครั้งก่อนเดินทางซื้อครั้งเดียว เดินทางกี่ครั้งก็ได้คุ้มครองตลอดทั้งปี
ความคุ้มค่าเหมาะกับผู้ที่เดินทางไม่กี่วัน หรือเดินทางแค่ปีละครั้งเหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อย
วีซ่าเชงเก้นใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าได้ สำหรับแผนที่คุ้มครองทั่วโลก*ใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าได้ สำหรับแผนที่คุ้มครองทั่วโลก*

ตัวอย่างการเลือกซื้อ ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี

ตัวอย่าง

คุณ Alliz มีแผนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน 2024 เป็นเวลา 7 วัน, เดินทางไปประเทศอังกฤษ ในเดือนมิถุนายน 2024 เป็นเวลา 20 วัน, และเดินทางไปประเทศฟินแลนด์ ในเดือนธันวาคม 2024 เป็นเวลา 20 วัน และทุกทริปต้องการความคุ้มครองแบบครบถ้วนสูงสุด

จากตัวอย่าง หากลูกค้าซื้อประกันการเดินแผนรายเที่ยว และรายปี รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องชำระมีดังนี้

แผนรายเที่ยว

คุณ Alliz ต้องทำการซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายเที่ยว ทุกครั้งที่ออกเดินทาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ทริปญี่ปุ่น 7 วัน
    – จำนวนผู้เดินทาง 1 คน
    – ซื้อประกันการเดินทางสำหรับเดินทางในเอเชีย แผนรายเที่ยว แผน Samba
    – ราคา 940 บาท
  2. ทริปอังกฤษ 20 วัน
    – จำนวนผู้เดินทาง 1 คน
    – ซื้อประกันการเดินทางสำหรับเดินทางทั่วโลก แผนรายเที่ยว แผน Tango
    – ราคา 2,920 บาท
  3. ทริปฟินแลนด์ 20 วัน
    – จำนวนผู้เดินทาง 1 คน
    – ซื้อประกันการเดินทางสำหรับเดินทางทั่วโลก แผนรายเที่ยว แผน Tango
    – ราคา 2,920 บาท

ราคารวมที่คุณ Alliz ต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว ในปี 2024
= 940+2,920+2,920 = 6,780 บาท

แผนรายปี

คุณ Alliz สามารถทำการซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี เพียงครั้งเดียวในทริปแรกที่ออกเดินทาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ระยะเวลาของทริปการเดินทางของคุณ Alliz ในแต่ละทริปไม่เกิน 31 วัน (ทริปญี่ปุ่น 7 วัน, ทริปอังกฤษ 20 วัน, และทริปฟินแลนด์ 20 วัน) ต้องการความคุ้มครองแบบครบถ้วนสูงสุด ดังนั้นคุณ Alliz สามารถซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี แผน Tango ระยะเวลาการเดินทางในแต่ละทริปภายใน 1 ปี ไม่เกิน 31 วันต่อทริปหรือต่อครั้งที่เดินทางได้ โดยราคารวมที่คุณ Alliz ต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันการเดินทาง แผนรายปี ในปี 2024
= 5,620 บาท

ซึ่งประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี ให้ความคุ้มครองการเดินทางทั่วโลก**

สรุป

จากตัวอย่างด้านบนคุณ Alliz สามารถเลือกซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี แผน Tango ระยะเวลาการเดินทางต่อทริปหรือต่อครั้งไม่เกิน 31 วัน ในราคา 5,620 บาท จะมีความเหมาะสมและคุ้มค่ามากกว่าซื้อประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว ที่มีค่าเบี้ยประกันการเดินทางรวมทุกทริปอยู่ที่ 6,780 บาท คุณ Alliz สามารถประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันการเดินทางสำหรับปี 2024 ไปได้ถึง 1,160 บาท

หากเพื่อนๆ ท่านไหนมีแผนการเดินทางคล้ายๆ กับคุณ Alliz หรือมีการเดินทางบ่อย การซื้อประกันการเดินทาง แผนรายปี อาจจะเหมาะสมกับการเดินทางของเพื่อน ๆ มากกว่าการซื้อประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว แต่ถ้าเพื่อน ๆ เดินทางไม่บ่อย ประกันการเดินทางแผนรายเที่ยวก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเพื่อน ๆ ค่ะ

ถ้าคุณคิดว่าปีนี้จะมีทริปเที่ยวต่างประเทศเพียงครั้งเดียว ประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยวคือตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณ แต่ถ้าคุณวางแผนเที่ยวต่างประเทศหลายทริปใน 1 ปี การซื้อประกันภัยการเดินทางแบบรายปีก็คุ้มมากกว่า แต่โดยรวมแล้ว การทำประกันภัยการเดินทางทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างประเทศก็เป็นความคิดที่ดีเสมอ เพราะจะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง*** เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลท์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*หากวีซ่าไม่ผ่าน และยังไม่ถึงวันเริ่มความคุ้มครองตามกรมธรรม์ สามารถใช้เอกสารการปฏิเสธวีซ่าเป็นหลักฐานในการขอคืนเงินค่าเบี้ยประกันได้เต็มจำนวน
**ยกเว้นประเทศที่ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์สำหรับเดินทางทั่วโลกได้แก่ประเทศเนปาล และประเทศที่ถูกระบุอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง (Sanction Countries) รวมถึงประเทศดังต่อไปนี้ อัฟกานิสสถาน, แอลจีเรีย, บุรุนดี, คองโก, คิวบา, เอริเทรีย, กินี, อิรัก, คอซอวอ, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มอริเตเนีย, ไนเจอร์, ไนจีเรีย, เกาหลีเหนือ, เซอร์เบีย,​โซมาเลีย, ซูดาน, ซีเรีย,​ และเยเมน
***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

วิธีขอวีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป

วิธีขอวีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป

หลายคนกำลังเตรียมตัวออกไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งการเดินทางไปประเทศแถบยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยว เพราะมีทั้งธรรมขาติ และสถาปัตยกรรมที่งดงามที่ต้องมีใครที่เคยฝันอยากจะไปเที่ยวดูสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี และอีกมากมาย และ “วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)” ก็คือใบเบิกทางสู่หลากประเทศที่ขอแค่รอบเดียวก็เที่ยวได้หลายประเทศในวีซ่าเดียว วันนี้ Allianz Travel มีรายละเอียด วิธีขอวีซ่าเชงเก้น มาฝากทุกคนค่ะ

วีซ่าเชงเก้น ถือกำเนิดมาจากข้อตกลงระหว่างประเทศในทวีปยุโรปที่อนุญาตให้พลเมืองของประเทศสมาชิกสามารถเดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง ซึ่งรวมไปถึงการอนุญาตให้เดินทางเป็นการชั่วคราวให้กับผู้ที่ถือวีซ่าเชงเก้นด้วย โดยปัจจุบันประเทศที่อยู่ในข้อตกลงเชงเก้นนั้นมี 27 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก กลุ่มประเทศเชงเก้นประกอบไปด้วย Austria (ออสเตรีย), Belgium (เบลเยี่ยม), Croatia (โครเอเชีย), Czech Republic (สาธารณรัฐเช็ก), Denmark (เดนมาร์ก), Estonia (เอสโตเนีย), Finland (ฟินแลนด์), France (ฝรั่งเศส), Germany (เยอรมัน), Greece (กรีซ), Hungary (ฮังการี), Iceland (ไอซ์แลนด์), Italy (อิตาลี), Latvia (ลัตเวีย), Liechtenstein (ลิกเตนสไตน์), Lithuania (ลิทัวเนีย), Luxembourg (ลักเซมเบอร์ก), Malta (มอลตา), Netherlands (เนเธอร์แลนด์), Norway (นอร์เวย์), Poland (โปแลนด์), Portugal (โปรตุเกส), Slovakia (สโลวาเกีย), Slovenia (สโลวีเนีย), Spain (สเปน), Sweden (สวีเดน), Switzerland (สวิตเซอร์แลนด์)

สิ่งสำคัญที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือ วีซ่าเชงเก้นไม่สามารถใช้เข้าประเทศในกลุ่มสหราชอาณาจักร ซึ่งได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์ได้

ขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้น

ก่อนดำเนินการยื่นคำร้อง

  1. ก่อนทำการยื่นคำร้องขอวีซ่า คุณต้องมั่นใจแล้วว่า คุณเลือกประเทศที่ถูกต้องในการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีวิธีและช่องทางการยื่นขอวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย และการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นผิดประเทศตามที่เราอธิบายไว้ข้างต้น สถานทูตก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการออกวีซ่าให้คุณได้ โดยกฏของการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen rules) มีดังต่อไปนี้

1.1. หากเดินทางท่องเที่ยวเพียงประเทศเดียว ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นนั้น

1.2 หากเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเชงเก้นมากกว่าสองประเทศ ให้ยื่นใบคำขอวีซ่าเชงเก้นดังนี้ :
– กรณีจำนวนวันที่จะพำนักในแต่ละประเทศ – ไม่เท่ากัน ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นที่จะเข้าไปพำนักนานที่สุด
– กรณีจำนวนวันที่จะพำนักในแต่ละประเทศ – นานเท่ากัน ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นที่จะเดินทางเข้าไปเป็นประเทศแรก

2. เมื่อได้ประเทศที่ต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้นแล้ว ก็ได้เวลาหาข้อมูลว่าประเทศที่คุณต้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้น เขาใช้วิธีการใดในการยื่นขอวีซ่า ซึ่งโดยทั่วไปแต่ละประเทศจะมีช่องทางใดช่องทางหนึ่งในการให้บริการดังนี้

  • ยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นผ่านสถานทูตโดยตรง ได้แก่ ประเทศกรีซ, ฮังการี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซ็มเบิร์ก, โปแลนด์, สโลวาเนีย
  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS Global

ที่อยู่ : จามจุรีสแควร์ ชั้น 4 ห้อง 404-405 ถ.พญาไท ปทุมวัน กทม. 10330

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.00

โทร : 02-118-7015

ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, เยอรมัน, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลิคเทนสไตน์, มอลต้า, เนเธอร์แลนด์, สโลวีเนีย, สวีเดน และ สวิตเซอร์แลนด์

