เที่ยวเกาหลี

ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ ดินแดนแห่งมนต์เสน่ที่ใครหลายคนต่างหลงใหล ด้วยวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาหารรสเลิศ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามหลากหลาย ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยยังสามารถเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก เพียงแค่เตรียมตัวให้พร้อมและทำความเข้าใจกฎระเบียบ มารยาท และข้อห้ามต่างๆ ที่อาจแตกต่างจากประเทศไทย เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวของคุณราบรื่นและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น มีรายละเอียดอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

ต้องขอ K – ETA ก่อนเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้

แม้คนไทยสามารถเดินทางไปเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ยังจำเป็นต้องขอ K-ETA (Korea Electronic Travel Authorization) หรือระบบอนุมัติการเดินทางเข้าสู่เกาหลีใต้ทางออนไลน์อยู่ ซึ่งมีขั้นตอนการของ่ายๆ เพียงทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ค่ะ

1. เข้าสู่เว็บไซต์ทางการของ K-ETA
2. กรอกข้อมูลหนังสือเดินทาง ข้อมูลส่วนตัว และแผนการเดินทาง
3. อัปโหลดรูปภาพทางการหน้าตรงพื้นหลังสีขาว และเอกสารที่จำเป็นอื่น ๆ เช่น หลักฐานการจองที่พัก
4. ชำระค่าธรรมเนียม 10,000 วอน ต่อคน
5. รอผลการอนุมัติภายใน 24 ชั่วโมง

หลังได้รับการอนุมัติ K-ETA แล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมตัวให้พร้อมกับสิ่งที่ควรรู้เบื้องต้นก่อนไปเที่ยวเกาหลี มีอะไรมาดูกันต่อเลย

ข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้

  • เวลาที่เกาหลีเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
  • เกาหลีใต้มีฤดูกาล 4 ฤดูที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่
    1. ฤดูร้อน (Summer) อากาศร้อนชื้น มีฝนตกและลมมรสุม ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกันยายน อุณหภูมิประมาณ 20 ถึง 30 องศา
    2. ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) อากาศเย็นสบาย ฝนตกน้อย มีใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม ช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิประมาณ 10 ถึง 20 องศา
    3. ฤดูหนาว (Winter) อากาศหนาวเย็น มีหิมะตก อุณหภูมิต่ำสุด -10 องศา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงอุณหภูมิประมาณ -5 ถึง 0 องศา
    4. ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) เที่ยวเกาหลี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิเย็นสบายกำลังดีและมีดอกไม้หลายชนิดบาน เช่น ดอกซากุระ เริ่มช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิประมาณ 10 ถึง 20 องศา
เที่ยวเกาหลี

ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) ในประเทศเกาหลีใต้

winter in south korea

ฤดูหนาว (Winter) ในประเทศเกาหลีใต้

spring in south korea

ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ในประเทศเกาหลีใต้

  • ระบบไฟฟ้าในเกาหลีใช้ไฟ 220 โวลต์ (เหมือนประเทศไทย) เป็นปลั๊กกลม 2 หรือ 3 ขา (มีสายดิน) หากมีเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น กล้องวิดีโอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเป่าผม ควรมีปลั๊กหรือ  Adapter ติดตัวไปด้วย
  • บัตรโทรศัพท์มีขายทั่วไป ตามเคาน์เตอร์โรงแรม, ซุปเปอร์มาร์เก็ต ราคา 3,000 / 5,000 และ 10,000 วอน
  • ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเกาหลี หรือ ฮันกึล คนเกาหลีส่วนใหญ่พูดภาษาจีนได้ ส่วนภาษาอังกฤษจะพบได้ตามสถานที่ท่องเที่ยว ป้ายแนะนำสถานที่ต่างๆ มีภาษาอังกฤษเขียนบอกเอาไว้ด้วย บางสถานที่มีป้ายภาษาไทยด้วย

สิ่งที่ห้ามทำในประเทศเกาหลีใต้

กฎและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นหากเราเดินทางถึงเกาหลีแล้วก็อย่าลืมปฏิบัติตามทั้งสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ โดยสิ่งที่ไม่ควรทำในประเทศเกาหลีมีดังนี้

  • ห้ามแอบถ่ายรูป คนเกาหลีให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลมาก ดังนั้นการแอบถ่ายรูปบุคคลอื่นในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างมาก ดังนั้นหากเจอหนุ่มหล่อ สาวสวยที่เกาหลี ต้องยั้งใจ ห้ามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปกันนะคะ
  • การขึ้นลงบันได และบันไดเลื่อน หากเราไม่ได้เร่งรีบก็ให้ยืนชิดขวาสำหรับบันไดเลื่อน และเดินชิดขวาสำหรับบันไดปกติ เหมือนบ้านเรานั้นเอง
  • การทานอาหาร ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือคาเฟ่ต่างๆ หลังทานแล้วจำเป็นต้องเก็บภาชนะ และเทขยะทิ้งลงถังขยะได้ และไม่ควรที่จะนำตะเกียบเสียบลงบนถ้วยอาหารเพราะเปรียบเสมือนการไหว้ศพหรือทำพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตาย
  • การใช้งานรถขนส่งสาธารณะไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่และรถไฟต่างๆ ห้ามพูดคุยเสียงดังเด็ดขาด เพราะจะเป็นการรบกวนโชเฟอร์ขับรถ หรือรบกวนคนอื่นบนรถไฟ และถือว่าเป็นการเสียมารยาทเป็นอย่างมากในเกาหลี
train in south korea
  • การเข้าห้องน้ำในเกาหลี ไม่ต้องตกใจหากเห็นฝาชักโครกปิดอยู่ เพราะนั้นถือว่าเป็นสัญญานบ่งบอกว่าชักโครกนั้นสะอาดพร้อมใช้งาน ดังนั้นหากเราทำธุระเสร็จแล้วก็อย่าลืมปิดฝาให้เรียบร้อยด้วยนะคะ
  • การช้อปปิ้ง การต่อราคาในร้านค้าที่มีป้ายราคาบ่งบอกชัดเจนถือเป็นการเสียมารยาทในเกาหลี แต่สำหรับร้านที่ไม่มีป้ายบอกราคานั้นสามารถต่อได้ตามปกติค่ะ
shopping at south korea

การศึกษากฎและธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศที่เรากำลังจะเดินทางไปเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ เราควรปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เราก็ควรศึกษาไปก่อนล่วงหน้า ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมตัว และข้อควรระวังที่จะทำให้เราเที่ยวได้อย่างสนุกในเกาหลี

เพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนจะเดินทางไปเกาหลี ก็อย่าลืมสิ่งสำคัญอย่างประกันการเดินทาง และ Allianz Travel ขอนำแนะนำประกันการเดินทาง Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริปการเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุดกับความคุ้มครองเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยขณะเดินทาง เที่ยวบินล่าช้า และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทริปได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