  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า TLS Contact

ที่อยู่ : สาทรซิตี้ทาวเวอร์ 175 ชั้นที่ 12 ถ.สาทรใต้ ทุ่งมหาเมฆ สาทร กทม. 10120

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.30

โทร : 02-838-6688

ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส

  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า BLS International

ที่อยู่ : 399 อาคารอินเตอร์เชนจ์ชั้น B2 ห้อง A/1 ถ.สุขุมวิท คลองเตยเหนือ วัฒนา กทม. 10110
เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.00
โทร : 02-258-3524
ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ สเปน

3. การขอวีซ่าเชงเก้นทุกประเทศจะต้องมีการทำประกันการเดินทาง ที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโรหรือ 1,500,000 บาท และแต่ละประเทศยังมีการกำหนดบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับด้วย ซึ่งคุณจำเป็นต้องตรวจสอบรายชื่อและใช้บริการกับบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น

4. วีซ่าเชงเก้นสามารถยื่นคำร้องขอล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนการเดินทาง

5. แต่ละช่องทางการยื่นคำร้องขอวีซ่าจะมีขั้นตอนอธิบายบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแต่ละประเทศ คุณสามารถศึกษารายละเอียดทั้งหมดได้ด้วยตนเอง และโดยส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ จองคิว > กรอกเอกสารและจัดเตรียมหลักฐาน > ยื่นเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพ > เรียกสัมภาษณ์ (ถ้ามี) > รอฟังผลการพิจารณา > รับหนังสือเดินทางคืนพร้อมผลการขอวีซ่า

เมื่อดำเนินการยื่นคำร้อง

1. ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม Schengen Visa Application หรือกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) โดยคุณจำเป็นต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

แบบฟอร์มจะมีรูปแบบเหมือนกันทุกประเทศ โดยให้กรอกให้ครบถ้วน อย่าเว้นว่างช่องคำถามใด หากคำถามไม่ตรงกับเคสของเราให้กรอกว่า NA (No Answer) แทน หลังจากที่กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้พิมพ์แบบฟอร์มออกมา 2 ชุด และอย่าลืมเซ็นชื่อให้เรียบร้อยทั้ง 2 ชุด

2. จองคิวนัดหมายกับสถานทูต (ถ้ามี) หรือศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า ซึ่งตัวแทนทั้งหมดจะใช้วิธีการจองคิวนัดหมายผ่านระบบออนไลน์ตามเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว โดยศูนย์รับคำร้องข้อวีซ่าจะมีบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมที่คุณสามารถเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอาทิเช่น บริการจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์, บริการแจ้งผลการขอวีซ่าผ่าน SMS, บริการถ่ายรูป / ถ่ายเอกสาร เป็นต้น

3. เตรียมตัวเดินทางไปศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตด้วยตนเอง และไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแทนได้ โดยคุณต้องถึงก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาทีพร้อมเอกสารทั้งหมดที่จำเป็นทั้งฉบับจริงและสำเนา และหนังสือเดินทางที่ต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า และมีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น

4. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตจะเก็บข้อมูลทางชีวภาพของคุณได้แก่ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว และถ่ายภาพเต็มหน้าของคุณตามข้อกำหนดของวีซ่าเชงเก้น โดยต้องเป็นภาพหน้าตรง พื้นหลังขาว ไม่มีแสงเงา ไม่สวมอุปกรณ์คลุมศีรษะแต่เหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ (สวมใส่แว่นสายตาได้)

5. สำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้นอาจมีการเรียกสัมภาษณ์คุณด้วย แต่โดยส่วนใหญ่การยื่นคำร้องกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่านั้นจะไม่มีการสัมภาษณ์ ทั้งนี้สถานทูตอาจจะเรียกสัมภาษณ์คุณในระหว่างการพิจารณา ดังนั้นเตรียมตัวไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

6. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตรับเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพเสร็จสิ้น (รวมทั้งการเรียกสัมภาษณ์) การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นก็เป็นอันเรียบร้อย โดยปกติแล้วคุณจะทราบผลภายใน 15 วันทำการนับตั้งแต่วันยื่นเอกสาร และคุณสามารถรับเอกสารและหนังสือเดินทางคืนหลังรับทราบผลแล้วได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า หรือบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

เอกสารการขอวีซ่าเชงเก้น

หลักฐานสำคัญ

  1. เอกสารคำร้องขอ – เอกสารที่คุณต้องพิมพ์หรือกรอกเรียบร้อยแล้ว
  2. หนังสือเดินทาง – ต้องเป็นหนังสือเดินทางฉบับล่าสุด มีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น และมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า กรณีที่มีหนังสือเดินทางเล่มก่อนหน้าให้นำไปด้วยทั้งหมด และถ่ายสำเนาหน้าแรกพร้อมกับหน้าที่เคยได้วีซ่า/เดินทางไปประเทศอื่นด้วย
  3. สำเนาเอกสารแสดงตัว – ได้แก่สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาอื่น ๆ ถ้ามี อาทิเช่น สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาทะเบียนหย่า สำเนาใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล เป็นต้น (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
  4. รูปถ่ายหน้าตรง – ต้องใช้รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ โดยไม่ยิ้ม และไม่มีเส้นผมหรืออุปกรณ์ใด ๆ บดบังใบหน้าและดวงตา (ยกเว้นแว่นสายตา) โดยต้องเป็นรูปที่ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้เราขอแนะนำให้คุณตรวจสอบเงื่อนไขการถ่ายภาพโดยละเอียด เนื่องจากบางประเทศมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่าปกติ
  5. ประกันการเดินทาง – เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการประกันภัยระหว่างเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยต้องมีวงเงินประกันขั้นต่ำ 1,500,000 บาท (30,000 ยูโร) และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่สถานทูตให้การรับรองด้วย
  1. ใบยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน – ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศสมาชิกเชงเก้น และเดินทางกลับถึงประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ค้นหาและจองตั๋วเครื่องบินไปยุโรป
  2. ใบยืนยันการจองโรงแรมที่พัก – ต้องเป็นโรงแรมภายในประเทศสมาชิกเชงเก้น และมีการเข้าพักในช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ระบุไว้เท่านั้น ค้นหาและจองโรงแรมที่พักในยุโรป
  3. ใบยืนยันการจองตั๋วรถไฟ/รถเช่า (ถ้ามี) – เนื่องจากต้องใช้เป็นหลักฐานยืนยันการเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปที่ใช้ระบบรถไฟเป็นหลัก หากไม่มีต้องอธิบายแผนการเดินทางเป็นลายลักษณ์อักษรได้ว่าคุณวางแผนการเดินทางอย่างไร ค้นหาและจองรถเช่าในยุโรป

หลักฐานสำคัญ กรณีมีรายได้เป็นของตนเอง

1. เอกสารรับรองการทำงาน

กรณีเป็นพนักงาน: ต้องใช้หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ โดยต้องมีข้อมูลชื่อองค์กรที่ทำงาน ตำแหน่งงาน เงินเดือน วันเริ่มงาน และควรมีการระบุจุดหมายปลายทาง ช่วงวันเดินทาง และวันที่จะกลับถึงประเทศไทยอย่างชัดเจน พร้อมลงนามและประทับตรา

กรณีเป็นเจ้าของกิจการ: ต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน พร้อมทะเบียนการค้า หรือใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ และเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องและมีชื่อของคุณเป็นเจ้าของกิจการ

2. รายการเดินบัญชีเงินฝาก – สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากที่ปรับรายการเดินบัญชีถึงปัจจุบันถึงย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และควรมีเงินฝากที่เพียงพอต่อการแสดงให้เห็นว่าสามารถพำนักอยู่ในยุโรปได้อย่างไม่มีปัญหา (แนะนำว่าควรแสดงเงินฝากเกิน 50,000 บาทขึ้นไป) หรือขอรายการเดินบัญชีที่ได้รับตราประทับจากธนาคาร หรือขอเอกสารแสดงข้อมูลทางบัญชีที่การันตีเงินฝากของคุณเป็นภาษาอังกฤษก็ได้

3. สลิปเงินเดือน – กรณีมีรายได้ประจำ ให้แนบสลิปย้อนหลัง 6 เดือน โดยยอดเงินสุทธิในสลิปจะต้องสอดคล้องกับรายการเดินบัญชีเงินฝากด้วย

หลักฐานสำคัญ กรณีไม่มีรายได้เป็นของตนเอง

  1. หลักฐานแสดงรายได้ของคู่สมรส – กรณีเป็นคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนกันอย่างถูกต้อง และต้องมีสำเนาเอกสารยืนยัน และถ้าคู่สมรสไม่ได้เดินทางไปด้วย ต้องมีสำเนาเอกสารแสดงตัวของคู่สมรสทั้งหมดแนบมาด้วย หรือถ้าไม่ได้จดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันการสมรสโดยไม่ได้จดทะเบียนและลงชื่อรับรองทั้ง 2 ฝ่าย
  2. หลักฐานแสดงรายได้ของญาติ – กรณีเดินทางกับญาติพี่น้องสามารถใช้ข้อมูลของญาติที่ร่วมเดินทางไปด้วยพร้อมหนังสือรับรองความเป็นญาติ หรือถ้าญาติเป็นเจ้าของกิจการหรือบุคคลที่รายได้แต่ไม่ได้เดินทางไปด้วย ก็สามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้ ทั้งนี้ยอมรับเฉพาะญาติที่เป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง สามี หรือภรรยาเท่านั้น
  3. สูติบัตรและทะเบียนบ้าน – กรณีผู้เดินทางเป็นเด็กที่มีอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหลักฐานแสดงถึงความสัมพันธ์ของพ่อและแม่ที่ร่วมเดินทางไปด้วย โดยใช้สูติบัตรร่วมกับทะเบียนบ้านที่อ้างอิงถึงชื่อบิดามารดา
  4. จดหมายยินยอมจากผู้ปกครอง – กรณีผู้เดินทางเป็นเด็กอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ และไม่ได้เดินทางพร้อมบิดามารดาร่วมกัน ผู้ปกครองที่เป็นบิดาหรือมารดาที่ไม่ได้ร่วมไปด้วยทั้งหมดต้องลงชื่อในจดหมายยินยอมที่ออกโดยที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต
  5. เอกสารรับรองการศึกษา – กรณีเป็นนักเรียน/นักศึกษา ต้องใช้หนังสือรับรองจากสถานศึกษาที่สังกัดอยู่เป็นภาษาอังกฤษ