รวมวัฒนธรรมการให้ทิปในต่างประเทศ

รวมวัฒนธรรม การให้ทิป ในต่างประเทศ

การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศย่อมต้องเจอวัฒนธรรมบางอย่างที่เราไม่คุ้นชิน อย่างเช่นเรื่อง การให้ทิป ตามร้านอาหาร โรงแรม สนามบิน หรือแท็กซี่ ก็อาจสร้างความปวดหัวหรือยุ่งยากใจให้กับเราได้เหมือนกัน เพราะเราไม่รู้ว่าวัฒนธรรม การให้ทิป ของคนในประเทศนั้นเป็นอย่างไร การให้ทิป เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่อาจเข้าใจยาก หากไม่ได้เป็นคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ บางครั้งการให้ทิปก็ถือเป็นสัญลักษณ์แสดงความขอบคุณสำหรับการให้บริการ แต่ในบางประเทศก็อาจทำให้ขัดเคืองต่อความรู้สึกได้ Allianz Travel เลยรวบรวมวิธีการให้ทิปของประเทศต่างๆ มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ

1. ทวีปยุโรป

ที่เที่ยวอิตาลี ทวีปยุโรป

(1) การให้ทิป ร้านอาหาร

ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร จะใส่ค่าบริการลงไปในใบเสร็จเลย แต่ถ้าไม่ได้ใส่ไว้ เราก็ควรให้ทิปพนักงานประมาณ 5-10% (เป็นเงินสดในสกุลเงินท้องถิ่น) เว้นเสียแต่ว่าคุณจะรู้สึกว่าร้านนั่นให้บริการไม่ดี หรืออาหารแย่มากๆ แต่บางประเทศ เช่น อิตาลี ออสเตรีย และรัสเซีย จะไม่ใส่ค่าบริการหรือคาดหวังว่าเราจะต้องให้ทิปเสมอไป แต่ถ้าเราจะปัดเศษขึ้นจากราคาค่าอาหารก็ถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณไปที่ร้านอาหารในอิตาลี คุณอาจเห็นคำว่า ‘corperto’ ในใบเสร็จของคุณ ซึ่งแปลว่า ‘ค่าบริการที่เก็บเพิ่มเติม’ ซึ่งบางครั้งเงินจำนวนนี้อาจเป็นการจ่ายให้กับร้านอาหาร  ซึ่งถ้าเราต้องการให้ทิปพนักงาน เราควรให้เป็นเงินสดและมอบให้กับพนักงานเสิร์ฟของคุณโดยตรง

สแกนดิเนเวียและไอซ์แลนด์

ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าอาหารแพงจนน้ำตาไหล แต่โชคดีที่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้คาดหวังกับเรื่องทิป และราคาค่าบริการมักคิดรวมอยู่ในราคาอาหารโดยรวมไปแล้ว

สหราชอาณาจักร

การไปเที่ยวผับในลอนดอนหรือเมืองอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร เราอาจให้ปัดเศษขึ้นตอนจ่ายเงินรวมเพื่อเป็นสินน้ำใจก็ได้ แต่ก็ไม่นิยมทำกันนัก ถ้าคุณรู้สึกชื่นชอบการให้บริการในแบบฉบับผับอังกฤษแบบดั้งเดิมแล้ว คุณสามารถซื้อเครื่องดื่มให้บาร์เทนเดอร์ได้ โดยพูดว่า “และอีกแก้วสำหรับตัวคุณเอง”

(2) การให้ทิป พนักงานโรงแรม

พนักงานโรงแรม

การให้ทิปพนักงานโรงแรมสำหรับหลายประเทศในยุโรปนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน คุณอาจจะให้ทิปพนักงานยกกระเป๋าประมาณ 1-2 ยูโรต่อกระเป๋า หรือให้พนักงานทำความสะอาดประมาณ 2-5 ยูโร

รัสเซีย

เราสามารถให้ทิปพนักงานยกกระเป๋าประมาณ 200-250 รูเบิล และ 100-200 รูเบิลสำหรับพนักงานทำความสะอาด

สแกนดิเนเวียและไอซ์แลนด์

พนักงานโรงแรมไม่ได้คาดหวังที่จะได้ทิป เนื่องจากค่าบริการรวมอยู่ในค่าจ้างแล้ว

สวิตเซอร์แลนด์

พนักงานไม่ได้คาดหวังกับเงินทิปเช่นกัน แต่การมอบเงินจำนวนเล็กน้อยให้กับพนักงานทำความสะอาด (ประมาณ 5-10 ฟรังก์) เมื่อเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

(3) การให้ทิป ไกด์และคนขับรถ

ประเทศยุโรปกลางและตะวันออกและอิตาลี

ไกด์และคนขับรถในเกือบทุกประเทศในยุโรปจะได้รับทิปแยกกัน คิดเป็นประมาณ 10-20% ต่อวัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณสนุกกับทัวร์มากน้อยแค่ไหน

ประเทศยุโรปตะวันตก (ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน และสหราชอาณาจักร)

ทิปประมาณ 25-40 ยูโร (หรือเทียบเท่าในสกุลเงินท้องถิ่น) ต่อวันสำหรับไกด์ และ 10-15 ยูโรสำหรับคนขับรถ

รัสเซีย

ไกด์และคนขับรถคาดหวังทิปประมาณ 3,000 รูเบิล และ 2,000 รูเบิลตามลำดับ

ตุรกี

ถ้าเราเช่ารถส่วนตัวก็ควรให้ทิปคนขับรถประมาณ 200-300 ลีราต่อวัน ถ้าเป็นไกด์นำเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ก็ให้ทิปประมาณ 60-100 ลีรา และประมาณ 450 ลีราสำหรับไกด์ทัวร์ส่วนตัว

สแกนดิเนเวียและไอซ์แลนด์

ไม่จำเป็นต้องให้ทิปกับไกด์และคนขับรถ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณประทับใจกับการเดินทาง การให้ทิป 10% กับไกด์และคนขับรถถือว่าเป็นสินน้ำใจที่ดี หรือคุณสามารถเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเขาก็ได้

(4) การให้ทิป คนขับแท็กซี่

ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป

คนขับแท็กซี่มักไม่คาดหวังทิป แต่การปัดเศษขึ้นจากราคาค่าโดยสารถือเป็นเรื่องปกติ

ฝรั่งเศส รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์

คนขับแท็กซี่มักจะคาดหวังทิป 10-15%

สแกนดิเนเวียและไอซ์แลนด์

ไม่จำเป็นต้องให้ทิปคนขับแท็กซี่ แม้แต่จะปัดการปัดเศษค่าโดยสารขึ้นก็ตาม

2. ทวีปอเมริกา

ที่เที่ยวอเมริกา ทวีปอเมริกา

(1) การให้ทิป ร้านอาหาร

ร้านอาหาร

สหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ร้านอาหารไม่ได้รวมค่าบริการไว้ในบิลเสมอไป การให้ทิปประมาณ 15-20% ถือเป็นเรื่องปกติ เว้นแต่ว่าอาหารจะทานไม่ได้เลย หรือพนักงานเสิร์ฟให้บริการแย่มาก เราก็อาจจะให้ทิปประมาณ 5% และถ้าเราไปเที่ยวผับหรือบาร์ก็ควรให้ทิปประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อเครื่องดื่ม 1 แก้ว หรือ 15- 20% ของยอดรวมในบิล

เม็กซิโก นิการากัว อาร์เจนตินา และเปรู

ค่าบริการจะคิดเพิ่มไปในบิลซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าคุณต้องการให้ทิปพนักงานเสิร์ฟเพิ่มเป็นการส่วนตัวก็ควรให้ประมาณ 10-15% (ในสกุลเงินท้องถิ่นหรือดอลลาร์สหรัฐ)

บราซิล ชิลี และคอสตาริกา

ร้านอาหารมักคิด ‘ค่าบริการ’ 10% (เรียกว่า ‘cubierto’ ในชิลี) ซึ่งหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องให้ทิปเพิ่มก็ได้ แต่เราก็สามารถให้เพิ่มอีกประมาณ 5% ก็ได้ หากได้รับการบริการที่ดี คุณไม่จำเป็นต้องให้ทิปในบาร์ แต่คุณสามารถปัดเศษขึ้นในบิลโดยรวมได้

ประเทศในแคริบเบียน (นอกรีสอร์ทแฟนซี)

ให้ตรวจสอบบิลก่อนว่าใส่ค่าทิปไปหรือยัง หากยังไม่ได้ใส่ ก็ให้ทิปประมาณ 15-20% หรือปัดเศษขึ้นในบิลหากไปดื่มที่บาร์

(2) การให้ทิป พนักงานโรงแรม

สหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ควรทิปพนักงานทำความสะอาดประมาณ 3-5 ดอลล่าร์สหรัฐต่อวัน และให้พนักงานยกกระเป๋า 1 เหรียญต่อกระเป๋า

ประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้

ปกติแล้วพนักงานจะรับเงินดอลลาร์สหรัฐ สำหรับพนักงานขนกระเป๋าในประเทศต่างๆ เช่น คอสตาริกา เม็กซิโก นิการากัว บราซิล ชิลี เปรู และโคลอมเบีย ให้ใช้สกุลเงินท้องถิ่นที่เทียบเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อกระเป๋า และ 1-2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันสำหรับพนักงานทำความสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาใต้ นักท่องเที่ยวมักนิยมไปพักตามไร่องุ่นในชนบท ซึ่งคนที่ดูแลคุณจะเป็นครอบครัวของพนักงาน รวมทั้งทำอาหาร ทำความสะอาด และดูแลสวน ดังนั้นคุณควรทิ้งทิปไว้ก่อนเช็คเอาท์ประมาณ 10-15 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่าในสกุลเงินท้องถิ่น) ต่อแขกหนึ่งท่าน

(3) การให้ทิป ไกด์และคนขับรถ

สหรัฐอเมริกา แคนาดา และโคลอมเบีย

เราควรให้ทิปไกด์และคนขับรถแยกกัน โดยทิปไกด์นำเที่ยวประมาณ 10-20 ดอลลาร์ในสกุลเงินท้องถิ่นต่อวัน และประมาณ 5-10 ดอลลาร์สำหรับคนขับรถ

ประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้

ส่วนใหญ่ไกด์จะได้รับเงินทิปประมาณ 5-10 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่าในสกุลเงินท้องถิ่น) สำหรับงานในหนึ่งวัน และเราสามารถให้ทิปคนขับรถประมาณครึ่งหนึ่งของทิปที่ให้ไกด์

บราซิล

ถือเป็นข้อยกเว้นจากประเทศในอเมริกาใข้ เพราะคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่นี่ต้องอาศัยเงินจากค่าทิป เราควรให้ไกด์ประมาณ 100 ถึง 200 เรียลต่อวัน และอาจน้อยกว่าเล็กน้อยสำหรับคนขับรถ

ประเทศในแคริบเบียน

นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวไปทั่วเกาะกับทัวร์รถบัส การให้ทิปคนขับรถ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐถือเป็นเรื่องปกติ และถ้าเป็นทัวร์แบบส่วนตัว ก็ควรให้ทิปไกด์ประมาณ 20 ดอลลาร์ และคนขับรถประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อวัน

(4) การให้ทิป คนขับแท็กซี่

แท็กซี่ Taxi

สหรัฐอเมริกา แคนาดา และแคริบเบียน

เราควรให้ทิปคนขับรถแท็กซี่ประมาณ 10 ถึง 15% ของค่าโดยสาร หรือประมาณ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการเดินทางเป็นระยะทางใกล้ๆ

ประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้

ถ้าคุณต่อรองราคาค่าโดยสารก่อนขึ้นแท็กซี่ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการให้ทิป เว้นแต่ว่าคุณถูกชะตากับคนขับแท็กซี่ และถ้าค่าโดยสารเป็นไปตามมิเตอร์ คุณก็สามารถปัดเศษขึ้นเมื่อให้ค่าโดยสาร

3. ทวีปเอเชีย

ที่เที่ยวสิงคโปร์ ทวีปเอเชีย

(1) การให้ทิป ร้านอาหาร

จีน เมียนมาร์ สิงคโปร์ และไต้หวัน

ไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิปที่ชัดเจน เราไม่จำเป็นต้องให้ทิปในร้านอาหารหรือในบาร์ แต่เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในเอเชียมากมาย ร้านอาหารใหม่เก๋ๆ บางแห่งในจีนจึงเริ่มรับทิปเล็กๆ น้อยๆ กันแล้ว

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย)

เริ่มชินกับการรับทิปมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ให้ทิปก็ยังถือว่าไม่เป็นไร

อินเดีย

การให้ทิปยังไม่ได้เป็นวัฒนธรรมของอินเดีย แต่พนักงานในร้านอาหารก็คุ้นเคยกับการได้รับทิปจากนักท่องเที่ยว ถ้าเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่และค่อนข้างเป็นทางการที่ยังไม่ได้รวมค่าบริการในบิล เราอาจให้ทิปประมาณ 5-10% หากคุณชื่นชอบอาหารเป็นอย่างมาก สำหรับร้านอาหารขนาดเล็ก เราอาจวางเศษเหรียญไว้ 2-3 เหรียญหรือปัดเศษค่าอาหารขึ้นจากในใบเสร็จ คุณอาจให้ทิปบาร์เทนเดอร์ได้ถึง 10% ถ้าพวกเขาให้บริการคุณอย่างดี

ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย รวมทั้งญี่ปุ่นและเนปาล

เชื่อว่าการให้ทิปต้องสำหรับการบริการที่ดีเยี่ยมเท่านั้น การให้บริการและต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีถือเป็นเรื่องปกติและไม่ควร “ให้รางวัล” และพนักงานในร้านอาหารบางแห่งในญี่ปุ่นอาจปฏิเสธการให้ทิปอย่างสุภาพหากคุณวางทิปไว้

(2) การให้ทิป พนักงานโรงแรม

จีน

ไม่จำเป็นต้องให้ทิปพนักงานโรงแรม แต่ถ้าคุณพักในโรงแรมที่หรูหราเป็นพิเศษ คุณสามารถให้ทิปพนักงานยกกระเป๋า 5 หยวนต่อกระเป๋า และโรงแรมระดับไฮเอนด์ก็จะบวกค่าบริการ 10% ไว้ในใบเรียกเก็บเงินโดยรวม

ญี่ปุ่น

พนักงานโรงแรมไม่ได้คาดหวังว่าต้องได้ทิป โดยเฉพาะการเข้าพักในโรงแรมแบบเรียวกัง แต่ถ้าคุณรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากและอยากให้ทิปเป็นการตอบแทน ให้นำเงินใส่ซองไว้ประมาณ 5,000 เยน (สำหรับการพักระยะสั้น) แต่พนักงานก็อาจปฏิเสธอย่างสุภาพหากคุณส่งมอบด้วยตนเอง