หลักฐานอื่น ๆ

  1. แผนการเดินทาง – แสดงแผนการเดินทางในช่วงที่อยู่ในประเทศอังกฤษเพื่อให้ทราบว่าในแต่ละวันจะเดินทางไปเที่ยวเมืองอะไร สถานที่ท่องเที่ยวไหน พักที่ใดบ้าง โดยแผนทั้งหมดต้องเป็นภาษาอังกฤษ
  2. ใบปะหน้า – เขียนใบปะหน้าเอกสารโดยสรุปของการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น อาทิเช่นวันเวลาเดินทาง สถานที่ที่ต้องการเที่ยว และรายการหรืออธิบายสั้น ๆ ถึงเอกสารที่รวบรวมมาเพื่อประกอบการพิจารณา
  3. สัญญาเช่า/สัญญากู้บ้าน/ผ่อนรถ – เป็นเอกสารประกอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ที่มีภาระผูกพันกับฐานที่อยู่ในประเทศไทย ให้ทางสถานทูตมั่นใจได้ว่าคุณจะกลับมาอย่างแน่นอน

หลังจากที่เราเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเข้ารับการสัมภาษณ์ในการขอวีซ่าเชงเก้นตามวันนัดหมาย การสัมภาษณ์จะเป็นการถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ ที่ทำงาน วัตถุประสงค์ในการเดินทาง ข้อมูลการเดินทางอื่นๆ ซึ่งเราจะต้องตอบให้สอดคล้องกับรายละเอียดที่กรอกลงในแบบฟอร์มคำขอ และเอกสารที่ได้ยื่นไป โดยปกติขั้นตอนการสัมภาษณ์นี้จะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 10-15 นาที

หลังจากนั้นก็รอผลในการขอวีซ่า ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 15 วันทำการ แต่ในบางกรณีอาจจะนานถึง 45 วันทำการเลยทีเดียว หากผลของวีซ่าออกมาผ่านก็เตรียมตัวไปเที่ยวยุโรปตามแผนที่วางเอาไว้ได้เลย แต่ถ้าใครที่ถูกปฎิเสธก็ไม่ต้องเสียใจไป เราสามารถนำเหตุผลในการปฎิเสธครั้งนี้ไปปรับปรุงเพื่อใช้ในการยื่นวีซ่ารอบถัดไปได้ และหากใครซื้อประกันการเดินทางของ Allianz Travel ก็สามารถทำเรื่องขอคืนเงินด้วยเหตุผลว่ายื่นวีซ่าไม่ผ่านได้ค่ะ*

และทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลวิธีขอวีซ่าเชงเก้นเที่ยวยุโรป ซึ่งหากเราทำตามขั้นตอน และเตรียมเอกสารให้พร้อมเพื่อให้สถานทูตมั่นใจว่าคุณไปเที่ยวจริง ๆ  โอกาสที่เราจะได้วีซ่าก็น่าจะสูง และได้ไปเยือนเมืองในฝันสมดั่งใจต้องการ ส่วนใครที่อยากเที่ยวแต่ยังเกรงๆ กับขั้นตอนการขอวีซ่าอยู่ Allianz Travel ก็ขอส่งกำลังใจให้คุณยื่นขอวีซ่าให้สำเร็จนะคะ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

9 สิ่งที่คุณควรรู้ ในการ เตรียมตัวศึกษาต่อต่างประเทศ

9 สิ่งที่คุณควรรู้ การเตรียมตัว ศึกษาต่อต่างประเทศ

การศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นหนึ่งในการเดินทางออกไปผจญภัยครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อคุณสมัครเข้าเรียนในโปรแกรมที่ตรงกับความต้องการหรือเป้าหมายของคุณแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งใหญ่ของคุณ คุณเริ่มมีคำถามมากมาย อย่างเช่น ต้องเตรียมอะไรบ้าง ต้องมีประกันภัยการเดินทางหรือไม่ ควรจัดการกับเงินและโทรศัพท์อย่างไรขณะอยู่ต่างประเทศ Allianz Travel พร้อมให้ความช่วยเหลือและแนะนำแนวทางเบื้องต้น อ่าน 9 สิ่งที่คุณต้องรู้ ในการเตรียมตัว ศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อให้คุณเดินทางได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นค่ะ

1. ทำหนังสือเดินทางและขอวีซ่า

คุณต้องมีหนังสือเดินทางเพื่อเดินทางและศึกษาต่อต่างประเทศ หากคุณมีอยู่แล้ว ตรวจเช็คว่าหมดอายุหรือยัง และถ้ายังไม่หมดอายุ ก็ควรมีอายุมากกว่า 6 เดือนก่อนวันที่ออกเดินทาง นอกจากนี้ หากคุณเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อย คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีหน้าว่างในหนังสือเดินทางของคุณ ดูสถานที่ทำพาสปอร์ตในกรุงเทพและปริมณฑลได้ที่นี่

การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - ทำหนังสือเดินทางและขอวีซ่า

นอกจากหนังสือเดินทางแล้ว คุณอาจต้องขอวีซ่าเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ละประเทศมีข้อกำหนดในการขอวีซ่าที่แตกต่างกัน อ่านระเบียบข้อบังคับของประเทศที่คุณต้องการไปศึกษาจากเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศหรือสถานทูตของประเทศนั้นๆ หรือติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับข้อกำหนดของวีซ่าและข้อจำกัดการเดินทางจากสถานทูตหรือสถานกงสุลที่ใกล้ที่สุดของประเทศที่คุณวางแผนจะไป การยื่นคำร้องขอวีซ่าอาจใช้เวลาหลายวันไปจนถึงหลายเดือนในการดำเนินการ ดังนั้นอย่ารอช้า! คุณอาจจำเป็นต้องตรวจร่างกายและประวัติ ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ

2. ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ

วางแผนไปพบแพทย์และตรวจร่างกายก่อนออกเดินทาง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณมีสุขภาพที่ดี นำประวัติทางการแพทย์ของคุณติดตัวไปด้วยเผื่อเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินในต่างประเทศ เช็คข้อกำหนดการฉีดวัคซีนของประเทศปลายทาง และจองเวลาฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะแจ้งประเภทของวัคซีนที่คุณต้องฉีดมาให้คุณทราบล่วงหน้า (ถ้ามี) แต่หากคุณอยากได้ข้อมูลล่าสุด คุณอาจต้องติดต่อศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค

การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ

ถ้าคุณมีโรคประจำตัวที่ต้องทานยาตามใบสั่งแพทย์เป็นประจำ คุณต้องการนำยาติดตัวไปให้เพียงพอสำหรับการอยู่ต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่ศึกษาต่อ (ถ้าเป็นไปได้) ยาที่นำติดตัวไปต้องบรรจุในภาชนะที่มีฉลากถูกต้อง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าเป็นยาที่ผิดกฎหมาย คุณควรนำใบสั่งยาหรือบันทึกที่ลงนามโดยแพทย์ของคุณมาด้วย

3. ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาเพื่อหาตั๋วเครื่องบินราคาไม่แพง

ปัจจุบัน การหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกจะเป็นเรื้องของช่วงเวลาและโชคช่วย ค่าตั๋วอาจมีราคาแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับวันและเวลาที่คุณต้องการบินและสถานที่ที่คุณซื้อตั๋ว เข้าเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาเพื่อหาเที่ยวบินที่ราคาถูกที่สุดสำหรับวันที่คุณต้องการ นอกจากนี้ คุณอาจสอบถามจากตัวแทนที่จัดการเรื่องการศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะพวกเขาสามารถจัดหาตั๋วที่มีความยืดหยุ่นและราคาไม่แพงสำหรับนักเรียนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศให้ได้

การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาเพื่อหาตั๋วเครื่องบินราคาไม่แพง

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ สอบถามไว้ก่อนว่าตั๋วสามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้หรือไม่ เพราะคุณคงไม่อยากซื้อตั๋วใหม่ทั้งใบ หากคุณตัดสินใจที่จะอยู่ต่างประเทศนานขึ้นอีกหน่อย! สายการบินส่วนใหญ่จะมีค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนวันเดินทางบวกกับส่วนต่างของราคา แต่ตั๋วบางประเภทสามารถเปลี่ยนวันได้โดยไม่ต้องสียค่าใช้จ่าย

เราขอแนะนำให้คุณเดินทางไปถึงล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วันก่อนวันเปิดเทอม เพื่อช่วยให้คุณปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่หรืออาการเจ็ทแล็ก

4. ศึกษาประเพณีท้องถิ่นของประเทศจุดหมายปลายทาง

การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - ศึกษาประเพณีท้องถิ่นของประเทศจุดหมายปลายทาง

ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ ใช้เวลาศึกษาทำความคุ้นเคยกับประเทศปลายทางของคุณให้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น เรื่องวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ รัฐบาล และสิ่งอื่นๆ พูดคุยกับคนอื่นๆ ที่เคยอยู่ที่นั่นและหาโอกาสชมภาพยนตร์และอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศและวัฒนธรรมของประเทศนั้น เรียนรู้สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ

5. ฝึกฝนทักษะทางภาษาของคุณ

ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศไหน หากไม่ใช่ประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ คุณควรเรียนรู้คำพูดหรือวลีพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปในภาษาของประเทศนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณสื่อสารกับเพื่อนนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้คุณสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ง่ายขึ้น ความพยายามที่จะสื่อสารกับใครสักคนในภาษาของพวกเขา แสดงว่าคุณกำลังให้ความสนใจกับวัฒนธรรมของพวกเขา และช่วยสร้างความสัมพันธ์ได้ในระยะยาว

การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - ฝึกฝนทักษะทางภาษาของคุณ

ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดง่ายๆ ยังช่วยให้คุณเอาตัวรอดในสถานการณ์ประจำวัน เช่น การสั่งอาหารหรือการสอบถามเส้นทาง ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจและมั่นใจในสิ่งรอบตัว เนื่องจากคุณจะสามารถพูดจาโต้ตอบง่ายๆ ได้มากขึ้น

คุณอาจเตรียมพร้อมสำหรับประสบการณ์การเรียนในต่างประเทศด้วยการลงทะเบียนเรียนภาษา ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่พูดภาษานั้นๆ ได้ ดาวน์โหลดแอปภาษา เพื่อใช้ในการพูดคุยในชีวิตประจำวันของคุณ เป็นต้น