อินเดีย

พนักงานโรงแรมในอินเดียได้รับเงินค่าจ้างต่ำมาก ดังนั้นการให้ทิปพนักงานยกกระเป๋าประมาณ 50 รูปีต่อกระเป๋า และพนักงานทำความสะอาด 250 รูปีต่อวันจะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย)

ค่าบริการจะรวมอยู่ในบิลโดยรวมเมื่อเช็คเอาท์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องให้ทิปก็ได้ แต่ก็ควรให้ทิปพนักงานยกกระเป๋าในสกุลเงินท้องถิ่นที่เทียบเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อกระเป๋า การให้ทิปพนักงานทำความสะอาดก็ถือว่าไม่จำเป็น แต่ถ้าคุณอยากให้ คุณก็อาจให้เป็นสกุลเงินท้องถิ่นที่เทียบเท่ากับ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืนก็ได้

(3) การให้ทิป ไกด์และคนขับรถ

จีน

ไม่คาดหวังทิป

เกาหลีใต้และไต้หวัน

คาดหวังว่าจะได้รับเงินเพิ่มเล็กน้อยหลังจากการเดินทาง เราสามารถให้ทิปรวมกันระหว่างไกด์กับคนขับรถประมาณ 10% ของค่าทัวร์

ญี่ปุ่น

ควรเอาเงินทิปใส่ซองให้กับไกด์ประมาณ 2,500-5,000 เยนสำหรับทัวร์เต็มวัน และถ้าคุณจ้างคนขับรถส่วนตัว คุณควรเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเขาด้วย

อินเดีย

ให้ทิปไกด์ประมาณ 300-500 รูปีต่อวัน และ 100-200 รูปีสำหรับคนขับ

สิงคโปร์และฟิลิปปินส์

ให้ทิปไกด์และคนขับรถรวม 10% ของค่าทัวร์โดยรวมโดยให้พวกเขาไปแบ่งกันเอง

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซีย)

ให้ทิปไกด์นำเที่ยวประมาณ 10-20 ดอลลาร์สหรัฐ (ในสกุลเงินท้องถิ่น) ต่อวัน และครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินนั้นสำหรับคนขับ เป็นเรื่องปกติที่จะให้ทิปทั้งหมดแก่ไกด์ ซึ่งจะเป็นผู้แบ่งเงินให้กับคนขับรถเอง

(4) การให้ทิป คนขับแท็กซี่

แท็กซี่ taxi

จีนและเกาหลีใต้

ไม่จำเป็นต้องให้ทิป

ญี่ปุ่น

ปัดเศษค่าโดยสารขึ้นถือว่าเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานในญี่ปุ่น

อินเดีย

คนขับแท็กซี่และรถสามล้อในอินเดียไม่คุ้นเคยกับการรับทิป แต่การบอกให้พวกเขาเก็บเงินทอนไว้เป็นการให้ทิปแบบสุภาพ

กัมพูชาและไทย

การให้ทิปเป็นเงินท้องถิ่นมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐเป็นจำนวนที่กำลังดี

อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ทิป 10% จากค่าโดยสารถือเป็นมาตรฐานทั่วไป

สิงคโปร์และเวียดนาม

เพียงปัดเศษค่าโดยสารขึ้นหรือบอกให้คนขับเก็บเงินทอนไว้

4. ทวีปตะวันออกกลาง

ที่เที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทวีปตะวันออกกลาง

(1) การให้ทิปร้านอาหาร

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ จอร์แดน และซาอุดิอาระเบีย

พนักงานในร้านอาหารคาดหวังว่าจะได้รับทิป 10-15% ส่วนในดูไบซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เพิ่ม 10% ลงในบิลร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ แต่พนักงานเสิร์ฟก็ยังคาดหวังจะได้รับทิปสูงถึง 15-20%

อิสราเอล

ร้านอาหารจะใส่ค่าบริการ 10% ในบิลร้านอาหารและบาร์ ดังนั้นเราควรตรวจเช็คบิลก่อนจ่ายเงินเพื่อไม่ให้ต้องให้ทิปซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น

(2) การให้ทิปพนักงานโรงแรม

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

รัฐบาลดูไบบังคับให้ต้องจ่ายค่าบริการ 10% ให้กับโรงแรมอยู่แล้ว และในรัฐอื่นของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พนักงานคอนเซียชคาดหวังว่าจะได้รับทิปประมาณ 100-120 เดอร์แฮม หากมีการขอให้ทำอะไรเป็นพิเศษ เช่น การจองโต๊ะที่ร้านอาหารยอดนิยม หรือการจัดทัวร์ พนักงานยกกระเป๋าให้ทิปประมาณ 7 เดอร์แฮมต่อกระเป๋า และพนักงานทำความสะอาดประมาณ 10-11 เดอร์แฮมต่อวัน

จอร์แดนและอิสราเอล

ให้ทิปพนักงานยกกระเป๋าในสกุลเงินท้องถิ่นเท่ากับ 1.50 เหรียญสหรัฐต่อกระเป๋า และ 1.50 เหรียญสหรัฐต่อวันสำหรับพนักงานทำความสะอาด และประมาณ 2 เหรียญสหรัฐสำหรับพนักงานคอนเซียชถ้าคุณขอให้ทำอะไรเล็กน้อย

(3) การให้ทิปไกด์และคนขับรถ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์

ทิปไกด์นำเที่ยวในสกุลเงินท้องถิ่นมูลค่าประมาณ 10-15 เหรียญสหรัฐ และคนขับรถส่วนตัวประมาณครึ่งหนึ่งของไกด์

อิสราเอลและจอร์แดน

ทิปไกด์ประมาณ 25-35 เหรียญสหรัฐ (ในสกุลเงินท้องถิ่น) และ 35-45 เหรียญสหรัฐ สำหรับไกด์ที่ขับรถให้ด้วย

(4) การให้ทิปคนขับแท็กซี่

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล จอร์แดน กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย

ให้ทิปคนขับแท็กซี่ประมาณ 10 ถึง 15% ของค่าโดยสาร แต่ขับแท็กซี่ในดูไบไม่คาดหวังทิป แต่คุณสามารถให้ปัดเศษค่าโดยสารขึ้นได้

5. ทวีปแอฟริกา

ที่เที่ยวแอฟริกา ทวีปแอฟริกา

(1) การให้ทิปร้านอาหาร

ร้านอาหาร

อียิปต์ โมร็อกโก และแอฟริกาใต้

ร้านอาหารและบาร์ยอดนิยมในสถานที่ท่องเที่ยวจะเพิ่มค่าบริการ 10% ในใบเสร็จ ถ้าไม่มีรวมในใบเสร็จ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะให้ทิปประมาณ 10-15% หากคุณคิดว่าอาหารอร่อย

ประเทศอื่นในแอฟริกา

ทิปปกติ 10-15% สำหรับการบริการที่ดีในร้านอาหาร เช่นเดียวกับการปัดเศษค่าอาหารและเครื่องดื่มขึ้นในบาร์ พนักงานเสิร์ฟและพนักงานบาร์ทั่วแอฟริกาส่วนใหญ่มักจะได้รับค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน ดังนั้นการให้ทิปจึงเป็นรายได้เสริมที่ดีสำหรับพวกเขา

(2) การให้ทิปพนักงานโรงแรม

อียิปต์และโมร็อกโก

พนักงานคอนเซียชเป็นผู้ช่วยที่ดีที่เราควรให้ทิปพวกเขาประมาณ 15-20 เหรียญสหรัฐ (ในสกุลเงินท้องถิ่น) ในช่วงเริ่มต้นการเข้าพัก เพื่อให้ได้รับบริการที่ดีตลอดระยะเวลาที่พักอยู่ ทิปพนักงานทำความสะอาดประมาณ 3-5 เหรียญสหรัฐต่อวัน และพนักงานยกกระเป๋า 1 เหรียญสหรัฐต่อกระเป๋า (ในสกุลเงินท้องถิ่น)

แอฟริกาใต้ เคนยา และแทนซาเนีย

พนักงานยกกระเป๋าคาดหวังทิปประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ (ในสกุลเงินท้องถิ่น) สำหรับกระเป๋าแต่ละใบ และ 1 เหรียญสหรัฐสำหรับพนักงานทำความสะอาดในแต่ละวัน ให้ทิปพนักงานคอนเซียชประมาณ 3-5 เหรียญสหรัฐ สำหรับงานที่คุณขอให้พวกเขาทำในแต่ละครั้ง แคมป์ซาฟารีหรูๆ มักจะมีกล่องทิปอยู่ที่แผนกต้อนรับ และซึ่งเงินทิปที่ได้จะนำไปแบ่งกันในกลุ่มเจ้าหน้าที่ของแคมป์ ถ้าคุณอยากให้ทิปพนักงานคนไหนเป็นพิเศษก็ให้ส่งให้กับตัวพวกเขาเลย

(3) การให้ทิปไกด์และคนขับรถ

ประเทศแอฟริกาเหนือ

หลังจากจบทัวร์ควรให้ทิปไกด์ประมาณ 20 เหรียญสหรัฐต่อวัน (ในสกุลเงินท้องถิ่น) และให้ทิปคนขับรถน้อยกว่าเล็กน้อย

อิสราเอลและจอร์แดน

ทิปไกด์ประมาณ 25-35 เหรียญสหรัฐ (ในสกุลเงินท้องถิ่น) และ 35-45 เหรียญสหรัฐ สำหรับไกด์ที่ขับรถให้ด้วย

(4) การให้ทิปคนขับแท็กซี่

ทั่วทั้งทวีปแอฟริกา ปัดเศษค่าโดยสารขึ้น หรือบอกให้คนขับเก็บเงินทอนไว้ แต่ในประเทศที่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยว อย่างเช่น อียิปต์และแอฟริกาใต้ คนขับแท็กซี่ในมักคาดหวังทิป 10%

6. ทวีปโอเชียเนีย

ที่เที่ยวออสเตรเลีย ทวีปโอเชียเนีย

(1) การให้ทิปร้านอาหาร

ร้านกาแฟ ร้านอาหาร

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

พนักงานในร้านอาหารและบาร์ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องให้ทิป แต่เราอาจให้ 10-15% หากรู้สึกว่าประทับใจกับการบริการ

หมู่เกาะแปซิฟิกใต้

การให้ทิปในร้านอาหารและบาร์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นเมือง แต่ถ้าไปทานอาหารในร้านที่หรูหราเป็นพิเศษและรู้สึกทึ่งกับอาหารและบริการที่ดีเยี่ยม คุณสามารถให้ทิปไปอีก 10% ของราคาในบิลทั้งหมด

(2) การให้ทิปพนักงานโรงแรม

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ทิปมาตรฐานสำหรับพนักงานยกกระเป๋าประมาณ 1 ดอลลาร์ (ออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์) ต่อกระเป๋า และ 3-5 ดอลลาร์ต่อวันสำหรับพนักงานทำความสะอาด

หมู่เกาะแปซิฟิกใต้

ตามวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องให้ แต่ถ้าคุณอยากให้ให้รางวัลเป็นเงินกับพนักงานคนใดคนหนึ่งก็ควรให้ต่อหน้า ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครหยิบไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพนักงานทำความสะอาด

(3) การให้ทิปไกด์และคนขับรถ

ไกด์ Guide Tour

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ควรให้ทิปไกด์และคนขับรถส่วนตัวประมาณ 20-50 เหรียญ (ในสกุลเงินท้องถิ่น) ต่อวัน และ 5-10 เหรียญต่อวันทำงานสำหรับไกด์ทัวร์บนรถบัส

หมู่เกาะแปซิฟิกใต้

หากไกด์นำเที่ยวหรือคนขับรถส่วนตัวให้บริการดีมาก คุณสามารถให้ทิปตอบแทนได้ โดยจำนวนเงินที่จะให้ขึ้นอยู่กับคุณ แต่ควรให้เป็นสกุลเงินท้องถิ่นเสมอ เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐนั้นหาที่แลกยาก

(4) การให้ทิปคนขับแท็กซี่

คนขับแท็กซี่ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะแปซิฟิกใต้จะไม่ได้คาดหวังเงินทิป แต่การปัดเศษค่าโดยสารขึ้นให้เป็นเลขเต็มจำนวน 1-5 เหรียญถือเป็นเรื่องปกติ

หากเราต้องเดินทางไปต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลและวัฒนธรรมต่างๆ ของประเทศนั้นๆ ไว้ด้วย เพื่อให้ท่องเที่ยวได้อย่างสนุก และทำตามในสิ่งที่คนท้องถิ่นทำในกิจวัตรประจำวันได้อย่างไม่เคอะเขิน นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ควรต้องมีติดตัวไว้ทุกครั้งขณะเดินทางออกนอกประเทศก็คือประกันภัยการเดินทาง ที่จะช่วยคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย เที่ยวบินล่าช้า เป็นต้น*

Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันภัยการเดินทาง Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริปการเดินทางของเพื่อนๆ ราบรื่น ไม่มีสะดุด กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ประกันการเดินทาง Dance Moves มีค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียงหลักร้อย แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดหลักล้าน เพื่อนๆ สามารถเที่ยวได้อย่างอุ่นใจ หมดห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายและผู้ช่วยเหลือหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศไปได้เลยค่ะ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : Lonely Planet

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

7 ประเทศกับกฎข้อห้ามสุดแปลก

7 ประเทศกับ กฎข้อห้ามสุดแปลก

การเดินทางไปต่างประเทศ ในบางประเทศนั้นอาจมีกฏหมายห้ามทำสิ่งต่างๆ ที่เราอาจมองว่าแปลกและคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว ดังนั้นก่อนเดินทางเราควรจะรู้ กฎข้อห้ามสุดแปลก เหล่านี้กันก่อน วันนี้ Allianz Travel จึงนำกฏข้อห้ามแปลกๆ บางส่วนของต่างประเทศมาให้ดูกันค่ะ

1. อิตาลี (Italy)

ห้ามคู่รักจูบกันในรถยนต์

แหล่งรวมข้อห้ามแปลกๆ ที่มีเยอะมาก โดยเราจะยกตัวอย่างมาให้ 5 ข้อห้ามใน 5 สถานที่ ดังนี้