6. เตรียมการเงินของคุณสำหรับการไป ศึกษาต่อต่างประเทศ

การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - เตรียมการเงินของคุณ

ตั้งค่าบัญชีออนไลน์

จัดการเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์และตั้งค่าให้เรียบร้อย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการเงินของคุณในขณะที่อยู่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่คุณสามารถใช้บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต เพื่อกดเงินสดในสกุลเงินท้องถิ่น นอกจากนี้ สอบถามให้แน่ใจว่าบัตรเครดิตของคุณไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ มิฉะนั่นคุณต้องเสียเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก หากคุณใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้ารายวัน

แจ้งธนาคารและผู้ให้บริการบัตรของคุณว่าคุณจะไป ศึกษาต่อต่างประเทศ

คุณต้องแจ้งธนาคารและผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณเกี่ยวกับแผนการศึกษาต่อในต่างประเทศ มิฉะนั้น คุณอาจเสี่ยงที่จะถูกล็อคบัญชีของคุณขณะอยู่ต่างประเทศได้ เพราะพวกเขาอาจตั้งค่าสถานะว่าเป็นการฉ้อโกง

นำเงินสดสำรองไปด้วย

นำเงินสดสำรองไปใช้สำหรับ 2-3 วันแรก และในกรณีฉุกเฉิน แลกเงินในสกุลเงินของประเทศปลายทางของคุณประมาณ 5,000-10,000 บาท หากคุณไม่สามารถแลกสกุลเงินนั้นๆ ได้ที่ประเทศไทย ให้นำดอลลาร์สหรัฐติดตัวไปหรือกดถอนเงินสดที่ตู้ ATM ในสนามบินปลายทางทันทีที่คุณมาถึง

7. การจัดเตรียมของที่จะนำไปด้วย

พยายามนำของไปให้น้อยที่สุด สอบถามสายการบินเรื่องน้ำหนักสัมภาระที่อนุญาตให้โหลดใต้ท้องเครื่องและถือขึ้นเครื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมของสัมภาระที่น้ำหนักเกิน สายการบินส่วนใหญ่จะอนุญาตจำนวนสัมภาระดังต่อไปนี้:

  • กระเป๋าใบใหญ่ที่โหลดใต้ท้องเครื่องไม่เกิน 2 ใบ
  • กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง เช่น เป้สะพายหลัง 1 ใบ
  • กระเป๋าใส่ของใช้ส่วนตัว เช่น กระเป๋าเงิน  1 ใบ

เคล็ดลับการจัดกระเป๋าสำหรับการไป ศึกษาต่อต่างประเทศ

  • นำอุปกรณ์อาบน้ำขนาดพกพาติดตัวไปด้วยเพื่อใช้ในช่วงสองสัปดาห์แรกของคุณ
  • ทิ้งผ้าเช็ดตัวหรือผ้าปูที่นอนไว้ที่บ้าน เพราะจะทำให้เปลืองพื้นที่ในกระเป๋า ควรไปหาซื้อที่ประเทศปลายทาง
  • นำรองเท้ามาสัก 3-4 คู่ (ถ้าจำเป็น)
  • นำหัวแปลงปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณติดไปด้วย
  • นำภาพถ่ายครอบครัวหรือภาพความทรงจำของครอบครัมมาด้วยเพื่อช่วยแก้อาการคิดถึงบ้าน
  • หากคุณสวมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ อย่าลืมนำแว่นสำรองติดตัวไปด้วย
การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - การจัดเตรียมของที่จะนำไปด้วย

ขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลนักเรียนหรือนักศึกษาต่างประเทศว่าควรนำของใช้จำเป็นอะไรไปบ้าง ซึ่งของบางอย่างสามารถหาซื้อได้ในต่างประเทศและราคาไม่แพง ศึกษาสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง ถ้าคุณกำลังเดินทางไปประเทศที่อยู่ทางใต้ของเส้นศูนย์สูตรในเดือนมกราคม คุณก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย

อย่าลืมนำรูปถ่าย สูตรอาหาร และของที่ระลึกจากที่บ้านมาด้วย เพราะของเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยได้ในช่วงเวลาที่คิดถึงบ้าน นำสมุดบันทึกมาจดประสบการณ์การศึกษาต่อในต่างประเทศของคุณ นอกจากนี้ ของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ จากประเทศไทย ยังเป็นของขวัญที่ดีสำหรับเพื่อนใหม่หรือครอบครัวอุปถัมภ์

8. หาข้อมูลแพคเกจผู้ให้บริการโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต

การเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ - หาข้อมูลแพคเกจผู้ให้บริการโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต

การใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเมื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ คุณอาจต้องโทรติดต่อคนที่มารับที่สนามบิน ค้นหาสถานที่สำคัญหรือดูเส้นทางการเดินทางผ่าน Google Maps หาข้อมูลรถรับส่งก่อนที่คุณจะเดินทาง ใช้แอปหรือโซเชียลมีเดียเพื่อโทรและส่งข้อความถึงคนที่บ้านได้โดยไม่เสียค่าบริการระหว่างประเทศ ก่อนซื้อแพคเกจการใช้งานอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ระหว่างประเทศจากผู้ให้บริการในประเทศไทย คุณควรศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบกับราคาแพคเกจโทรศัพท์มือถือในประเทศปลายทาง นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ ให้เตรียมโทรศัพท์สำรองราคาถูกไว้ด้วย เผื่อมีเหตุเกิดขึ้นกับโทรศัพท์ของคุณ!

9. ทำประกันภัยการเดินทางสำหรับ ศึกษาต่อต่างประเทศ

การมีประกันสุขภาพและอุบัติเหตุที่เชื่อถือได้ในขณะที่คุณกำลังศึกษาในต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงความคุ้มครองสำหรับการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินและการส่งตัวกลับประเทศ (แต่หวังว่าจะไม่เกิดเหตุเช่นนั้น!) ประกันสุขภาพของคุณอาจคุ้มครองคุณในต่างประเทศ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมสิทธิประโยชน์อื่นๆ* ที่คุณจะได้รับเพิ่มเติมจากประกันภัยสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น:

  • เที่ยวบินล่าช้า
  • กระเป๋าเดินทางหรือทรัพย์สินส่วนตัวสูญหาย
  • การพลาดการต่อเที่ยวบิน
  • ความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก
  • ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทย เมื่อเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านชั่วคราว

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่เราควรมีติดตัวไว้ระหว่าง ศึกษาต่อต่างประเทศ คือ ประกันภัยสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวอุ่นใจ ยามที่คุณต้องอยู่ไกลบ้าน ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นขณะไปท่องเที่ยวช่วงวันหยุด หรือค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยขณะกลับมาเยี่ยมบ้าน อ่านรายละเอียดความคุ้มครองของ ประกันภัยสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ Allianz Travel ได้ที่นี่*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : Preparing for Study Abroad: 9 Things You Need to Know | Go Overseas

เลือกแผนประกันเรียนต่อต่างประเทศที่ใช่สำหรับคุณ ประกันเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel

ประกันเดินทางสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ จำเป็นหรือไม่?

ประกันเดินทางสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ จำเป็นหรือไม่

นักเรียนหรือนักศึกษาที่กำลังจะเริ่มต้นผจญภัยครั้งใหม่กับการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ต้องเตรียมตัวรับมือกับวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย และบางครั้งอาจทำอะไรไม่ถูก หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่ออยู่ไกลบ้าน อย่างเช่น เจ็บป่วยกะทันหันจนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ประสบอุบัติเหตุ ปัญหาทรัพย์สินหรือกระเป๋าเดินทางสูญหายหรือเสียหายระหว่างเดินทางกับขนส่งสาธารณะ เที่ยวบินเกิดการล่าช้าและต้องติดอยู่ที่สนามบินเป็นเวลานาน เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เสียเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว ดังนั้นเพื่อความอุ่นใจ และมั่นใจได้ว่าจะมีตัวช่วยยามเกิดปัญหา สิ่งหนึ่งที่จำเป็นและควรเตรียมพร้อมไปจากเมืองไทยก็คือประกันภัยสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ช่วยคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าว

ความแตกต่างระหว่างประกันภัยการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศและประกันสุขภาพสำหรับนักเรียนต่างชาติ

ประกันการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ Allianz Travel ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมตั้งแต่วินาทีที่เดินทางออกจากประเทศไทยสูงสุด 2 ปี นอกจากความคุ้มครองขณะที่กำลังเรียนอยู่ต่างประเทศ ยังให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินขณะกลับประเทศไทยเป็นการชั่วคราวกรณีศึกษาระยะยาวมากกว่า 1 ปี ซึ่งแตกต่างกับประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติที่คุ้มครองคุณเฉพาะในช่วงเวลาระหว่างการศึกษาในต่างประเทศเท่านั้น

ประกันการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศประกันสุขภาพสำหรับนักเรียนต่างชาติ
ให้ความคุ้มครองตั้งเริ่มต้นออกเดินทางจากประเทศไทยจนถึงช่วงระหว่างการศึกษา และยังมีความคุ้มครองรวมถึงค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทย กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินขณะกลับประเทศไทยเป็นการชั่วคราว และต้องเดินทางกลับไปศึกษาต่อให้ความคุ้มครองในช่วงเวลาระหว่างศึกษาต่อและสามารถต่ออายุได้ตลอดการศึกษาในต่างประเทศ
ต้องทำประกันภัยศึกษาต่อต่างประเทศก่อนเดินทางจากประเทศไทยสามารถทำประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติได้ทั้งก่อนออกเดินทางจากประเทศไทยหรือหลังจากเดินทางไปถึงต่างประเทศ
คุ้มครองการสูญเสียค่าเล่าเรียน หากเกิดเหตุที่ไม่สามารถศึกษาต่อได้ในภาคเรียนที่จ่ายเงินไปแล้วไม่คุ้มครองการสูญเสียค่าเล่าเรียน
คุ้มครองการสูญหาย หรือความเสียหายของกระเป๋าเดินทางหรือทรัพย์สินส่วนตัวไม่คุ้มครองการสูญหาย การโจรกรรม หรือความเสียหายของกระเป๋าเดินทางหรือทรัพย์สินส่วนตัว
คุ้มครองการเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉินและการส่งกลับประเทศคุ้มครองการเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉินและการส่งกลับประเทศ
เหมาะสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อระยะสั้นและต้องการความคุ้มครองระหว่างช่วงเวลาการเดินทางเหมาะสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่จะพำนักอยู่ต่างประเทศเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 24 เดือน

ประกันเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ เหมาะสำหรับใครบ้าง?

  • นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนคอร์สภาษาระยะสั้น
  • นักเรียนหรือนักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรระยะยาวกับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
  • เดินทางเพื่อทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ

หมายเหตุ:

ข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้เอาประกันภัยขึ้นอยู่กับบริษัทที่คุณซื้อประกัน ดูรายละเอียดประกันภัยศึกษาต่อต่างประเทศ Allianz Travel

ประกันเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ครอบคลุมอะไรบ้าง?

ประกันเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ Overseas Student Care ของ Allianz Travel ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางและช่วงเวลาที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงค่ารักษาพยาบาลสำหรับอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยกะทันหัน การเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน การสูญเสียหรือเสียหายของกระเป๋าเดินทางหรือทรัพย์สินระหว่างใช้บริการขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

ตัวอย่างความคุ้มครอง*

  • ชดเชยค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุสูงสุด 5,500,000 บาท
    • ค่าแพทย์ ค่ายา ค่ารถพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน ค่าห้องพักผู้ป่วยหนัก
    • ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทย กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินขณะกลับประเทศไทยเป็นการชั่วคราว และต้องเดินทางกลับไปศึกษาต่อ
    • ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องในประเทศไทย หากมีความจำเป็นต้องได้รับการติดตามผลการรักษาต่อเนื่อง
  • ชดเชยการสูญเสียค่าเล่าเรียนสูงสุด 300,000 บาท หากเกิดเหตุที่ไม่สามารถศึกษาต่อได้ในภาคเรียนที่จ่ายเงินไปแล้ว
  • ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร เพื่อให้ญาติสนิทเดินทางไปเยี่ยมผู้เอาประกันภัย กรณีผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในขณะอยู่ต่างประเทศนานกว่า 5 วัน ในการเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตหรือต้องเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉินกลับประเทศไทย
  • ค่าเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน กรณีผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยกระทันหัน รวมถึงการเคลื่อนย้ายเพื่อนำผู้เอาประกันภัยกลับสู่ประเทศไทย
  • คุ้มครองความสูญเสียหรือเสียหายอันเกิดจากการบาดเจ็บทางร่างกายโดยอุบัติเหตุ จนทำให้ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สูญเสียการมองเห็นหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
  • ชดเชยการสูญหายหรือเสียหายของกระเป๋าเดินทางหรือทรัพย์สินส่วนตัว ขณะเดินทางด้วยการขนส่งสาธารณะ
  • ประกันความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก โดยบริษัทจะให้ความคุ้มครองสำหรับความรับผิดตามกฎหมายที่ผู้เอาประกันภัยต้องชดใช้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเดินทางในต่างประเทศ 

เลือกประกันเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ แผนไหนดี?

ประกันภัยศึกษาต่อต่างประเทศแต่ละแผนมีความคุ้มครองและวงเงินผลประโยชน์ความคุ้มครองที่มากน้อยแตกต่างกัน ควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไข ข้อกำหนด เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ และรายละเอียดกรมธรรม์อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อประกันภัย

ขั้นตอนการซื้อประกันสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ

Allianz Travel นำเสนอประกันภัยศึกษาต่อต่างประเทศผ่านทางหน้าเว็บไซต์ ซึ่งคุณสามารถซื้อได้อย่างสะดวกและง่ายดาย เพียงเลือกประเทศจุดหมายปลายทาง ระยะเวลาในการเดินทางนับตั้งแต่วันที่ออกเดินทางไปจนถึงวันที่เดินทางกลับ หลังจากนั้นคุณจะได้เห็นตัวเลือกของแต่ละแผนที่มีสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองที่แตกต่างกัน อ่านและทำความเข้ารายละเอียดและเงื่อนไขความคุ้มครองก่อนทำการชำระเงิน เพียงแค่ไม่กี่นาที คุณก็จะได้รับกรมธรรม์ประกันภัยทางที่อยู่อีเมลที่คุณแจ้งไว้

ข้อควรทราบก่อนซื้อประกันเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ

  • ไม่ควรซื้อแผนที่ถูกที่สุด ถึงแม้ว่ามันจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายตอนซื้อ แต่แผนประกันภัยการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศที่ราคาถูกอาจไม่ได้ให้ความคุ้มครองครบในสิ่งที่คุณต้องการในยามฉุกเฉิน
  • เลือกแผนประกันที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในระดับที่เหมาะสม เหมาะกับค่าใช้จ่ายในประเทศที่กำลังจะไปศึกษา
  • อ่านเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างละเอียด ดูว่าสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับครอบคลุมอะไรบ้าง และมีเงื่อนไขเพิ่มเติมหรือข้อยกเว้นอะไรบ้าง
  • ตรวจเช็คว่าแผนที่คุณเลือกเป็นไปตามข้อกำหนดของโรงเรียนหรือข้อกำหนดของวีซ่านักเรียนหรือไม่
  • ศึกษาวิธีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้เตรียมเอกสารและดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
  • เลือกบริษัทที่มีเบอร์โทรติดต่อ และให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 

ประกันเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ มีระยะเวลาคุ้มครองนานแค่ไหน?

ประกันสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศของ Allianz Travel สามารถเลือกระยะเวลาความคุ้มครองให้ตรงตามระยะเวลาที่คุณจะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศได้ตั้งแต่ 3 เดือนจนถึง 24 เดือน และความคุ้มครองจะเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่คุณเดินทางออกจากประเทศไทย

ควรทำประกันเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ตอนไหน?

เงื่อนไขสำคัญของการทำประกันภัยการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศคือคุณจะต้องซื้อก่อนออกเดินทางจากประเทศไทยอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หากคุณเดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้ว คุณจะไม่สามารถซื้อประกันภัยศึกษาต่อต่างประเทศจากบริษัทในประเทศไทยได้ แต่ในบางกรณี คุณอาจต้องซื้อประกันภัยศึกษาต่อต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบในการยื่นขอวีซ่า หรือแสดงต่อสถาบันการศึกษาที่คุณสมัครตามข้อกำหนด เพื่อให้ได้เอกสารยืนยันการรับคุณเข้าเรียน

ประกันการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ มีค่าใช้จ่ายเท่าไร?

ราคาของประกันภัยสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศขึ้นอยู่กับ:

  • ระยะเวลาที่คุณต้องการความคุ้มครอง หากคุณเดินทางนาน ค่าเบี้ยก็จะสูงขึ้น
  • วงเงินผลประโยชน์ความคุ้มครอง หากคุณเลือกแผนประกันที่มีวงเงินสูง คุณจะต้องจ่ายค่าเบี้ยในราคาที่แพงขึ้น

ประกันภัยการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นข้อบังคับหรือไม่?

ในกระบวนการขอวีซ่าสำหรับบางประเทศ อาจมีข้อกำหนดให้ยื่นประกันภัยการเดินทางหรือประกันภัยการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศสำหรับนักเรียนที่กำลังจะไปศึกษาต่อต่างประเทศร่วมกับการขอวีซ่านักเรียน เพื่อแสดงให้สถานทูตเห็นว่าคุณมีประกันภัยการเดินทางเพียงพอสำหรับช่วงเริ่มต้นของการศึกษา แต่ถึงแม้ว่าคุณจะไปศึกษาในประเทศที่ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีประกันภัยการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ก็ไม่ควรประมาท การซื้อประกันการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศไว้จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจไร้กังวลหากต้องเจอกับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ระหว่างเดินทางอยู่ต่างประเทศ เช่น การเจ็บป่วยหรือการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งการมีประกันภัยศึกษาต่อต่างประเทศไว้ ช่วยให้คุณและครอบครัวอุ่นใจ แม้ยามที่คุณต้องอยู่ไกลบ้าน อ่านรายละเอียดความคุ้มครองของประกันภัยการเดินทางสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ Allianz Travel ได้ที่นี่*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด


เลือกแผนประกันเรียนต่อต่างประเทศที่ใช่สำหรับคุณ ประกันเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel

วิธีสมัคร eTA แคนาดา ทำได้ง่ายด้วยตนเอง

วิธีสมัคร eTA แคนาดา ทำได้ง่ายด้วยตนเอง

นักท่องเที่ยวชาวไทยที่อยากไป เที่ยวแคนาดา สามารถเดินทางได้ง่ายขึ้นแล้ว เมื่อรัฐบาลแคนาดาปรับเงื่อนใขในการเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 13 ประเทศ ที่รวมถึงประเทศไทยด้วย สามารถเดินทางเข้าแคนาดาได้โดยไม่ขอวีซ่าและพำนักอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน เพียงแค่สมัครขออนุมัติการเดินทางทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ eTA ซึ่งสามารถทำออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบายและไม่ยากเลยค่ะ Allianz Travel จะนำ วิธีสมัคร eTA แคนาดา ทำได้ง่ายด้วยตนเอง มาแนะนำแบบทุกขั้นตอนเพื่อให้เป็นแนวทางกันค่ะ

เงื่อนไขในการลงทะเบียน eTA แคนาดา

eTA ของแคนาดา หรือ Electronic Travel Authorization คือเอกสารอนุมัติการเดินทางเข้าประเทศผ่านระบบออนไลน์ เป็นข้อกำหนดสำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับการยกเว้นวีซ่า และมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. เคยมีวีซ่าแคนาดาในช่วงไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมา หรือเป็นผู้ถือวีซ่าชั่วคราวของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่หมดอายุ
  2. มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางไปแคนาดาเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจไม่เกิน 6 เดือน
  3. เดินทางเข้าแคนาดาทางเครื่องบินหรือเปลี่ยนเครื่องที่แคนาดา โดยถือพาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุของประเทศที่สามารถลงทะเบียน eTA ได้

*หากไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวจะต้องยื่นขอวีซ่านักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางไปแคนาดาตามปกติ

สิ่งที่ต้องใช้สำหรับการสมัคร eTA แคนาดา

ผู้สมัคร eTA แคนาดาจะต้องเตรียมข้อมูลในการกรอกใบสมัครดังนี้

  • เลขที่หนังสือเดินทาง วันที่ออก วันหมดอายุ (หนังสือเดินทางควรมีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน)
  • ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ สถานที่เกิด วันเดือนปีเกิด
  • อีเมล (ผลการสมัคร eTA แจ้งผ่านทางอีเมล)
  • บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตสำหรับชำระค่าธรรมเนียม 7 ดอลล่าร์แคนาดา

หมายเหตุ

  • คุณสามารถสมัครและชำระเงินได้ครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น หากคุณต้องการสมัครให้สมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลอื่น คุณจะต้องกรอกและส่งแบบฟอร์มทีละคน
  • คุณมีเวลาจำกัดในการกรอกแบบฟอร์ม และระบบไม่สามารถบันทึกข้อมูลของคุณเพื่อกรอกในภายหลังได้ แต่คุณสามารถขยายระยะเวลาได้ หากต้องการเวลาเพิ่มอีก เมื่อคุณเห็นข้อความ ‘Session timeout warning (คำเตือนการหมดเวลา)’ ปรากฏขึ้น ให้คลิกปุ่ม ‘Continue session (ดำเนินการต่อ)’ เพื่อขยายเวลาเพิ่ม
วิธีลงทะเบียน eTA แคนาดา

การกรอกใบสมัคร eTA ออนไลน์

  1. เริ่มสมัครโดยเข้าเว็บไซต์ https://onlineservices-servicesenligne.cic.gc.ca/eta/welcome
  2. เข้าสู่หน้า การสมัครขออนุมัติการเดินทางทางอิเล็กทรอนิกส์ (eTA)
  3. คุณสมัครในนามบุคคลอื่นหรือไม่

ในบทความนี้จะแนะนำวิธีลงทะเบียนสำหรับผู้ที่สมัครด้วยตนเอง ดังนั้นสำหรับคำถามนี้ จะต้องตอบ No (ไม่ใช่) หากคุณเป็นพ่อแม่/ผู้ปกครอง หรือตัวแทนที่สมัครขอ eTA ให้กับบุคคลอื่น คุณต้องตอบ ใช่ (Yes) และต้องกรอกรายละเอียดเพิ่มเติม

วิธีลงทะเบียน eTA แคนาดา - สิ่งที่ต้องใช้สำหรับการสมัคร eTA แคนาดา
  1. เริ่มกรอกใบสมัคร คุณต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้อง ถ้าข้อมูลไม่ตรงตามหนังสือเดินทางคุณจะไม่สามารถเดินทางได้ ใบสมัครมีแค่ภาษาอังกฤษกับภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น 
  2. คุณใช้เอกสารเดินทางอะไรในการเดินทางไปแคนาดา – ให้เลือกประเภทหนังสือเดินทางของคุณ
วิธีลงทะเบียน eTA แคนาดา - เริ่มกรอกใบสมัคร
  1. เลือกรหัสประเทศในหนังสือเดินทาง – สำหรับหนังสือเดินทางไทยให้เลือก THA (Thailand)
  2. คุณเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐอเมริกา โดยมีหมายเลขประประจำตัวที่แสดงสัญชาติและการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา (USCIS) ที่ถูกต้องหรือไม่
  • ถ้ามี ตอบ ใช่  – ไม่จำเป็นต้องสมัคร  eTA เมื่อเดินทางเข้าแคนาดา สามารถใช้แสดงเอกสารยืนยันการมีถิ่นที่อยู่ถาวรในสหรัฐอเมริกาได
  • ถ้าไม่มี ตอบ ไม่ใช่ และกรอกข้อมูลต่อ
  1. เลือกสัญชาติที่ระบุไว้ในหนังสือเดินทาง – สัญชาติไทยเลือก Thailand
วิธีลงทะเบียน eTA แคนาดา - กรอกข้อมูลรหัสประเทศ, ข้อมูลถิ่นที่อยู่ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐอเมริกา (USCIS) และสัญชาติ
  1. คุณเดินทางไปแคนาดาทางเครื่องบินหรือไม่

คุณต้องเดินทางไปแคนาดาทางเครื่องบินเท่านั้น ถึงสามารถสมัคร eTA ได้ หากเดินทางด้วยวิธีการอื่น คุณไม่สามารถสมัคร eTA และต้องไปขอวีซ่าเข้าประเทศแคนาดาตามปกติ

  1. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คุณเคยมีวีซ่าแคนาดาแบบพำนักชั่วคราวหรือไม่ – ถ้าเคยมี ตอบ ใช่  ถ้าไม่เคยมี ตอบ ไม่ใช่
  2. ปัจจุบันคุณมีวีซ่าชั่วคราวของสหรัฐอเมริกาหรือไม่
  • ถ้าคุณไม่มีวีซ่าชั่วคราวของสหรัฐอเมริกา และไม่เคยมีวีซ่าแคนาดาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  คุณไม่สามารถสมัคร eTA ได้
  • ถ้าคุณไม่มีวีซ่าชั่วคราวของสหรัฐอเมริกา แต่เคยมีวีซ่าแคนาดาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คุณสามารถสมัคร eTA ได้
วิธีลงทะเบียน eTA แคนาดา - กรอกข้อมูลรหัสประเทศ, ข้อมูลถิ่นที่อยู่ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐอเมริกา (USCIS) และสัญชาติ

12. ถ้ามีวีซ่าสหรัฐอเมริกา กรอกรายละเอียดเพิ่มเติม – หมายเลขวีซ่าของสหรัฐอเมริกา และวันหมดอายุ

วิธีลงทะเบียน eTA แคนาดา - กรอกรายละเอียดเพิ่มเติม ถ้ามีวีซ่าสหรัฐอเมริกา

13. ข้อมูลหนังสือเดินทาง – หมายเลขหนังสือเดินทาง ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เพศ ประเทศเกิด เมืองเกิดวันที่ออกหนังสือเดินทาง วันที่หนังสือเดินทางหมดอายุ

กรอกข้อมูลหนังสือเดินทางของผู้สมัคร
  1. ข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัคร
  • สัญชาติ – เลือกประเทศที่คุณเป็นพลเมืองอยู่
  • คุณเคยยื่นขอวีซ่าหรือมีวีซ่า/eTA หรือมีใบอนุญาตให้ไปเยี่ยมเยียน อยู่อาศัย ทำงาน หรือศึกษาในแคนาดาหรือไม่
  1. ข้อมูลการติดต่อ
  • เลือกภาษาที่ต้องการใช้ในการติดต่อ – อังกฤษ/ฝรั่งเศส
  • อีเมล – ใส่อีเมลที่สามารถติดต่อได้ อีเมลนี้จะใช้ในการแจ้งผลการสมัคร
กรอกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการติดต่อ
  1. รายละเอียดที่อยู่ – ใส่ที่อยู่ถาวรเท่านั้น ห้ามใส่ที่อยู่ชั่วคราวหรือตู้ไปรษณีย์
  2. รายละเอียดการเดินทาง
  • ถ้าทราบว่าจะเดินทางไปแคนาดาเมื่อไหร่ ตอบ Yes
  • ถ้ายังไม่ทราบตอบ No
กรอกรายละเอียดที่อยู่ และรายละเอียดการเดินทาง

18. การยืนยันของผู้สมัคร – อ่านคำประกาศหรือยืนยันว่ากรอกข้อมูลตามความเป็นจริง คลิกยอมรับ และพิมพ์ชื่อให้ตรงกับหนังสือเดินทาง

ทำการให้คำยินยอมและการยืนยันข้อมูลการลงทะเบียน
  1. หลังจากลงชื่อเรียบร้อยแล้วให้คลิก Proceed to Payment เพื่อดำเนินการจ่ายค่าธรรมเนียมการสมัคร
  2. พิมพ์ใบเสร็จค่าธรรมเนียมทันทีที่สมัครเสร็จ คุณจะไม่สามารถพิมพ์หรือขอสำเนาใหม่ในภายหลังได้
  3. คุณจะได้รับอีเมลยืนยันการสมัคร eTA ทางอีเมล หากไม่ได้รับอีเมล ให้ตรวจสอบโฟลเดอร์ Junk Mail ของคุณด้วย
  4. เมื่อได้รับอีเมลยืนยัน คุณสามารถตรวจสอบสถานะการสมัครได้ที่ https://onlineservices-servicesenligne.cic.gc.ca/eta/applicationQuery โดยกรอกหมายเลขใบสมัครที่ขึ้นต้นด้วยตัว V ดูจากอีเมลที่คุณได้รับหลังจากส่งใบสมัครแล้ว และกรอกหมายเลขหนังสือเดินทาง ประเทศที่ออกหนังสือเดินทาง

วันออกหนังสือเดินทาง และวันที่หนังสือเดินทางหมดอายุให้ตรงกับที่คุณกรอกในใบสมัคร

หลังจากชำระค่าธรรมเนียม ผู้ลงทะเบียนจะได้รับอีเมลยืนยัน
  1. เมื่อใบสมัครได้รับอนุมัติ คุณจะได้รับแจ้งผลทางอีเมล

**คุณควรตรวจสอบชื่อ นามสกุล และหมายเลขหนังสือเดินทางให้ตรงตามหนังสือเดินทางของคุณทันทีที่คุณได้รับอีเมลแจ้งผลอนุมัติ หากรายละเอียดดังกล่าวไม่ถูกต้อง คุณจะไม่สามารถเดินทางไปแคนาดาได้ ดังนั้นคุณจะต้องดำเนินการสมัครและขำระเงินใหม่ นอกจากนี้ถ้าคุณสมัครในเวลากระชั้นชิด คุณอาจไม่ได้รับอนุมัติ eTA ได้ทัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของคุณ

เมื่อใบสมัครได้รับการอนุมัติ ผู้ลงทะเบียนจะได้รับแจ้งทางอีเมล

eTA แคนาดาใช้เวลาในการพิจารณานานแค่ไหน

การสมัคร eTA เป็นการกรอกข้อมูลออนไลน์ ผู้สมัครส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติ eTA (ทางอีเมล) ในเวลาไม่นาน แต่บางกรณี อาจใช้เวลาดำเนินการหลายวัน ซึ่งจะมีอีเมลแจ้งให้ทราบถึงขึ้นตอนต่อไปที่คุณต้องดำเนินการต่อ ดังนั้น คุณควรรีบสมัคร eTA ทันทีที่คุณทราบกำหนดการเดินทาง และควรรอให้ได้รับอนุมัติก่อนที่จะจองเที่ยวบินไปแคนาดา

หลังจากคุณได้รับการอนุมัติแล้ว ข้อมูลหนังสือเดินทางของคุณจะถูกบันทึกอยู่ในระบบ และ eTA มีอายุ 5 ปี หรือจนกว่าหนังสือเดินทางจะหมดอายุ แล้วแต่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใดถึงก่อน คุณสามารถเดินทางเข้าประเทศแคนาดาได้ตลอดเวลาภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ระยะเวลาที่อยู่ในแคนาดาแต่ละครั้งต้องไม่เกิน 6 เดือน และหากคุณต้องทำหนังสือเดินทางใหม่ คุณจะต้องดำเนินการสมัครขออนุมัติ eTA ใหม่