  • เกาะคาปรี (Capri) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนนิยมเดินทางไปมากจึงมีกฏห้ามใส่รองเท้าที่มีเสียงดังเวลาเดิน
  • เมืองอีโบลิ (Eboli) มีกฏห้ามคู่รักจูบกันในรถยนต์
  • เมืองเอราเคลีย (Eraclea) ห้ามก่อประสาททรายบนชายหาดเพราะเป็นการรบกวนการเดินเล่นบนชายหาดของคนอื่น
  • เมืองเวนิส (Venice) ห้ามให้อาหารนกพิราบที่จัตุรัสเซนต์มาร์ก
  • เมืองมิลาน (Milan) ห้ามทำหน้ามุ่ย หน้านิ่ว คิ้วขมวด หงุดหงิด

2. สิงคโปร์ (Singapore)

ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มี กฎข้อห้ามสุดแปลก เยอะมาก เราไปดูกันเลยว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง

  • ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 1992 เนื่องจากคนที่เคี้ยวหมากฝรั่งมักคายทิ้งตามพื้นและเอาไปแปะตามพื้นที่สาธารณะ ทำให้สกปรก และสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนทีเผลอเหยียบ หรือเอามือพลาดไปโดน แต่ในปี 2004 มีการผ่อนผันให้ใช้หมากฝรั่งเพื่อการบำบัด หรือหมากฝรั่งนิโคตินสำหรับผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ และปัจจุบันการเคี้ยวหมากฝรั่งไม่ผิดกฎหมายแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถนำหมากฝรั่งเข้าสิงคโปร์ได้คนละ 2 แพ็ค แต่ก็ยังมีข้อห้ามทิ้งหมากฝรั่งเรี่ยราดหรือพ่นลงพื้น
  • ห้ามเดินเปลือยในบ้านตัวเอง ที่สิงคโปร์ถือว่าการเดินเปลือยในพื้นที่ส่วนตัวของเราเองโดยไม่ปิดประตู หรือผ้าม่านจนอาจมีคนอื่นเห็นนั้น เป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณชน หากมีคนแจ้งเจ้าหน้าที่หรือถูกจับได้ต้องถูกปรับ 2,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 46,945 บาท หรือจำคุกอย่างน้อย 3 เดือน
  • ห้ามขโมยใช้ไวไฟคนอื่น กฎหมายสิงคโปร์ถือว่าการใช้ไวไฟของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตคือการแฮกข้อมูล มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
  • ห้ามลืมกดชักโครกสาธารณะ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 150 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 3,519 บาท
  • ห้ามให้อาหารนกพิราบ อาจถูกปรับถึง 500 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 11,731 บาทเลยทีเดียว
  • ห้ามเลี้ยงสัตว์แปลก สิงคโปร์ออกกฎหมายห้ามทั้งการเลี้ยง ผสมพันธุ์ หรือจำหน่ายสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลานที่มาจากต่างถิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายของประเทศ
  • ห้ามใช้เครื่องดนตรีสร้างความรำคาญให้กับคนที่ใช้ถนนหรือสถานที่สาธารณะอย่างถูกกฎหมาย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับถึง 1,000 เหรียญสิงคโปร์

3. แคนาดา (Canada)

ห้ามในการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ในที่สาธารณะ

มีกฏหมายให้ร้านค้าสามารถปฎิเสธการรับเงินจากลูกค้าที่ใช้เหรียญจ่ายหากสินค้ามีมูลค่ามากกว่า 25 เหรียญ และยังมีกฏข้อห้ามในการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ในที่สาธารณะด้วย

4. ญี่ปุ่น (Japan)

ห้ามอ้วน

เมื่อเราเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เราควรศึกษาข้อห้ามต่างๆ ให้ดี โดยข้อห้ามบางส่วนที่เรานำมายกตัวอย่างมีดังนี้

  • ห้ามอ้วนโดยกำหนดจากขนาดเอวสำหรับบุคลในช่วงอายุ 40-47 ปี คือ ไม่เกิน 86 ซม. สำหรับผู้ชายและ 90 ซม. สำหรับสตรี ซึ่งกฏข้อห้ามนี้ถูกออกมาเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพและโรคอ้วนในประเทศ ซึ่งหากใครเกินก็จะมีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม
  • ห้ามวางตะเกียบพาดบนชามข้าว เพราะนั่นเป็นการกระทำในพิธีศพ หากเลิกใช้ตะเกียบแล้ว ให้วางตะเกียบลงบนจานสำหรับวางตะเกียบที่มักจะให้มาด้วยกันแทน
  • ห้ามเดินไปทานไป ควรหาสถานที่ที่สามารถรับประทานอย่างรวดเร็วแล้วค่อยไปทำธุระต่อ การทานอาหารในระบบขนส่งสาธารณะก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีมารยาท ยกเว้นสำหรับรถไฟระยะไกลเท่านั้น
  • ห้ามสั่งน้ำมูกในที่สาธารณะ เราจะเห็นคนญี่ปุ่นสวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • ห้ามให้ทิปในร้านอาหาร การให้ทิปในญี่ปุ่นอาจถือเป็นการดูถูกได้ ค่าบริการต่างๆ จะถูกรวมอยู่ในใบเสร็จที่ร้านอาหารแล้ว แม้กระทั่งคนขับรถแท็กซี่เองก็จะปฏิเสธค่าโดยสารที่ปัดเศษขึ้น ค่าบริการเท่าไหน ก็จ่ายเท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ในระบบขนส่งสาธารณะ คนญี่ปุ่นเคร่งครัดเรื่องมารยาทมาก คุณอาจได้ยินประกาศเตือนให้ปิดโทรศัพท์หลังจากเข้าไปในรถไฟ หรือบางครั้งก็เพียงเตือนให้ปิดเสียงและใช้ระบบสั่นเพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ๆ แน่นอนว่ากฎเช่นนี้ทำให้ไม่มีการคุยโทรศัพท์ในรถไฟ

5. สหรัฐอเมริกา (United States)

ห้ามทำนายอนาคต

รัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา มีข้อห้ามที่แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยมีตัวอย่างข้อห้ามของรัฐต่างๆ ดังนี้

  • รัฐแมรีแลนด์ เมืองบัลติมอร์ (Maryland, Baltimore) เราจะไม่มีทางเห็นหมอดูตามสวนสาธารณะเด็ดขาด เพราะในเมืองบัลติมอร์จะมีกฏข้อห้ามในการทำนายอนาคตซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดกฏหมาย หากฝ่าฝืนก็จะถูกปรับหรือจำคุก
  • รัฐอิลลินอยส์ (Illinois) ห้ามใส่กางเกงเอวต่ำมาตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งมีข้อกำหนดชัดเจนเลยว่ากางเกงที่ใส่ห้ามต่ำกว่าสะโพกเกิน 3 นิ้ว คนที่ฝ่าฝืนก็จะถูกปรับ และทำงานบริการชุมชน
  • รัฐคอนเนตทิคัต (Connecticut) คุณสามารถมีอาหารในรถได้ แต่ห้ามกินเด็ดขาด ถ้าแอบกินเพียงนิดเดียว และกล้องจับภาพคุณได้ คุณจะได้รับโทษตามกฎหมาย
  • รัฐฮาวาย (Hawaii) ห้ามเดินไปพร้อมกับการใช้โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากระหว่างที่เดินไม่ดูทางอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ค่าปรับสำหรับผู้ทำผิดจะอยู่ที่ $15 แต่ไม่เกิน $99

6. คาซัคสถาน (Kazakhstan)

ห้ามถ่ายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทหาร และอาคารราชการ หากไม่ได้รับการอนุญาต

เวลาถ่ายรูปสถานที่ต่างๆ ในประเทศนี้จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีกฏข้อห้ามในการถ่ายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทหาร สนามบิน และอาคารราชการ หากไม่ได้รับการอนุญาตให้ถ่ายก็อาจถูกจับดำเนินคดีได้

7. เม็กซิโก (Mexico)

มีกฏข้อหมายเพื่อความปลอดภัยออกมาโดยเฉพาะสำหรับนักปั่น คือห้ามไม่ให้ยกเท้าออกจากที่ปั่นจักรยานเพื่อลดโอกาสที่จะสูญเสียการควบคุมและเกิดอุบัติเหตุ

จากกฎหรือข้อห้ามด้านบน เป็นแค่ตัวอย่างกฏหรือข้อห้ามบางส่วนที่มีอยู่ในแต่ละประเทศนะคะ เพราะฉะนั้นหากเราจะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เราควรมีการวางแผนการเดินทาง และศึกษากฏหรือข้อห้ามของสถานที่นั้นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้เราสามารถเดินทางได้อย่างราบลื่น และไม่ทำผิดกฏหรือข้อห้ามของแต่ละสถานที่ที่เราเดินทางไป

และสิ่งสำคัญที่เราควรเตรียมไว้ก่อนเดินทาง คือ ประกันภัยการเดินทาง “Dance Moves” จาก Allianz Travel ที่มีความคุ้มครองกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยขณะเดินทาง เที่ยวบินล่าช้า และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทริปได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันการเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

6 tips to survive a long haul flight

6 เคล็ดลับนั่งเครื่องบินนานๆ ไม่ให้เมื่อย และไม่น่าเบื่อ

หยุดยาวปีนี้มีแผนอยากไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆ แต่เมื่อนึกถึงความเมื่อยล้าและน่าเบื่อกับการที่ต้องนั่งเครื่องบินนานหลายชั่วโมง ก็อาจทำให้เปลี่ยนใจกันไปเลย วันนี้  Allianz Travel มีเคล็ดลับในการแก้เบื่อ และช่วยผ่อนคลายร่างกายคลายเมื่อย เมื่อต้องนั่งเครื่องบินนานๆ มาฝากค่ะ

1. แต่งตัวให้สบาย

เลือกชุดที่ใส่สบายๆ อย่างเสื้อยืดแขนยาว กางเกงผ้าเนื้อนุ่มพร้อมนอน ไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดรูป หรือมีขนาดพอดีตัวมากเกินไป เพราะจะทำให้การลุกขึ้นเดินลำบาก รวมถึงเลือกใส่รองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าผ้าใบที่ใส่สบายๆ และหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง

2. เลือกที่นั่งที่ดีและเหมาะสมกับเรา

หากเรารู้ตัวว่าเป็นคนที่ต้องลุกไปทำธุระที่ห้องน้ำบ่อย ก็ควรที่จะเลือกที่นั่งริมทางเดิน เพื่อความสะดวกในการลุกเดินเข้าออก  แต่ถ้าเราชอบความเป็นส่วนตัว ก็อาจจะเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง และจะได้ชมวิวทิวทัศน์ภายนอกไปด้วยได้

3. พกอุปกรณ์เอนเตอร์เทนแก้เบื่อ

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เครื่องเล่นเกม หูฟัง โหลดหนังหรือเพลงที่ชอบลงโทรศัพท์มือถือหรือ iPad เพราะการทำกิจกรรมที่ชอบจะช่วยให้เราเพลิดเพลิน คลายเครียด และแก้เบื่อได้ดีในระหว่างการเดินทาง แถมยังทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วอีกด้วย

4. นอนหลับพักผ่อน

ถือโอกาสใช้เวลาว่างบนเครื่องบินนอนหลับยาวๆ และเตรียมที่ปิดตา ที่อุดหู และหมอนรองคอติดตัวไว้เวลาที่ต้องเดินทางไกล ช่วยให้เรานอนหลับบนเครื่องได้สบายขึ้น เป็นการนอนเอาแรงก่อนออกเที่ยวต่อเมื่อจุดหมายปลายทาง

5. ลุกเดินหรือขยับร่างกายบ้าง

การนั่งอยู่ในท่าเดิมบวกกับการนั่งอยู่ในที่แคบเป็นเวลานานจะทำให้เราเกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ การขยับร่างกายหรือออกกำลังกายเบาๆ ด้วยการขยับขา หมุนข้อมือ ทำให้เราป้องกันอาการเหน็บชา หรือตะคริว ได้ในระดับหนึ่ง หรือหาโอกาสลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย และบิดขี้เกียจก็ได้เ่ช่นกัน

6. พกขนมหรือลูกอมติดกระเป๋าไว้บ้าง

ถึงแม้ว่าสายการบินแบบฟูลเซอร์วิสจะมีบริการอาหารหรือเครื่องดื่มให้เราอยู่แล้ว แต่การพกขนมหรือของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่เราชอบติดกระเป๋าไว้ เช่น ขนมแห้งๆ อย่างพวกคุกกี้ หรือ ธัญพืช เอาไว้เคี้ยวเวลาเบื่อๆ พอให้หายอยาก พออิ่มแล้วก็นอนต่อได้เลยค่ะ

เพียงทำตาม 6 เคล็ดลับนั่งเครื่องบินนานๆ ไม่ให้เมื่อย และไม่น่าเบื่อ และนึกถึงความสุขเมื่อเราเดินทางถึงเป้าหมายในทริปนี้ของเรารออยู่ข้างหน้าแล้ว การที่เราต้องนั่งเครื่องบินนานๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่ออีกต่อไป และการเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง เพื่อนๆ ก็ควรเตรียมตัวซื้อประกันภัยการเดินทางที่ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายทีเกิดจากสถานการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ประกันภัยการเดินทาง “Dance Moves” จาก Allianz Travel ที่มีความคุ้มครองกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยขณะเดินทาง เที่ยวบินล่าช้า และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทริปได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันการเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เกาหลีใต้เปิดรับนักเดินทาง ไม่ต้องกักตัว

เกาหลีใต้เปิดประเทศแล้ว เข้าประเทศไม่ต้องกักตัว

สำหรับเพื่อนๆ ที่คิดถึงประเทศเกาหลีใต้เตรียมตัวแพ็คกระเป๋าเดินทางกันได้แล้ว กระทรวงสาธารณสุขของประเทศเกาหลีใต้ได้ประกาศยกเลิกข้อกำหนดเดิม และหันมารับนักเดินทางโดยไม่ต้องกักตัว เริ่มต้น 21 มีนาคมนี้

โดยผู้เดินทางต้องมีประวัติการฉีดวัดซีนครบ 2 เข็ม (Pfizer, Moderna, AstraZeneca, Johnson & Johnson, Novavax, Sinopharm(Beijing), Sinovac, Covishield, Covaxin, Covovax) และ 1 เข็มสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน Johnson & Johnson) และอยู่ในระยะเวลาระหว่าง 14-180 วัน ของการฉีดเข็มที่ 2 หรือได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 โดยสอดคล้องกับเกณฑ์ของ WHO

ผู้ที่มีประวัติการฉีดวัคซีนนอกประเทศเกาหลีใต้จะต้องลงทะเบียนในระบบของรัฐบาลประเทศเกาหลีใต้และได้รับการยืนยืนก่อน ถึงจะเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ได้โดยรับการยกเว้นการกักตัว โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะถูกเชื่อมผ่านระบบกรอกข้อมูลล่วงหน้า (Q-CODE)

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ลิงก์นี้ https://cov19ent.kdca.go.kr/cpassportal/

ระบบกรอกข้อมูลล่วงหน้า (Q-CODE) สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้
ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ Q-CODE

มาตรการนี้จะไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่เดินทางมาจากประเทศปากีสถาน อุซเบกิสถาน ยูเครน และเมียนมา ผู้เดินทางมาจากประเทศดังกล่าวยังต้องกักตัวแม้จะได้รับวัคซีนครบตามที่กำหนดแล้ว

นอกจากนี้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้จะต้องตรวจโควิดเป็นจำนวน 3 ครั้ง คือ ก่อนเดินทางเข้าประเทศ และหลังจากเข้าประเทศแล้ว 1 วัน และหลังเดินทางเข้าประเทศแล้ว 6-7 วัน โดยใช้ผลตรวจแบบ Rapid Antigen Test ได้

แม้รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้จะประกาศยกเลิกการกักตัว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวไทยผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ จะต้องขอวีซ่าจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เท่านั้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 (COVID-19) ทำให้ตอนนี้ทางประเทศเกาหลีใต้ได้ระงับฟรีวีซ่าของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยไว้ก่อน

หลายๆ ประเทศเริ่มเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศกันมากขึ้น หลังจากสถานการณ์โควิด-19 (COVID-19) เริ่มดีขึ้น ซึ่งนับเป็นข่าวดีของหลายคนที่เฝ้ารอการออกเดินทางไปต่างประเทศ จะได้เริ่มวางแผนการเดินทางและเตรียมแพ็คกระเป๋า และสิ่งสำคัญที่เราควรมีทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ คือ ประกันภัยการเดินทาง ที่จะช่วยให้แผนการเดินทางของเราไม่สะดุด สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล ให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

เลือกแผนประกันการเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

7 Tips Traveling Alone

7 เคล็ดลับลุยเดี่ยว เที่ยวคนเดียวให้ปลอดภัย

บางครั้งการวางแผนเที่ยวเป็นกลุ่มอาจต้องประสบความยุ่งยาก ล่าช้า รอกันไปรอกันมา ทำให้บางคนที่มีความพร้อมเพียงพอตัดสินใจออกเดินทางคนเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่ายากมากจนเราทำไม่ได้ นอกจากต้องมีเรื่องความกล้ามาก่อนแล้ว สิ่งสำคัญคือเราจะต้องวางแผนเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง Allianz Travel ขอนำ 7 เคล็ดลับลุยเดี่ยว ออกท่องเที่ยวคนเดียวให้สนุก ปลอดภัย ไม่น่ากลัว

1. การเปิดใจและตัดความกลัวออกไป

เราอย่าเพิ่งกังวลไปล่วงหน้าว่าเราจะมีปัญหาอะไร ปัจจุบันมีอุปกรณ์หรือแอพพลิเคชั่นผ่านทางมือถือมากมายที่คอยช่วยเราในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำรงชีวิต การกินอยู่ เส้นทาง หรือภาษาที่ใช้สื่อสารกับคนท้องถิ่น

Confident

2. การวางแผนล่วงหน้า

ใช้เวลาศึกษาสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทาง และการจองที่พักก่อนออกเดินทาง ถ้าต้องเดินทางคนเดียว ก็ควรหาที่พักที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย เดินทางสะดวก

Planing

3. การเลือกตั๋วเที่ยวบิน

บางครั้งเราอาจเลือกเที่ยวบินที่ราคาถูกและคุ้มค่าเป็นหลัก โดยไมได้คำนึงถึงเวลาออกเดินทาง และเวลาที่ไปถึงสถานที่ปลายทาง  แต่หากเราเดินทางคนเดียว และไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน เราควรหลีกเลี่ยงเที่ยวบินที่เดินทางถึงสถานที่ปลายทางในตอนกลางคืน เพราะอาจไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียว

Ticket

4. ทำตัวให้กลมกลืนกับคนท้องถิ่น

อย่าทำตัวเป็นจุดสนใจ เพื่อที่จะได้ไม่เป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่พัก หรือแผนการท่องเที่ยวของเรา

Make yourself like local people

5. ควรใช้กระเป๋าเป้สะพายหลังแทนการใช้กระเป๋าเดินทางใบใหญ่

ไม่พกสิ่งของมีค่าและไม่ขนข้าวของที่มากเกินความจำเป็น เพื่อให้เดินทางได้อย่างคล่องตัว และปลอดภัยจากมิจฉาชีพ

Using backpack

6. อย่าขาดการติดต่อ

ถึงแม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวของเราจะสนุกแค่ไหน ก็อย่าลืมที่จะหมั่นติดต่อกลับไปหาครอบครัวหรือคนใกล้ชิด รายงานเป็นระยะว่าจะไปที่ไหน ทำอะไร กลับถึงที่พักกี่โมง และเมื่อถึงที่พักแล้ว ควรติดต่ออีกครั้งเพื่อให้ครอบครัวได้ทราบความเคลื่อนไหว และไม่ต้องเป็นห่วง

Communication with family and friend

7. ทำประกันภัยการเดินทาง

เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ เที่ยวบินล่าช้า หรือแม้แต่สัมภาระสูญหาย การมีประกันภัยการเดินทางติดตัวไว้ก็ช่วยให้เราท่องเที่ยวได้อย่างอุ่นใจ สนุก และรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น*

Buy Travel Insurance

อุ่นใจทุกการเดินทางไปกับแผนประกันภัยการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel สนใจซื้อประกันการเดินทาง คลิกเลย!!

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เรามุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและดูแลคุณ

อลิอันซ์ทราเวลเป็นผู้นำระดับโลกด้านประกันภัยการเดินทางและบริการช่วยเหลือทั่วไป เรามีแผนประกันภัยที่หลากหลายให้เลือก ครอบคลุมตั้งแต่แผนรายเที่ยว แผนรายปี แผนครอบครัว ไปจนถึงแผนเดินทางศึกษาต่อต่างประเทศ เราทุ่มเทที่จะให้บริการช่วยเหลือและปกป้องคุณทุกที่ ทุกเวลาเท่าที่เราจะทำได้ เราไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประกันภัยและการให้ความช่วยเหลือ แต่เรามุ่งเน้นไปที่สิ่งที่มากกว่านั้น และทุกบริการของเราก็เพื่อลูกค้าคนสำคัญของเรา