เราหวังว่า วิธีสมัคร eTA แคนาดา ทำได้ง่ายด้วยตนเอง แบบละเอียดทุกขั้นตอน  จะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้กับผู้ที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวแคนาดา อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขการสมัครก่อนนะคะ หากมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ก็สามารถดำเนินการสมัครได้เลยค่ะ ขอให้ทุกท่านผ่านการอนุมัติและเดินทางโดยสวัสดิภาพค่ะ

สิ่งสำคัญที่ควรมีในการเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคยทั้งสภาพอากาศ หรืออาหารการกิน อาจทำให้เราเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดเหตุฉุกเฉินที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน จนต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณ เที่ยวต่างประเทศได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล ก็คือ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันภัยการเดินทาง Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากเกือบทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล การเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง กระเป๋าเดินทางหรือเอกสารสำคัญสูญหาย และอื่นๆ อีกมากมาย* อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : Electronic Travel Authorization (eTA) – Canada.ca, Final Instructions Apply eTA – Canada.ca

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

8 สิ่งที่ควรรู้ สำหรับการเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

8 สิ่งที่ควรรู้ สำหรับ การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวหรือต้องเดินทางบ่อย ๆ กระเป๋าเดินทางเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ใช้บรรจุเสื้อผ้า ของใช้จำเป็น หรืออุปกรณ์เสริมสำหรับการเดินทาง การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง ดี ๆ ซักใบ จะช่วยให้การเดินทางของคุณสะดวกสบายเพิ่มขึ้นหลายสเต็ป ไม่ต้องเหนื่อยกับการลากกระเป๋าเดินทางหรือกังวลว่าจะขนย้ายกระเป๋านเดินทางยังไง ทำให้ทริปของคุณสนุก เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจตามที่วางแผนไว้ Allianz Travel อยากให้คุณเริ่มต้นเดินทางได้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มจากการเลือกกระเป๋าเดินทางที่เหมาะสมกับการเดินทางของคุณ เรามาดูกันว่า 8 สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง มีอะไรบ้าง

1. การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง จากรูปแบบของกระเป๋าเดินทาง

นักท่องเที่ยวมีหลายสไตล์ ทั้งสายชิลล์ สายเที่ยวในเมือง นอนโรงแรม หรือสายธรรมชาติ ชอบกางเต็นท์หรือนอนโฮสเทล ดังนั้น การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการท่องเที่ยวของตนเอง เพื่อความสะดวกสบายในการท่องเที่ยวมากที่สุด

หากจัดทริปแบบที่มีการเดินทางหลายรูปแบบ ก็ควรใช้กระเป๋าเดินทางที่มีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย การยกเก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระบนเครื่องบิน บนรถไฟ รวมถึงบนรถบัสอีกด้วย และถ้าเป็นทริปที่มีการเดินเป็นส่วนมาก ควรเลือกกระเป๋าที่สามารถยกและเคลื่อนย้ายได้สะดวกในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินข้ามถนน การขึ้นบันได การขึ้นลิฟต์ การขึ้นรถเมล์ การขึ้นรถไฟ เป็นต้น จึงควรเลือกกระเป๋าเป้แบบสะพายหลัง หรือเพิ่มฟังก์ชั่นแบบมีล้อในตัว เพราะสามารถเลือกสะพายหรือใช้ล้อลากก็ได้

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - รูปแบบของกระเป๋าเดินทาง

หากเดินทางด้วยเครื่องบิน ก็ต้องเช็คเรื่องการจำกัดน้ำหนักของกระเป๋า ทั้งกระเป๋าที่โหลดลงใต้เครื่องและกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่อง จึงควรเลือกกระเป๋าเดินทางที่สามารถถือได้ด้วยตนเอง สามารถยกขึ้นรถ เดินทางไปสนามบิน และเช็คอินได้อย่างสะดวก รวมถึงกระเป๋าใบที่ถือขึ้นเครื่อง ควรยกขึ้นเก็บบนช่องเก็บสัมภาระเหนือหัวได้อย่างสะดวก

หากเดินทางด้วยเรือ กระเป๋ามักจะถูกกองรวมกันไว้ในท้องเรือ ฉะนั้นจึงควรเลือกกระเป๋าที่มีความแข็งแรง เมื่อถูกวางทับด้วยกระเป๋าใบอื่น ๆ กระเป๋าจะไม่เปลี่ยนรูปและช่วยป้องกันของภายในกระเป๋าไม่ให้รับน้ำหนักมากเกินไป จนเกิดความเสียหายได้

2. การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง จากขนาดของกระเป๋าเดินทาง

เลือกขนาดของกระเป๋าเดินทางให้เหมาะสมกับสิ่งของที่จะใส่และระยะเวลาที่เราจะไปเที่ยว ที่สำคัญคือคุณควรเลือกกระเป๋าเดินทางที่มีขนาดโดยรวมที่คุณสามารถรับมือกับมันได้ เพราะบางครั้งอาจไม่มีใครช่วยคุณยกขึ้นลงและลากไปไหนต่อไหน เราไม่อยากให้คุณต้องปวดหลังหรือปวดแขนระหว่างเดินทาง คุณควรตรวจสอบขนาดและน้ำหนักของสัมภาระที่สายการบินที่คุณจะเดินทางอนุญาตให้นำไปด้วย เพราะแต่ละสายการบินมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - ขนาดของกระเป๋าเดินทาง
  • ขนาด 18-20” เป็นกระเป๋าขนาดมาตรฐานที่สามารถถือขึ้นเครื่องเมื่อเดินทางระหว่างประเทศ เหมาะอย่างยิ่งหากคุณต้องใช้บริการสายการบินยุโรปราคาประหยัด เช่น easyJet หรือ Ryanair ซึ่งมีกฎที่เข้มงวดมาก แต่สายการบินในประเทศสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้กระเป๋าขนาด 22 นิ้วขึ้นเครื่องได้ แต่ถ้าในทริปนั้น คุณวางแผนเดินทางขึ้นเครื่องเป็นหลักทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระเป๋าใบเล็กอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
  • ขนาด 23-24” เป็นขนาดที่ต้องเริ่มโหลดลงใต้ท้องเครื่องบิน เหมาะสำหรับนักเดินทางที่เดินทาง 4-6 วัน และต้องการพื้นที่เพิ่มสำหรับซื้อของฝากหรือของที่ระลึก
  • ขนาด 25-27” กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ สำหรับเดินทางหลายวัน หรือต้องการเช็คอินกระเป๋าหนึ่งใบสำหรับสองคนหรือสำหรับครอบครัว คุณยังสามารถใส่สิ่งของของทุกคนลงในกระเป๋าเดินทางเหล่านี้หนึ่งหรือสองใบเพื่อให้หยิบจับได้ง่ายก็ได้ค่ะ
  • ขนาด 28-32” เป็นกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่มาก ซึ่งอาจดูใหญ่เทอะทะ และควบคุมยากเกินไปสำหรับการเดินทางแบบมาตรฐาน แต่ขอเตือนก่อนว่าอาจเกินข้อจำกัดด้านขนาดและน้ำหนักของสายการบิน ฉะนั้นอย่าลืมเช็คข้อกำหนดก่อนค่ะ

3. การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง จากวัสดุของกระเป๋าเดินทาง

กระเป๋าเดินทางแบบล้อลากโดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 ชนิด แบบ Soft Case (แบบผ้า) กับแบบ Hard Case (แบบแข็งที่ทำจากพลาสติก ABS, PC, PP หรืออลูมิเนียม) เราจะมาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของกระเป๋าทั้ง 2 แบบให้ดูกัน

3.1 กระเป๋าเดินทางแบบ Soft Case หรือแบบผ้า

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - กระเป๋าเดินทางแบบผ้า

ข้อดี: มีน้ำหนักเบากว่าและยืดหยุ่นต่อการใช้งาน ไม่เป็นรอยง่าย สามารถยัดใส่ช่องเก็บสัมภาระที่แคบและจำกัดได้ เหมาะสำหรับผู้ที่วางแผนไปช้อปปิ้งหรือมีเสื้อผ้าสิ่งของเยอะมาก เพราะกระเป๋าสามารถเพิ่มพื้นที่ความจุได้มากขึ้น นอกจากนี้บางรุ่นยังผลิตจากผ้าที่สามารถกันน้ำได้ด้วย

ข้อเสีย: ป้องกันการกระแทกได้น้อยกว่าแบบแข็ง หากถูกโยนหรือกระแทกแรง ๆ สัมภาระด้านในอาจเกิดการแตกหักได้ ถ้าถูกกดทับมาก ๆ รูปทรงกระเป๋าอาจเสียหายได้ง่าย หากฝนตกแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก นอกจากกระเป๋าจะเปียกโชกแล้ว ยังทำความสะอาดได้ยากอีกด้วย และอาจฉีกขาดได้หากทำมาจากวัสดุที่คุณภาพไม่ดีพอ บางรุ่นไม่สามารถกันน้ำได้

3.2 กระเป๋าเดินทางแบบ Hard Case ที่ผลิตจากวัสดุพลาสติก ABS, PC, PP หรืออลูมิเนียม

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - กระเป๋าเดินทางแบบ Hard Case

ข้อดี: รูปทรงสวยงาม ดีไซน์ได้หลายรูปแบบ มีความแข็งแรงทนทาน มีโครงสร้างกันกระแทก บางรุ่นอาจผลิตจากวัสดุพิเศษที่ทำให้กระเป๋ามีน้ำหนักเบาแต่ยังคงทนแข็งแรง มีความยืดหยุ่นสูง ทนต่อการขีดข่วนและแรงกระแทกได้ดีกว่ารุ่นก่อน ๆ ทำให้ของภายในไม่เสียทรงหรือเสียหาย หากเกิดแรงกดทับหรือการกระแทกแรง ๆ สามารถกันน้ำได้ และยังสามารถป้องกันขโมยได้ระดับหนึ่งเพราะกรีดเปิดได้ยาก

ข้อเสีย: ยากต่อการเก็บ เป็นรอยขีดข่วนได้ง่ายกว่าแบบผ้า นอกจากนี้หากกระเป๋าทำมาจากวัสดุที่คุณภาพไม่ดีหรือถูกมาก ๆ ก็อาจเกิดการแตกหักได้

3.3 กระเป๋าเป้แบ็คแพค

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - กระเป๋าเป้แบ็คแพค

ควรเลือกที่ทำจากผ้าที่ทนทานต่อการฉีกขาด มีรอยเย็บที่แข็งแรง น้ำหนักเบา แต่รับน้ำหนักได้ดี และมีโครงสร้างที่ซัพพอร์ตหลัง สะพายนาน ๆ แล้วไม่ปวดหลัง ไม่เมื่อย บางรุ่นกันน้ำกันฝนได้ ระบายอากาศได้ดี

4. ลักษณะของล้อลาก

กระเป๋าเดินทางแบบมีล้อลาก ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้ายกระเป๋า กระเป๋าเดินทางล้อลากรุ่นแรก ๆ มักมีสองล้อ แต่ปัจจุบันกระเป๋าหลายยี่ห้อทำแบบสี่ล้อ ที่ช่วยให้คุณมีทางเลือกในการเข็นและดึงกระเป๋าของคุณในหลายทิศทางได้อย่างง่ายดาย

4.1 กระเป๋าลากแบบ 2 ล้อ

ข้อดี: สะดวกมากหากต้องลากกระเป๋าไปบนทางที่ขรุขระไม่สม่ำเสมอ ควรเลือกล้อที่สามารถหมุนไปได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง นอกจากนี้เมื่อวางกระเป๋าตั้งตรง กระเป๋าจะไม่เลื่อนไหล มีประโยน์เมืองยืนอยู่บนทางลาดชัน 

ข้อเสีย: ต้องใช้กำลังแขนในการลากมากกว่าแบบ 4 ล้อ เพราะกระเป๋าต้องถูกลากอยู่ด้านหลังเท่านั้น ซึ่งหากกระเป๋าหนักมากและต้องลากเป็นเวลานานอาจทำให้ปวดข้อมือและไหล่ได้

4.2 กระเป๋าลากแบบ 4 ล้อ

ข้อดี: ประหยัดแรงในการลากกระเป๋า ไม่ทำให้ปวดข้อมือหรือไหล่ หากเป็นล้อที่สามารถหมุนได้ 360 องศา จะทำให้เคลื่นย้ายกระเป๋าได้ง่ายแม้ในพื้นที่ที่จำกัด เช่น บนรถไฟ บนทางเดินในเครื่องบิน และในลิฟต์

ข้อเสีย : ล้อลากที่ยื่นออกมานอกกระเป๋า อาจพังเสียหายได้ง่าย และด้วยความที่มี 4 ล้อ กระเป๋าจึงไม่สามารถวางบนทางลาดได้ นอกจากนี้การนำกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน สายการบินจะวัดขนาดกระเป๋ารวมทั้งตัวกระเป๋าและล้อด้วย จึงควรที่จะตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระเป๋าของเราจะไม่มีขนาดที่ใหญ่เกิดข้อกำหนด

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - กระเป๋าเดินทางแบบมีล้อลาก

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • ควรเลือกล้อที่เป็นยางทั้งลูก มีตลับลูกปืน ล้อที่ฝังอยู่ในกระเป๋าจะพังยากกว่าล้อที่ยื่นออกมานอกกระเป๋า และล้อแบบคู่จะแข็งแรงทนทานกว่า 
  • เมื่อลองใช้กระเป๋าล้อลากบนพื้นเรียบ ๆ ของร้าน  ก็ต้องจำไว้ว่าคุณอาจต้องการใช้บนพื้นขรุขระหรือก้อนกรวด ซึ่งมันจะแข็งพอสำหรับสิ่งนั้นด้วยหรือไม่
  • เลือกกระเป๋าที่ล้อหมุนได้แบบ 360 องศา ซึ่งสามารถหมุนได้ฟรีสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้า ถอยหลัง หรือการเลี้ยวซ้ายขวาก็จะสะดวกกว่าล้อแบบธรรมดา ยิ่งต้องลากเดินระยะทางไกล ๆ จะช่วยผ่อนแรงได้ดีมาก ๆ สามารถลากแบบแนบลำตัวหรือลากแบบ 2 ล้อก็ได้ เพื่อความสะดวกในการลากมากที่สุด

5. เช็คน้ำหนักของตัวกระเป๋า

น้ำหนักสัมภาระจำกัดโดยเฉลี่ยสำหรับเที่ยวบินระยะไกลชั้นประหยัดคือ 23 กก. และสายการบินเริ่มเข้มงวดมากขึ้นกับน้ำหนักสัมภาระที่คุณต้องการโหลดลงเครื่อง ดังนั้นน้ำหนักของตัวกระเป๋าจึงเป็นสิ่งสำคัญ  หากตัวกระเป๋าเดินทางของคุณมีน้ำหนักมาก นั่นหมายความว่าคุณสามารถนำสิ่งของติดตัวไปได้น้อยลง หรือคุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อเพิ่มน้ำหนักของสัมภาระ ดังนั้นเมื่อคุณเลือกซื้อกระเป๋า นอกจากเรื่องความสวยงามถูกใจแล้ว ควรเช็คน้ำหนักของกระเป๋าเปล่าเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วยค่ะ

6. ซิป หูหิ้วและคันชัก

อย่าลืมตรวจดูซิปกระเป๋าให้ดีว่ามีความแข็งแรง เปิดง่ายไม่กินเนื้อผ้า กระเป๋าบางรุ่นจะมีซิป 2 ทิศทางทำให้สะดวกต่อการเปิดใช้งานอีกด้วย ควรเลือกกระเป๋าเดินทางที่มีซิปแบบ 2 ชั้น ช่วยป้องกันการโดนกรีดหรือซิปแตก

หูหิ้วกระเป๋าต้องมีความแข็งแรงสุด ๆ เพราะมันเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของกระเป๋าทั้งใบเวลายก หูหิ้วควรเป็นแบบยึดเกาะติดกับตัวกระเป๋า ยืดหดได้เป็นอย่างดี จับได้ถนัดมือ 

กระเป๋าลากจะมีหูคันชักเพื่อให้สะดวกต่อการลาก ควรเลือกแบบที่สามารถปรับระดับความยาวได้เหมาะกับความสูงของเรา ควรเป็นคันชักที่ติดตั้งอยู่ในกระเป๋าเพราะพังยากกว่า และมีความแข็งแรงทนทาน อย่าลืมทดลองจับและลาก หากกระเป๋ายังชนกับขาของเราแสดงว่าความยาวของคันชักยังไม่สัมพันธ์กับความสูง และต้องลองดึงขึ้น เก็บลงจนมั่นใจว่าแข็งแรง ไม่มีปัญหาว่าจะพังเสียหายได้ง่าย ๆ

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - คันชักของกระเป๋าเดินทาง

7. ตัวล็อก

เลือกกระเป๋าเดินทางที่มีตัวล็อก TSA ซึ่งเป็นการล็อกด้วยรหัส เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกันไม่ให้ใครก็ตามเปิดกระเป๋าของเราได้ ป้องกันการขโมยหรือการเปิดกระเป๋าเดินทางของเราโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงปลอดภัยกว่ากระเป๋าที่ไม่มีตัวล็อกเลย แต่หากกระเป๋าเดินทางที่ใช้อยู่ไม่มีตัวล็อก ก็สามารถหาซื้อตัวล็อกกุญแจมาล็อกป้องกันได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรมีขนาดใหญ่หรือสะดุดตามมากจนเกินไป เนื่องจากจะล่อตาล่อใจเหล่ามิจฉาชีพซึ่งอาจคาดเดาไปว่าของในกระเป๋าน่าจะมีมูลค่ามากมาย และเสี่ยงต่อการถูกขโมยได้

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - ตัวล็อกของกระเป๋าเดินทาง

8. การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง จากสีของกระเป๋า

คุณเคยสังเกตไหมว่ากระเป๋าเดินทางเกือบทั้งหมดเป็นสีดำ เพราะเป็นสีที่ไม่เห็นคราบสกปรกมากเท่ากับสีอื่น ๆ แต่เนื่องจากเป็นสีที่คนนิยมใช้กันมาก จึงอาจทำให้สับสนกับกระเป๋าของคนอื่น แต่หากเลือกกระเป๋าที่สีที่โดดเด่นสะดุดตา (หรือแท็กกระเป๋าที่โดดเด่น) จะช่วยให้เรามองหากระเป๋าตัวเองได้ง่ายขึ้นเวลากระเป๋าอยู่รวมกับกระเป๋าใบอื่น ๆ บนสายพาน และยังช่วยให้ไม่ถูกหยิบสลับสับเปลี่ยนไป ป้องกันการถูกขโมยได้ระดับหนึ่ง

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - กระเป๋าเดินทางสีต่างๆ

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับ การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

  • เก็บของมีค่าและเอกสารการเดินทางไว้ในกระเป๋าถือที่คุณสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา
  • ติดป้ายกันน้ำบนกระเป๋าแต่ละใบพร้อมข้อมูลติดต่อล่าสุดของคุณ หากกรณีที่กระเป๋าของคุณสูญหาย ก็จะมีโอกาสสูงที่คุณจะได้รับกระเป๋าคืนอย่างรวดเร็ว และอย่าลืมลบข้อมูลของทริปที่แล้วออกด้วย!
  • ตรวจเช็คกระเป๋าเดินทางของคุณทันทีที่คุณรับกระเป๋าลงจากสายพาน หากพบความเสียหาย ให้คุณถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน และติดต่อสายการบินหรือบริษัทประกันภัยของคุณ
  • ซื้อประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ที่ครอบคลุมสัมภาระสูญหายหรือเสียหาย หรือสัมภาระล่าช้า
การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง - รับกระเป๋าเดินทางจากสายพาน

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเดินทางไปได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องกระเป๋าเดินทางแล้ว แต่เราก็ยังต้องเตรียมตัวและข้าวของจำเป็นให้พร้อมก่อนเดินทางเพื่อให้การเดินทางของเราราบรื่น เที่ยวสนุก ปลอดภัย และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมจากที่วางแผนไว้ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ ที่จะช่วยให้การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากเกือบทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง การเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง กระเป๋าเดินทางหรือเอกสารสำคัญสูญหาย และอื่น ๆ อีกมากมาย* อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่



*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : traveladdicts.net, travelfashiongirl.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel