ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี

ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี แผนไหนเหมาะกับเรา?

การเดินทางท่องโลกไปยังประเทศที่คุณไม่รู้จัก หรือไปประเทศที่คุณชื่นชอบวัฒนธรรม ธรรมชาติ หรือสิ่งที่แตกต่างจากประเทศไทย ถือเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยประสบการณ์อันน่าจดจำและความทรงจำอันล้ำค่า อย่างไรก็ตาม หลังจากที่คุณตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบิน และจองที่พัก เพื่อเดินทางไปยังประเทศในฝันของคุณแล้ว สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้คุณหมดกังวลว่าทริปวันหยุดของคุณจะไม่สะดุดระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ คุณจะมีตัวช่วยให้คุณได้อุ่นใจเสมอ วันนี้เราได้นำข้อมูล ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี มาให้เพื่อนๆ เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อประกันการเดินทางที่เหมาะสมกับการเดินทางของเรามากที่สุด

และไม่ว่าคุณจะชอบเดินทางไปต่างประเทศแบบทริปยาว ๆ ปีละครั้ง หรือทริปสั้น ๆ ปีละ 2-3 ครั้ง Allianz Travel มีแผนประกันภัยการเดินทางสำหรับนักเดินทางทุกประเภท ทั้งแผนแบบรายเที่ยว (Single Plan) ที่ครอบคลุมการเดินทางเพียงทริปเดียว และแผนแบบรายปี (Annual Plan) ที่คุ้มครองการเดินทางหลายเที่ยวในระยะเวลา 365 วัน การที่จะเลือกซื้อแผนไหนดี ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การเดินทางและแผนท่องเที่ยววันหยุดของคุณค่ะ

ทำความรู้จักประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยว

ประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยวจะให้ความคุ้มครองทริปวันหยุดของคุณจากประเทศไทยไปยังประเทศจุดหมายปลายทาง และสิ้นสุดเมื่อคุณกลับถึงประเทศไทย คุณควรทำประกันภัยการเดินทางแบบรายเที่ยวทันที่ที่คุณจองทริปวันหยุดพักผ่อนของคุณ เพราะประกันภัยการเดินทางมีความคุ้มครองครอบคลุมการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางภายใน 30 วันก่อนวันที่คุณจะเริ่มการเดินทาง หากเกิดเหตุการณ์ที่คุณไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรืออยู่นอกเนือกจากการควบคุมของคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

ถ้าคุณซื้อแผนรายเที่ยวสำหรับทริปเดียว ราคาจะถูกกว่าการซื้อแผนรายปี แต่ถ้าคุณมีแผนที่จะเดินทางสัก 2-3 ทริปในแต่ละปีเราแนะนำให้คุณซื้อแผนรายปีจะคุ้มกว่า

ทำไมต้องซื้อประกันภัยการเดินทางแผนรายปี

ประกันภัยการเดินทางแผนรายปีเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่อยู่เคียงข้างคุณตลอดทั้งปี ช่วยปกป้องคุณจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างทริป เช่น การยกเลิกการเดินทาง เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ และสัมภาระสูญหาย เป็นต้น ไม่ว่าคุณจะเดินทางกี่ครั้งก็ตาม คุณจะได้รับความคุ้มครองทุกทริปในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีนับจากวันที่กรมธรรม์เริ่มมีผลบังคับใช้ คุณเดินทางได้มากครั้งเท่าที่คุณต้องการ และแต่ละครั้งก็ได้สูงสุดถึงจำนวนวันที่กำหนดไว้ในแต่ละแผน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

เปรียบเทียบความแตกต่างประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยว และแผนรายปี

รายละเอียดแผนรายเที่ยวแผนรายปี
แผนและความคุ้มครองเลือกประเภทแผนและความคุ้มครองตามความต้องการของแต่ละทริปได้ เช่น เดินทางเฉพาะในเอเชีย หรือเดินทางทั่วโลก แผนและความคุ้มครองมาพร้อมกับชุดสิทธิประโยชน์มาตรฐานซึ่งอาจไม่เหมาะสมสำหรับทุกการเดินทาง
ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 1-180 วัน (ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเดินทางของแต่ละทริป)คุ้มครองต่อเนื่องสูงสุง 365 วัน
ค่าเบี้ยประกันเบี้ยประกันคิดตามจำนวนวันเดินทางเบี้ยประกันเป็นรายปี คุ้มค่าสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อย
ความยุ่งยากต้องซื้อทุกครั้งก่อนเดินทางซื้อครั้งเดียว เดินทางกี่ครั้งก็ได้คุ้มครองตลอดทั้งปี
ความคุ้มค่าเหมาะกับผู้ที่เดินทางไม่กี่วัน หรือเดินทางแค่ปีละครั้งเหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อย
วีซ่าเชงเก้นใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าได้ สำหรับแผนที่คุ้มครองทั่วโลก*ใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าได้ สำหรับแผนที่คุ้มครองทั่วโลก*

ตัวอย่างการเลือกซื้อ ประกันเดินทางต่างประเทศเปรียบเทียบ แผนรายเที่ยว vs แผนรายปี

ตัวอย่าง

คุณ Alliz มีแผนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน 2024 เป็นเวลา 7 วัน, เดินทางไปประเทศอังกฤษ ในเดือนมิถุนายน 2024 เป็นเวลา 20 วัน, และเดินทางไปประเทศฟินแลนด์ ในเดือนธันวาคม 2024 เป็นเวลา 20 วัน และทุกทริปต้องการความคุ้มครองแบบครบถ้วนสูงสุด

จากตัวอย่าง หากลูกค้าซื้อประกันการเดินแผนรายเที่ยว และรายปี รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องชำระมีดังนี้

แผนรายเที่ยว

คุณ Alliz ต้องทำการซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายเที่ยว ทุกครั้งที่ออกเดินทาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ทริปญี่ปุ่น 7 วัน
    – จำนวนผู้เดินทาง 1 คน
    – ซื้อประกันการเดินทางสำหรับเดินทางในเอเชีย แผนรายเที่ยว แผน Samba
    – ราคา 940 บาท
  2. ทริปอังกฤษ 20 วัน
    – จำนวนผู้เดินทาง 1 คน
    – ซื้อประกันการเดินทางสำหรับเดินทางทั่วโลก แผนรายเที่ยว แผน Tango
    – ราคา 2,920 บาท
  3. ทริปฟินแลนด์ 20 วัน
    – จำนวนผู้เดินทาง 1 คน
    – ซื้อประกันการเดินทางสำหรับเดินทางทั่วโลก แผนรายเที่ยว แผน Tango
    – ราคา 2,920 บาท

ราคารวมที่คุณ Alliz ต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว ในปี 2024
= 940+2,920+2,920 = 6,780 บาท

แผนรายปี

คุณ Alliz สามารถทำการซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี เพียงครั้งเดียวในทริปแรกที่ออกเดินทาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ระยะเวลาของทริปการเดินทางของคุณ Alliz ในแต่ละทริปไม่เกิน 31 วัน (ทริปญี่ปุ่น 7 วัน, ทริปอังกฤษ 20 วัน, และทริปฟินแลนด์ 20 วัน) ต้องการความคุ้มครองแบบครบถ้วนสูงสุด ดังนั้นคุณ Alliz สามารถซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี แผน Tango ระยะเวลาการเดินทางในแต่ละทริปภายใน 1 ปี ไม่เกิน 31 วันต่อทริปหรือต่อครั้งที่เดินทางได้ โดยราคารวมที่คุณ Alliz ต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันการเดินทาง แผนรายปี ในปี 2024
= 5,620 บาท

ซึ่งประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี ให้ความคุ้มครองการเดินทางทั่วโลก**

สรุป

จากตัวอย่างด้านบนคุณ Alliz สามารถเลือกซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ แผนรายปี แผน Tango ระยะเวลาการเดินทางต่อทริปหรือต่อครั้งไม่เกิน 31 วัน ในราคา 5,620 บาท จะมีความเหมาะสมและคุ้มค่ามากกว่าซื้อประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว ที่มีค่าเบี้ยประกันการเดินทางรวมทุกทริปอยู่ที่ 6,780 บาท คุณ Alliz สามารถประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันการเดินทางสำหรับปี 2024 ไปได้ถึง 1,160 บาท

หากเพื่อนๆ ท่านไหนมีแผนการเดินทางคล้ายๆ กับคุณ Alliz หรือมีการเดินทางบ่อย การซื้อประกันการเดินทาง แผนรายปี อาจจะเหมาะสมกับการเดินทางของเพื่อน ๆ มากกว่าการซื้อประกันการเดินทาง แผนรายเที่ยว แต่ถ้าเพื่อน ๆ เดินทางไม่บ่อย ประกันการเดินทางแผนรายเที่ยวก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเพื่อน ๆ ค่ะ

ถ้าคุณคิดว่าปีนี้จะมีทริปเที่ยวต่างประเทศเพียงครั้งเดียว ประกันภัยการเดินทางแผนรายเที่ยวคือตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณ แต่ถ้าคุณวางแผนเที่ยวต่างประเทศหลายทริปใน 1 ปี การซื้อประกันภัยการเดินทางแบบรายปีก็คุ้มมากกว่า แต่โดยรวมแล้ว การทำประกันภัยการเดินทางทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างประเทศก็เป็นความคิดที่ดีเสมอ เพราะจะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง*** เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลท์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*หากวีซ่าไม่ผ่าน และยังไม่ถึงวันเริ่มความคุ้มครองตามกรมธรรม์ สามารถใช้เอกสารการปฏิเสธวีซ่าเป็นหลักฐานในการขอคืนเงินค่าเบี้ยประกันได้เต็มจำนวน
**ยกเว้นประเทศที่ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์สำหรับเดินทางทั่วโลกได้แก่ อัฟกานิสถาน แอลจีเรีย บุรุนดี คองโก คิวบา เอริเทรีย กินี เกาหลีเหนือ อิรัก คอซอวอ ไลบีเรีย ลิเบีย มอริเตเนีย ไนเจอร์ ไนจีเรีย เซอร์เบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย เยเมน เนปาล อิหร่าน อิสราเอล ยูเครน เบลารุส บาห์เรน อียิปต์ จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน ดินแดนปาเลสไตน์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

12 ที่เที่ยวชิงเต่า 2026 เมืองชายทะเลจีน บรรยากาศยุโรปที่ต้องไปเช็คอิน!

12 ที่เที่ยวชิงเต่า 2026 เมืองชายทะเลจีน บรรยากาศยุโรปที่ต้องไปเช็คอิน!

ชิงเต่า (Qingdao) เมืองท่าสุดเสน่ห์ในมณฑลซานตงที่ผสมผสานกลิ่นอายสถาปัตยกรรมเยอรมันและวิถีชีวิตริมทะเลได้อย่างลงตัว จนได้รับฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออก” หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวจีนเทรนด์ใหม่ที่เดินทางง่าย อากาศดี และถ่ายรูปสวยทุกมุม นี่คือ 12 พิกัด ที่เที่ยวชิงเต่า (Qingdao) ที่ห้ามพลาดค่ะ!

1. พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Beer Museum)

สัญลักษณ์อันดับหนึ่งของเมือง ตั้งอยู่ในอาคารอิฐสีแดงทรงยุโรปซึ่งเคยเป็นโรงงานผลิตเบียร์เก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ถือเป็นจุดกำเนิดของเบียร์รสชาติระดับโลกที่คุณจะเห็นโลโก้ได้ทุกที่ในเมืองนี้

พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Beer Museum)
  • ไฮไลต์: การเดินชมประวัติศาสตร์การหมักเบียร์ตั้งแต่วิธีดั้งเดิมไปจนถึงเทคโนโลยีทันสมัย ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม มีทั้งถังหมักทองแดงโบราณและโซนจัดแสดงมัลติมีเดียที่น่าตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้ยังมีห้อง “Drunken Room” ที่จำลองสภาวะมึนเมาให้คุณได้ลองเดินเล่นสนุกๆ อีกด้วย
  • กิจกรรมแนะนำ: ลิ้มรสเบียร์สด (Original Beer) แบบไม่ผ่านการกรองที่ส่งตรงจากสายการผลิต ซึ่งหาดื่มยากมากจากภายนอก พร้อมแกล้มด้วยถั่วพรีเมียมของชิงเต่า และอย่าพลาดการสั่งทำขวดเบียร์รุ่นพิเศษที่มีรูปใบหน้าของคุณเองบนฉลากเพื่อเป็นของสะสมหนึ่งเดียวในโลก
  • ค่าบริการ: 50 – 60 หยวน (ตามฤดูกาล)

เวลาทำการ: 08.00 – 18.00 น. (ปรับเปลี่ยนตามช่วงเดือน)

2. มหาวิหารเซนต์ไมเคิล (St. Michael’s Cathedral)

โบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในชิงเต่า ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาในย่านเมืองเก่า เป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นภาพจำของเมืองและสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ยุโรปในแผ่นดินจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด

มหาวิหารเซนต์ไมเคิล (St. Michael's Cathedral)
  • ไฮไลต์: ตัวอาคารสร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อนตามสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์และโกธิก มีหอคอยคู่ยอดแหลมสูงถึง 56 เมตรประดับด้วยไม้กางเขนเหล็ก ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยกระจกสี (Stained Glass) ที่จะทอแสงหลากสีสันเมื่อแสงแดดส่องผ่าน สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์
  • กิจกรรมแนะนำ: ถ่ายรูปเช็คอินบริเวณลานหินกว้างหน้าโบสถ์ ซึ่งเป็นจุดยอดนิยมที่คุณจะได้เห็นคู่รักชาวจีนจำนวนมากมาถ่ายพรีเวดดิ้งในชุดสากลสุดหรู ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเที่ยวอยู่ในจัตุรัสกลางเมืองสักแห่งในเยอรมนี
  • ค่าบริการ: 10 หยวน

เวลาทำการ: 08.00 – 17.00 น.

3. ถนนสายการ์ตูนกิบลี (Ghibli Comic Street / Daxue Road)

พิกัดสุดฮิปบริเวณจุดตัดของถนน Daxue และ Yushan ที่กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ย่านนี้เต็มไปด้วยความคลาสสิกของกำแพงเมืองเก่าที่ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ใหญ่ตลอดสองข้างทาง

ถนนสายการ์ตูนกิบลี (Ghibli Comic Street / Daxue Road)
  • ไฮไลต์: “กำแพงแดง” อันเป็นเอกลักษณ์ที่เป็นแนวยาวตัดกับป้ายชื่อถนนจีนโบราณ ให้กลิ่นอายแบบวินเทจ นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะแบบ Street Art ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนชื่อดังค่าย Studio Ghibli เช่น Totoro และ No-Face ที่ซ่อนอยู่ตามผนังตึกและร้านค้า ทำให้ย่านนี้ดูมีชีวิตชีวาเหมือนหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ
  • กิจกรรมแนะนำ: เดินเล่นสำรวจงานศิลปะและต่อคิวถ่ายรูปมุมมหาชนตรงหัวมุมถนนซึ่งเป็นจุดที่สวยที่สุด แนะนำให้มองหาร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ในย่านนี้ที่จะมีโปสต์การ์ดทำมือสวยๆ ให้เลือกสะสมมากมาย
  • ค่าบริการ: ฟรี

เวลาทำการ: เปิดตลอดวัน (แนะนำไปช่วงเช้า 07.30 – 09.00 น. เพื่อเลี่ยงฝูงชน)

4. ถนนซิลเวอร์ฟิช (Silver Fish Street / Yinyu Street)

ย่านการค้าเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่ถูกนำมารีโนเวทใหม่จนกลายเป็น Hipster District ที่เท่ที่สุดในชิงเต่า เป็นจุดนัดพบของวัยรุ่นและคนรักงานดีไซน์

  • ไฮไลต์: การรักษาโครงสร้างอาคารอิฐเก่าสไตล์ ‘หลี่หยวน’ (Liyuan) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมลูกครึ่งจีน-ยุโรปที่เป็นเอกลักษณ์ของชิงเต่าไว้ แล้วเติมเต็มด้วยดีไซน์ร้านค้าสมัยใหม่ที่เน้นความดิบ เท่ และล้ำสมัย กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างอดีตและอนาคต
  • กิจกรรมแนะนำ: สนุกกับการทำ Cafe Hopping เพราะที่นี่มีร้านกาแฟ Specialty แบรนด์ดังมากมาย รวมถึงร้านแบรนด์เสื้อผ้าสตรีทและของสะสมงานคราฟต์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เหมาะสำหรับการมาเดินเล่นจิบกาแฟและสังเกตแฟชั่นของวัยรุ่นจีนในปัจจุบัน
  • ค่าบริการ: ฟรี

เวลาทำการ: 10.00 – 22.00 น. (โดยประมาณ)

5. ภูเขาเหลาซาน (Laoshan Mountain)

ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ริมชายฝั่งทะเลเพียงแห่งเดียวในจีนที่ได้รับเกรด 5A เป็นแหล่งกำเนิดของลัทธิเต๋าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่นำมาใช้ผลิตเบียร์ชิงเต่า

ภูเขาเหลาซาน (Laoshan Mountain)
  • ไฮไลต์: ทัศนียภาพอันแปลกตาที่ยอดเขาหินแกรนิตรูปร่างประหลาดตั้งตระหง่านตัดกับเส้นขอบฟ้าของน้ำทะเลสีครามเข้ม ภายในมีวัดเต๋าโบราณ เช่น วัดไท่ชิง (Taiqing Palace) ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ท่ามกลางต้นไม้นับพันปีและบรรยากาศที่ดูขลังและทรงพลัง
  • กิจกรรมแนะนำ: นั่งกระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) ข้ามผ่านขุนเขาเพื่อชมวิวมุมสูงแบบพาโนรามาที่มองเห็นอ่าวทะเลสุดลูกหูลูกตา หรือจะเดินป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติเพื่อไปชมน้ำตกและชิมน้ำแร่สดๆ จากลำธารบนภูเขา
  • ค่าบริการ: 60 – 90 หยวน (ไม่รวมค่ารถรับส่งภายในและค่ากระเช้า)

เวลาทำการ: 06.00 – 19.00 น. (ตามฤดูกาล)

6. จัตุรัส 4 พฤษภาคม (May Fourth Square / Wusi Guangchang)

แลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเขตธุรกิจใหม่ของชิงเต่า สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อชาติของนักศึกษาจีนในปี 1919 พื้นที่นี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองที่ทันสมัยกับอ่าวฟู่ซาน (Fushan Bay) ที่สวยงาม

จัตุรัส 4 พฤษภาคม (May Fourth Square / Wusi Guangchang)
  • ไฮไลต์: ประติมากรรมเกลียวสีแดงขนาดมหึมาชื่อ “May Wind” (พายุหมุนแห่งพฤษภาคม) ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล โดยในตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับสวยงาม และหากโชคดีคุณจะได้ชมการแสดง Light Show บนตึกระฟ้าโดยรอบที่สะท้อนเงาลงบนผิวน้ำ เป็นภาพที่อลังการระดับโลก
  • กิจกรรมแนะนำ: เดินเล่นริมทะเลชมทิวทัศน์ของศูนย์ล่องเรือโอลิมปิก (Olympic Sailing Center) ที่อยู่ติดกัน หรือจะมาวิ่งจ็อกกิ้งรับลมทะเลในตอนเช้าก็ได้ฟีลสุดๆ
  • ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ: เปิดตลอดวัน (การแสดงไฟมักจะเริ่มในช่วงค่ำประมาณ 19.00 น. เป็นต้นไป)

7. สะพานจ้านเฉียว (Zhan Bridge)

สะพานหินแกรนิตที่ทอดยาวลงไปในทะเลเป็นระยะทางกว่า 440 เมตร เปรียบเสมือนสัญลักษณ์อมตะของเมืองที่ใครไม่ได้มาที่นี่ก็เหมือนมาไม่ถึงชิงเต่า

สะพานจ้านเฉียว (Zhan Bridge)
  • ไฮไลต์: สุดปลายสะพานเป็นที่ตั้งของ ศาลาหุยหลาน (Huilan Pavilion) ทรงแปดเหลี่ยมสีแดงสดใสที่โดดเด่นตัดกับสีน้ำทะเล จากจุดนี้คุณสามารถมองย้อนกลับมาเห็นชายฝั่งที่เรียงรายไปด้วยตึกสไตล์ยุโรปและอาคารสมัยใหม่ เป็นมุมที่สวยที่สุดในการเก็บภาพเมืองชิงเต่าจากกลางทะเล
  • กิจกรรมแนะนำ: เดินรับลมทะเลสดชื่นไปจนสุดปลายสะพานเพื่อชมวิวแบบ 360 องศา และในช่วงฤดูหนาว (พ.ย. – มี.ค.) จะมีฝูงนกนางนวลนับพันตัวอพยพมาอาศัยอยู่รอบๆ สะพาน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถซื้ออาหารมาป้อนนกและถ่ายรูปคู่กับนกนางนวลได้อย่างใกล้ชิด
  • ค่าบริการ: สะพานเข้าฟรี (ค่าเข้าชมภายในศาลา 4 หยวน)

เวลาทำการ: สะพานเปิดตลอด 24 ชม. / ศาลาเปิด 08.00 – 17.30 น.

8. จุดชมวิวสวนเซียวหยูซาน (Xiaoyushan Park)

สวนบนเนินเขาเล็กๆ ที่เป็นจุดชมวิวมุมสูงที่สวยที่สุดในเขตเมืองเก่า ทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมชิงเต่าถึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่ง “หลังคาสีแดง ป่าสีเขียว ทะเลสีคราม”

จุดชมวิวสวนเซียวหยูซาน (Xiaoyushan Park)
  • ไฮไลต์: ศาลาหยุนเซี่ย (Yunxia Pavilion) ทรงแปดเหลี่ยม 3 ชั้นที่ตั้งอยู่บนยอดเนินเขา จากชั้นบนสุดคุณจะเห็นทัศนียภาพของอ่าวชิงเต่า สะพานจ้านเฉียว และบ้านเรือนสไตล์ยุโรปที่มีหลังคาสีแดงส้มเรียงรายสลับกับต้นไม้สีเขียวขจี โดยมีฉากหลังเป็นตึกระฟ้าของเมืองใหม่
  • กิจกรรมแนะนำ: การนั่งพักผ่อนรับลมเย็นๆ บนยอดเขาระหว่างรอชมพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีทองที่อาบลงบนหลังคาสีแดงของเมืองเก่าเป็นภาพที่ช่างภาพทั่วโลกพยายามมาเก็บความประทับใจนี้ให้ได้
  • ค่าบริการ: ฟรี (บางช่วงอาจมีการเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อยตามนโยบายสวน)

เวลาทำการ: 07.30 – 18.00 น.

9. หาดนัมเบอร์วัน (Number One Bathing Beach)

ชายหาดรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ทอดยาวกว่า 580 เมตร ล้อมรอบด้วยขุนเขาและตึกสไตล์ตะวันตก เป็นสถานที่พักผ่อนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว

หาดนัมเบอร์วัน (Number One Bathing Beach)
  • ไฮไลต์: หาดทรายที่มีความละเอียดนุ่มและน้ำทะเลใสสะอาด คลื่นลมไม่แรงเกินไปทำให้เหมาะแก่การพักผ่อน ริมหาดมีทางเดินไม้ยาว (Wooden Plank Road) ที่เชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ตลอดแนวชายฝั่ง มอบวิวทะเลที่เปลี่ยนไปในทุกๆ ก้าว
  • กิจกรรมแนะนำ: สัมผัสวิถีชีวิตคนชิงเต่าด้วยการมาเดินเล่นรับลมทะเลในยามเย็น หรือจองโรงแรมริมหาดเพื่อตื่นมาชมวิวทะเลจากหน้าต่างห้องพัก ในช่วงฤดูร้อนหาดนี้จะคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาทำกิจกรรมทางน้ำและนอนอาบแดด โดยที่นี่มีเวลาการแสดงไฟ (Light Show) 18.30–21.00 น.
  • ค่าบริการ: ฟรี

เวลาทำการ: เปิดตลอดวัน

10. พิพิธภัณฑ์ที่พักอดีตผู้ว่าการชาวเยอรมัน (German Governor’s Residence)

ปราสาทหลังงามที่สร้างขึ้นในปี 1903 สะท้อนถึงความหรูหราของยุโรปในยุคศตวรรษที่ 20 ตัวอาคารมีความมั่นคงและงดงามด้วยหินแกรนิตสีเหลืองประดับตกแต่งอย่างวิจิตร

  • ไฮไลต์: สถาปัตยกรรมแบบบาโรกและโรมันที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ภายในยังคงรักษาเครื่องเรือนไม้แกะสลัก โคมไฟระย้าสั่งทำจากยุโรป และเปียโนโบราณไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ผนังบางห้องยังประดับด้วยผ้าไหมและงานศิลปะล้ำค่าที่สะท้อนถึงรสนิยมของเจ้าของบ้านในสมัยนั้น
  • กิจกรรมแนะนำ: เดินชมห้องต่างๆ ที่แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างน่าสนใจ เช่น ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ และห้องนอนที่หรูหรา พร้อมรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านอำนาจในชิงเต่าผ่านสิ่งของเครื่องใช้ที่ตั้งแสดงอยู่
  • ค่าบริการ: 13 – 20 หยวน (ตามฤดูกาล)

เวลาทำการ: 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร์)

11. ย่านปาต้ากวน (Badaguan Scenic Area)

ย่านที่รวมสุดยอดสถาปัตยกรรมบ้านพักตากอากาศจาก 20 กว่าประเทศทั่วโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “นิทรรศการสถาปัตยกรรมโลก” ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสวยริมทะเล

ย่านปาต้ากวน (Badaguan Scenic Area)
  • ไฮไลต์: ถนนแต่ละสายในย่านนี้จะปลูกต้นไม้สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เช่น ถนนต้นกิงโกะ (แปะก๊วย) หรือถนนต้นเมเปิล ทำให้สีสันของย่านนี้เปลี่ยนไปตามฤดูกาล อาคารที่โดดเด่นที่สุดคือ Huashi Villa ปราสาทหินริมทะเลที่สร้างโดยชาวรัสเซีย ซึ่งมีทางเดินลับและจุดชมวิวอ่าวไท่ผิงที่งดงาม
  • กิจกรรมแนะนำ: เช่ารถจักรยานหรือเดินเล่นไปตามถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงบและร่มรื่น เพื่อซึมซับบรรยากาศแบบยุโรปและถ่ายภาพอาคารรูปทรงแปลกตา ย่านนี้ถ่ายรูปสวยทุกมุมโดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มทั้งแถบ
  • ค่าบริการ: เดินชมย่านฟรี (การเข้าชมภายในอาคารบางหลัง เช่น Huashi Villa มีค่าใช้จ่ายประมาณ 8.5 หยวน)

เวลาทำการ: เปิดตลอดวัน

12. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชิงเต่า (Qingdao Underwater World)

หนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่เก่าแก่และทันสมัยที่สุดของจีน ตั้งอยู่ริมอ่าวหยูฉวน เป็นสถานที่ที่รวบรวมความมหัศจรรย์ของโลกใต้ทะเลไว้อย่างครบครัน

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชิงเต่า (Qingdao Underwater World)
  • ไฮไลต์: อุโมงค์กระจกใต้น้ำที่มีทางเดินเลื่อนอัตโนมัติยาวกว่า 80 เมตร ให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ก้นมหาสมุทรโดยมีฉลาม กระเบน และฝูงปลาหลากสีว่ายวนอยู่รอบตัว นอกจากนี้ยังมีตู้จัดแสดงแมงกะพรุนเรืองแสงที่จัดไฟได้อย่างสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ
  • กิจกรรมแนะนำ: ห้ามพลาดการชมโชว์ “นางเงือก” (Mermaid Show) และบัลเลต์ใต้น้ำที่สวยงามพริ้วไหว รวมถึงการแสดง “Dancing with Sharks” ที่นักประดาน้ำจะลงไปป้อนอาหารและเต้นรำกับฝูงฉลามตัวเขื่อง เป็นไฮไลต์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมทุกวัย
  • ค่าบริการ: 110 – 130 หยวน (ตามฤดูกาล)

เวลาทำการ: 08.30 – 17.30 น. (ตารางโชว์มีเป็นรอบๆ โปรดเช็คที่หน้าเคาน์เตอร์)

การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน (Metro)

สถานที่สายรถไฟ (Line)สถานีที่ใกล้ที่สุด (Station)
พิพิธภัณฑ์เบียร์Line 2 / 4Lijin Road
มหาวิหารเซนต์ไมเคิล / Silver Fish StreetLine 1 / 3Qingdao Railway Station
ถนนกิบลี / สวนเซียวหยูซาน / พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำLine 3 / 4Renmin Huitang / Huiquan Square
จัตุรัส 4 พฤษภาคมLine 2 / 3May Fourth Square

ข้อมูลค่าบริการและเวลาทำการอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับทางสถานที่อีกครั้งก่อนออกเดินทาง

ใครอยากหาที่เที่ยวใหม่ๆ อยู่ใม่ไกลจากประเทศไทย แต่ได้ฟีลแบบเที่ยวยุโรป ให้ลองซื้อตั๋วมาเที่ยวชิงเต่า ทั้งวิวสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย เดินทางง่าย และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมพกติดตัวไว้เสมอนั่นก็คือ ประกันเดินทาง ที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณท่องเที่ยวในชิงเต่าได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณที่มาบทความและรูปภาพ: แจกแพลนเที่ยว ชิงเต่า 4 วัน 3 คืน เที่ยวจีนฟีลยุโรป เมืองริมทะเล vibes ดีมาก, travelchinaguide.com, visitqingdao.com, chinadiscovery.com, thatsqingdao.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2026

พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2026 ล่าสุด! [ครั้งที่ 12: 9 เมษายน 2026]

อีกไม่กี่เดือนช่วงเวลาของการชมดอกซากุระ ญี่ปุ่น ในปี 2026 ก็จะมาถึงแล้ว หลายคนรอคอยที่จะได้ไปสัมผัสบรรยากาศที่สวยงาม ละมุนไปด้วยสีของดอกซากุระที่บานสะพรั่ง 🌸 ไปทั่วทุกสถานที่ ที่เป็นจุดชมดอกซากุระบานในญี่ปุ่น โดยเฉพาะเดือนมีนาคมและเมษายน ปีนี้ข้อมูล พยากรณ์ซากุระบาน ญี่ปุ่น ปี 2026 ถูกประกาศออกมาแล้ว โดยทาง JMC (Japan Meteorological Corporation) ได้เผยแพร่ข้อมูล พยากรณ์ ซากุระบาน ญี่ปุ่น 2026 ฉบับล่าสุด (ครั้งที่ 12) ของปี 2026 ออกมา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2026 ตอนนี้ดอกซากุระในโตเกียวได้ถูกประกาศออกมาแล้วว่าในปีนี้ดอกซากุระบานในวันที่ 19 มีนาคม และบานเต็มที่แล้วในวันที่ 28 มีนาคม ส่วนที่เกียวโต ดอกซากุระเริ่มบานแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม และบานเต็มที่ในช่วงวันที่ 30 มีนาคม

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีแพลนจะไปชมความสวยงามของดอกซากุระที่ประเทศญี่ปุ่น เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ วางแผนการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไว้ล่วงหน้าก่อนการเดินทางประมาณ 3-5 เดือน เพราะค่าใช้จ่ายจะมีราคาถูกกว่าการจองตอนใกล้ถึงวันเดินทาง และสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือเราควรตรวจสอบช่วงเวลาที่ดอกซากุระบาน จากตารางพยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น ในปี 2026 ที่จะมีการประกาศออกมาเป็นระยะ ๆ กันด้วยนะคะ เนื่องจากช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมดอกซากุระจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่และสภาพอากาศในแต่ละปี ทาง Allianz Travel จะทำการอัปเดตข้อมูลการพยากรณ์ช่วงเวลาซากุระบานมาให้เพื่อน ๆ ได้คอยอัปเดตเพื่อใช้สำหรับวางแผนการเดินทาง ในบทความนี้นะคะ : )

ตารางพยากรณ์ช่วงเวลา ซากุระบาน ในญี่ปุ่นปี 2026

ตารางพยากรณ์ช่วงดอกซากุระบานของญี่ปุ่นในปี 2026 ครั้งล่าสุด (พยากรณ์ซากุระครั้งที่ 12) ประกาศออกมาแล้ว เผยแพร่โดย Japan Meteorological Corporation เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2026 ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางแผนการเดินทางเพื่อไปชมดอกซากุระปี 2026 ได้ค่ะ

ประกาศพยากรณ์ดอกซากุระบานปี 2026 (พยากรณ์ครั้งที่ 12: 9 เมษายน 2026)

พยากรณ์ช่วงเวลา ซากุระบาน ในญี่ปุ่นปี 2026 ล่าสุด

ขอบคุณรูปภาพจาก: JMC (Jpan Meteorological Corporation)

สถานที่ช่วงเวลาที่ซากุระเริ่มบาน 🌸ช่วงเวลาที่ซากุระบานเต็มที่ 🌸🌸🌸
โตเกียว – Tokyo19 มีนาคม28 มีนาคม
นาโงย่า – Nagoya17 มีนาคม30 มีนาคม
เกียวโต – Kyoto23 มีนาคม30 มีนาคม
โคจิ – Kochi16 มีนาคม31 มีนาคม
ฟุกุโอกะ – Fukuoka24 มีนาคม3 เมษายน
โอซาก้า – Osaka26 มีนาคม3 เมษายน
ฮิโรชิมะ – Hiroshima19 มีนาคม30 มีนาคม
วากายามะ – Wakayama24 มีนาคม2 เมษายน
คานาซาว่า – Kanazawa29 มีนาคม3 เมษายน
นากาโน่ – Nagano31 มีนาคม6 เมษายน
คาโกชิมะ – Kagoshima27 มีนาคม5 เมษายน
เซนได – Sendai31 มีนาคม4 เมษายน
อาโอโมริ – Aomori15 เมษายน19 เมษายน
ซัปโปโร – Sapporo20 เมษายน24 เมษายน
ดอกซากุระเริ่มบาน
ดอกซากุระบานเต็มที่แล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก: Release of 2026 Cherry Blossom Forecast (12th forecast) – JMC (Jpan Meteorological Corporation)

ไปชม ซากุระ ญี่ปุ่น ช่วงเวลาไหนดี ?

ดอกซากุระในญี่ปุ่นมีช่วงเวลาที่บานเต็มที่ในแต่ละสถานที่คือประมาณหนึ่งสัปดาห์ และช่วงที่บานเต็มที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ ดอกซากุระจะเริ่มบานจากเขตอบอุ่นและจุดสุดท้ายคือในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ตัวอย่างเช่น คุณจะเริ่มชมซากุระในภูมิภาคคิวชูตอนใต้ได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และบานเต็มที่ในอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา แต่ดอกซากุระในจังหวัดฮอกไกโดทางตอนเหนือสุดจะบานเต็มที่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

ในแต่ละปี ซากุระจะเริ่มบานในโตเกียวตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และสามารถบานสะพรั่งได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างโอซาก้า เกียวโต และฮิโรชิม่า ก็เริ่มบานสะพรั่งในเวลาเดียวกัน ในภาคกลางของญี่ปุ่น ดอกซากุระเริ่มบานตั้งแต่ต้นถึงกลางเดือนเมษายน ภายในปลายเดือนเมษายน คุณจะเห็นดอกซากุระในโทโฮคุ และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม คุณจะเห็นดอกซากุระที่ฮอกไกโดเช่นกัน

ซากุระ ญี่ปุ่น ช่วงต้นฤดูกาล (เดือนกุมภาพันธ์)

ซากุระมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่สามารถพบเห็นได้มากที่สุดคือพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ (Somei-yoshino) ที่บานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน และเวลาที่มีการพยากรณ์ซากุระบานในแต่ละปี ก็ยึดเอาพันธุ์โซเมอิโยชิโนะนี่แหละเป็นตัววัด ทำให้หลายคนอาจคิดว่าการชมซากุระในญี่ปุ่นมีเ)พาะช่วงเวลานี้เท่านั้น แต่ความจริงแล้วซากุระบางสายพันธุ์ก็บานเร็วกว่าพันธุ์ทั่วไปเล็กน้อย เราจะมาแนะนำสถานที่ที่สามารถไปชมซากุระได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์เลยค่ะ

เมืองคาวาซุ (Kawazu) ของจังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka)

ห่างจากโตเกียวประมาณ 2.5 ชั่วโมง มีชื่อเสียงเรื่องดอกซากุระพันธุ์คาวาซุ ดอกใหญ่สีชมพูเข้ม ซึ่งบานเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ และบานนานเกือบหนึ่งเดือนทำให้เมืองนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่เร็วที่สุดในละแวกโตเกียวและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ ช่วงที่มีซากุระบานของทุกปียังมีการจัด เทศกาลคาวาซุซากุระ (Kawazu Cherry Blossom Festival) ที่สวยงามไปด้วยซากุระสีชมพูทั้งในเมืองและริมแม่น้ำ การประดับไฟยามค่ำคืน และร้านค้าริมทาง

ซากุระ ญี่ปุ่น : เมืองคาวาซุ (Kawazu) จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka)

เมืองอาตามิ (Atami) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอิซุ (Izu)

ห่างจากโตเกียวไปทางตะวันตกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงโดยรถไฟชินคันเซ็น บรรยากาศเหมือนเมืองตากอากาศ มีบ่อน้ำพุร้อนและเรียวกังมากมาย ที่นี่เป็นแหล่งชมซากุระพันธุ์อาตามิ เป็นพันธุ์สีชมพู ดอกพุ่มสวย ปกติจะบานช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เมื่อเริ่มบานแล้วจะอยู่ประมาณ 10 วันก็จะเริ่มร่วงโรยรา จุดชมซากุระอยู่ตรงทางเดินเลียบแม่น้ำ Itogawa ใช้เวลาเดินลงจากสถานี Atami ประมาณ 10 นาที ที่นี่คุณจะเห็นต้นซากุระประมาณ 58 ต้นที่ปลูกอยู่สองข้างทาง

ซากุระ ญี่ปุ่น : เมืองอาตามิ (Atami)

เมืองมิอุระ (Miura) จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa)

มีดอกซากุระคาวาซุที่ผลิดอกช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ คุณจะได้เห็นต้นซากุระสายพันธุ์นี้ราว 1,000 ต้นเรียงรายตามเส้นทางรถไฟระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรจากสถานีมิอูระไคกัง (Miurakaigan) ไปยังสวนสาธารณะโคมัตสึไคเกะ (Komatsugaike) นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมที่ลอยมาในอากาศจากทุ่งดอกมัสตาร์ดสีเหลืองนวลที่ออกดอกตามสองข้างทาง ตลอดฤดูกาล ตลาดแผงลอยหลายแห่งจะเปิดให้บริการที่หน้าสถานีมิอูระไคกัง ซึ่งท่านสามารถที่จะซื้อหาผักสดจากท้องถิ่นรวมทั้งสินค้าพิเศษของเมืองมิอุระได้

หากเพื่อน ๆ ท่านไหนยังไม่รู้ว่าจะแพลนไปชมซากุระ ในญี่ปุ่น ที่ไหนดี Allianz Travel รวบรวมรายละเอียดสถานที่ ที่คุณสามารถวางแผนทริป เที่ยวญี่ปุ่น ชมดอกซากุระบาน พร้อมสาระน่ารู้เกี่ยวกับดอกซากุระ ได้จากบทความด้านล่างนี้เลยค่ะ

สถานที่ จุดชมซากุระ ญี่ปุ่น

สถานที่ชม ซากุระ ญี่ปุ่น

รวมข้อมูลพิกัดสำหรับชม ซากุระ ญี่ปุ่น พร้อมรายชื่อสถานที่ที่ควรไปชมซากุระในแต่ละภูมิภาค ที่มีความสวยงามแตกต่างกันออกไป

10 จุดชมซากุระโตเกียว ญี่ปุ่น

10 จุดชมซากุระโตเกียว

จุดชมซากุระ ที่ดีที่สุดของโตเกียว เตรียมเสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อม รับรองว่าทริปนี้ต้องได้รูปสวยคู่กับซากุระอย่างแน่นอน

จุดชมซากุระโทโฮคุ ญี่ปุ่น

9 สถานที่ ชมซากุระในโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น

แนะนำสถานที่ ชมซากุระในโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น ภูมิภาค ที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่สำหรับชมดอกซากุระสวย ๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

จุดชมซากุระ คาวาซุ (Kawazu)

จุดชม ซากุระ คาวาซุ (Kawazu) ซากุระสายพันธุ์บานเร็วในญี่ปุ่น

รวมสถานที่สำหรับชม ซากุระ คาวาซุ ซากุระสายพันธุ์บานเร็ว ที่เริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม มีต้นกำเนิดที่เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซุโอกะ

สายพันธุ์ซากุระยอดนิยม ญี่ปุ่น

9 สายพันธุ์ซากุระ ยอดนิยม ความงดงามที่แตกต่างในญี่ปุ่น

ทำความรู้จักกับ 9 สายพันธุ์ซากุระ ยอดนิยมในประเทศญี่ปุ่น แต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์และความแตกต่างกันอย่างไร มีสายพันธุ์อะไรบ้างไปดูกันเลย!

การวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูซากุระบาน

การเดินทางเพื่อไปชมดอกซากุระบานในญี่ปุ่นควรเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 เดือน เนื่องจากญี่ปุ่นในช่วงฤดูดอกซากุระบานเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิต ของนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศจำนวนมาก โรงแรมในโตเกียวและเกียวโตจะเต็มอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงต้องรีบจองที่พักทันทีที่มีกำหนดวันเดินทาง และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : livejapan.com, jw-webmagazine.com, n-kishou.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

จุดชม ซากุระ คาวาซุ ซากุระสายพันธุ์บานเร็ว

จุดชม ซากุระ คาวาซุ (Kawazu) ซากุระสายพันธุ์บานเร็วในญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลายอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว ในการไปชมดอกซากุระบานในญี่ปุ่น ซึ่งดอกซากุระที่พบเห็นได้ทั่วไปในช่วงเวลานี้คือพันธุ์โซเมโยชิโนะ ซึ่งมักจะเริ่มบานในช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคมในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยซากุระโซเมโยชิโนะจะบานนานประมาณ 2 สัปดาห์ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคุณสามารถไปชมดอกซากุระในช่วงฤดูหนาวได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนมีนาคม ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และสถานที่ เพราะมีซากุระสายพันธุ์พิเศษที่บานเร็วก่อนสายพันธุ์อื่น ๆ เป็นอีกหนึ่งในสายพันธุ์ซากุระที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น นั่นก็คือ ซากุระ คาวาซุ (Kawazu Sakura) 🌸 และที่สำคัญช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเดินทางนักและราคาตั๋วเครื่องบินก็ยังไม่แพง!

Allianz Travel จะพาทุกคนไปสำรวจสถานที่ ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับดอกซากุระปลายฤดูหนาวที่คุณไม่ควรพลาด จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ : )

ทำความรู้จักกับ ซากุระ คาวาซุ

ซากุระ คาวาซุ (河津桜) ตั้งชื่อตามเมืองคาวาซุในคาบสมุทรอิซุ จังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งปลูกซากุระสายพันธุ์นี้เป็นแห่งแรก ลักษณะเด่นของซากุระคาวาซุ คือเป็นสายพันธุ์ที่บานเร็ว ถือเป็นสัญญาณแรก ๆ ของฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ และบานเต็มที่ตอนช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งช่วงเวลาออกดอกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและสภาพอากาศ ดังนั้นคุณควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศล่าสุดก่อนเดินทางเสมอ ซากุระคาวาซุจะมีกลีบดอกใหญ่ สีชมพูเข้ม และบานสะพรั่งให้นักท่องเที่ยวได้ชมเป็นระยะเวลานานประมาณ 1 เดือน ซึ่งแตกต่างจากซากุระสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมทั่วไป เช่น โซเมอิโยชิโนะ (Somei Yoshino) ชิดาเระซากุระ (Shidare Sakura) ที่มักจะบานในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน และจะบานในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์เท่านั้น คุณสามารถชมซากุระคาวาซุ สีชมพูได้ทั่วโตเกียว หรือเดินทางไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับในจุดชมอื่น ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวโดยการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

สถานที่ชม ซากุระ คาวาซุ ในโตเกียว

สถานที่ชมความงดงามของ ซากุร ะคาวาซุ มีอยู่มากมายทั้งในโตเกียวและพื้นที่โดยรอบโตเกียวที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับสีสันอันสวยงามของต้นคาวาซุ ซากุระ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทั้งในสวนสาธารณะ ริมฝั่งแม่น้ำ และบริเวณวัดหลายแห่งในโตเกียว ที่จะเต็มไปด้วยต้นซากุระคาวาซุ ซากุระสีชมพูสดใส

1. สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen National Garden)

จุดชมซากุระคาวาซุ: สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen National Garden)

สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอ็นก็เป็นจุดชมซากุระที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว สวนอันกว้างใหญ่ใจกลางโตเกียวแห่งนี้มีต้นซากุระมากกว่า 900 ต้น ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงต้นซากุระ คาวาซุ ซึ่งเริ่มบานในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ด้วย นอกจากนี้ สวนชินจูกุเกียวเอ็นยังมีต้นซากุระที่บานช้าอย่างซากุระยาเอะซึ่งบานในเดือนเมษายน ในช่วงปลายของฤดูซากุระบานอีกด้วย

2. สวนอิโนะคาชิระ (Inokashira Park)

จุดชมซากุระคาวาซุ: สวนอิโนะคาชิระ (Inokashira Park)

สวนอิโนะคาชิระเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านคิจิโจจิ ซึ่งเป็นย่านทันสมัยทางทิศตะวันตกของโตเกียว ใกล้กับพิพิธภัณฑ์จิบลิ สวนแห่งนี้ได้รับความนิยมตลอดทั้งปี และดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนจะมาชื่นชมต้นซากุระหลากหลายพันธุ์ของสวนอิโนะคาชิระ รวมถึง ซากุระ คาวาซุ ด้วย ต้นซากุระส่วนใหญ่อยู่รอบสระน้ำขนาดใหญ่ของสวน และมีการประดับไฟสวยงามในเวลากลางคืน ผู้ที่ต้องการล่องเรือสามารถเช่าเรือเพื่อล่องไปในสระน้ำภายใต้ดอกซากุระสีชมพูสดใสได้

3. ศาลเจ้าโทโยคาวะอินาริ (Toyokawa Inari Betsuin)

จุดชมซากุระคาวาซุ: ศาลเจ้าโทโยคาวะอินาริ (Toyokawa Inari Betsuin)

ศาลเจ้าโทโยคาวะอินาริเป็นหนึ่งในสถานที่ทางศาสนาที่สวยงามดั่งภาพวาดของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพระราชวัง Akasaka ที่นี่มีรูปปั้นจิ้งจอกหินหนึ่งพันตัวซึ่งคล้องผ้ากันเปื้อนสีแดงสดตั้งอยู่ทั่วพื้นที่กว้างใหญ่ของศาลเจ้าแห่งนี้ อยู่ท่ามกลางต้น ซากุระคาวาซุ สีชมพูสดใสที่บานสะพรั่งในศาลเจ้าตลอดฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่คือวัดพุทธนิกายโซโตะ ก่อตั้งขึ้นในระหว่างช่วงที่มีการผสานความเชื่อทางศาสนา ซึ่งอยู่ระหว่างช่วงแรกเริ่มที่พุทธศาสนาได้ลงหลักปักฐานในญี่ปุ่นเรื่อยมาจนถึงช่วงการฟื้นฟูเมจิ

4. สวนโยโยกิ (Yoyogi Park)

จุดชมซากุระ คาวาซุ: สวนโยโยกิ (Yoyogi Park)

สวนโยโยกิเป็นจุดชมซากุระอีกแห่งที่มีชื่อเสียงในโตเกียว เนื่องจากมีต้นซากุระจำนวนมากกว่า 700 ต้น ที่นี่ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการปิกนิกและปิ้งบาร์บีคิวตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเต็มไปด้วยสีชมพูสดใสของต้นซากุระที่ประดับประดาพื้นที่โดยรอบ สวนโยโยกิตั้งอยู่ระหว่างย่านชินจูกุและย่านชิบูย่า ไม่ไกลจากย่านฮาราจูกุ ถึงแม้ว่าต้นซากุระที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นซากุระพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ แต่สวนโยโยกิยังมีต้นซากุระ คาวาซุ อยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

5. แม่น้ำคิวนาคากาวะ (Kyunaka River)

จุดชมซากุระคาวาซุ: แม่น้ำคิวนาคากาวะ (Kyunaka River)

แม่น้ำคิวนาคากาวะในฮิราอิ เขตเอโดกาวะ กรุงโตเกียว เป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านส่วนหนึ่งของโตเกียวตะวันออก และเป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเขตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำที่อยู่ห่างจากสถานีฮิราอิไปประมาณ 10 นาที มีต้นซากุระ คาวาซุ กว่า 30 ต้นปลูกเรียงรายอยู่ และมีโตเกียวสกายทรีตั้งเด่นเป็นฉากหลังในระยะไกล แสดงถึงการผสมผสานระหว่างโตเกียวแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ แถมพิเศษสำหรับคนรักรถไฟ เพราะมีสะพานทางรถไฟเหล็กไว้ให้ดูรถไฟยามแล่นข้ามแม่น้ำไปด้วย

สถานที่ชม ซากุระ คาวาซุ นอกเมืองโตเกียว

มีสถานที่ชม ซากุระ คาวาซุ นอกเมืองโตเกียวอยู่หลายแห่งที่เดินทางไปถึงได้โดยง่ายโดยรถไฟ ซึ่งคุณสามารถไปเยี่ยมชมได้แบบไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียว ในขณะที่บางแห่งอาจต้องพักค้างคืน คานากาวะเป็นพื้นที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ ในขณะที่ชิซูโอกะอาจต้องพักค้างคืน

1. เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ

จุดชม ซากุระ คาวาซุ ริมน้ำ: คาวาซุ ซากุระ เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ

เมืองคาวาซุบนคาบสมุทรอิซุในจังหวัดชิซูโอกะซึ่งเป็นเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของต้นซากุระ คาวาซุ อาจเป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดในการชมต้นซากุระ คาวาซุ ซึ่งมีต้นซากุระพันธุ์ คาวาซุ อยู่ทั่วเมืองกว่า 8,000 ต้น คุณจะได้เห็นต้นซากุระ คาวาซุ สีชมพูสดใสเรียงรายอยู่ตามสองฝั่งของแม่น้ำคาวาซุที่ทอดยาวกว่า 4 กิโลเมตร ดอกซากุระ คาวาซุ เริ่มบานในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์และจะเผยให้เห็นทัศนียภาพอันน่าทึ่งร่วมกับดอกเรพซีดสีเหลืองริมฝั่งแม่น้ำ

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ
จุดชมซากุระคาวาซุ ริมน้ำ: เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ

ในช่วงฤดูกาลนี้ จะมีการจัดเทศกาลประจำปีเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาที่ ซากุระ คาวาซุ บานสะพรั่งที่เริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยมีแผงขายอาหารมากมาย กิจกรรมสนุก ๆ และการประดับไฟต้นซากุระในตอนกลางคืน จุดเด่นอย่างหนึ่งของเทศกาล ซากุระคาวาซุ คือริมฝั่งแม่น้ำจะเปลี่ยนไปเป็นฉากที่งดงามที่ถูกประดับไปด้วยดอกไม้สีชมพูสดใสเต็มพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีดอกเรพซีดสีเหลืองที่บานอยู่ใต้ต้นซากุระ คาวาซุ ช่วยสร้างทัศนียภาพอันสวยงาม และมีการประดับไฟในตอนกลางคืนระหว่างเทศกาลตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 21.00 น.

จุดชมซากุระคาวาซุ: เมืองคาวาซุ (kawazu) จังหวัดชิซูโอกะ
จุดชมซากุระคาวาซุ : เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ ตอนกลางคืน Light Up

เราสามารถตรวจสอบการบานของดอกซากุระคาวาซุหรือชมดอกซากุระคาวาซุ ที่เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ แบบ Live ผ่านเว็บไซต์ skyliewebcams.com ได้ที่ลิงก์นี้นะคะ:
https://www.skylinewebcams.com/en/webcam/japan/prefecture-of-shizouka/kawazu/kawazu.html
https://www.skylinewebcams.com/en/webcam/japan/prefecture-of-shizouka/shizouka/izu.html

ช่วงเวลาเทศกาล: 7 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2026

เว็บไซต์: https://kawazuzakura.jp/

2. เมืองมิอุระ จังหวัดคานากาวะ

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : เมืองมิอุระ จังหวัดคานากาวะ

เมืองมิอุระ (Miura) ตั้งอยู่บนปลายสุดด้านใต้ของคาบสมุทรมิอุระ จังหวัดคานากาวะ (Kanagawa) หากเดินทางด้วยรถไฟจากโตเกียวจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เป็นสถานที่จัดงานยอดนิยมอย่างเทศกาลซากุระบานมิอุระไคกัง (Miura Kaigan Cherry Blossom Festival) ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ต้นซากุระ คาวาซุ กว่า 1,000 ต้นเรียงรายไปตามทางรถไฟประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างสถานีมิอุระไคกัง (Miura-kaigan) ไปจนถึงสวนโคมัตสึไกเกะ (Komatsugaike) และในช่วงเทศกาลจะมีแผงขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เช่น ยากิโทริ (ไก่เสียบไม้ย่าง) และไทยากิ (ขนมรูปปลา) หรือรอถ่ายภาพต้นซากุระประดับไฟตั้งแต่เวลา 17.00 น.

จุดชมซากุระคาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ ริมทางรถไฟ เมืองมิอุระ จังหวัดคานากาวะ

จุดชมวิวแนะนำ: คุณสามารถเก็บภาพทิวทัศน์อันสวยงามของรถไฟที่วิ่งผ่านแถวต้นซากุระ ด้วยการขึ้นไปบนสะพานลอยใกล้สถานีมิอุระไคกัง คุณจะได้ภาพรถไฟสีแดง (หรือสีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา) ตัดกับดอกซากุระสีชมพูอ่อน เป็นภาพที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง รถไฟวิ่งค่อนข้างบ่อย ดังนั้นคุณจึงมีโอกาสมากมายที่จะถ่ายภาพสวย ๆ ได้

ช่วงเวลาเทศกาล: 11 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2026

เว็บไซต์: https://miurakawazuzakura.wixsite.com/index/en

3. เมืองมัตสึดะ จังหวัดคานากาวะ

จุดชม ซากุระคาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ และวิวภูเขาไฟฟูจิ เมืองมัตสึดะ จังหวัดคานากาวะ

หากคุณอยากเห็นภาพดอกซากุระบานสะพรั่งและภูเขาไฟฟูจิไปพร้อมกัน ให้ไปที่เทศกาลซากุระมัตสึดะ (Matsuda Cherry Blossom Festival) ซึ่งจัดขึ้นที่สวนสมุนไพรมัตสึดายามะ (Matsudayama Herb Garden) ภายในสวนสาธารณะนิชิฮิราบาตาเกะ (Nishihirabatake Park) ในเมืองมัตสึดะ (Matsuda) จังหวัดคานากาวะ (Kanagawa)  คุณจะได้เห็นต้นซากุระคาวาซุสีชมพูประมาณ 360 ต้นพร้อมดอกเรพซีดสีเหลืองที่ตัดกันอย่างสวยงามบนไหล่เขา

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ และสไลเดอร์ เมืองมัตสึดะ จังหวัดคานากาวะ

นอกจากนี้ คุณยังสามารถสนุกสนานไปกับสไลเดอร์ท่ามกลางดอกซากุระอันงดงาม หรือนั่งรถไฟ Furusato ซึ่งเป็นรถไฟไอน้ำขนาดเล็กน่ารักที่วิ่งรอบสวน และในช่วงเทศกาล คุณยังจะพบกับแผงขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีกลิ่นดอกซากุระ เช่น น้ำผึ้งหรือแยมดอกซากุระ โมจิซากุระ ดังโงะ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ช่วงเวลาเทศกาล: 14 กุมภาพันธ์ถึง 8 มีนาคม 2026 (วันที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์การบานของดอกซากุระ)

ค่าเข้าชม: 300 เยน

เว็บไซต์: https://town.matsuda.kanagawa.jp/site/matsudasakura/

4. สวนนิชิฮิระบาตาเกะ จังหวัดคานากาว

จุดชม ซากุระ คาวาซุ : สวนนิชิฮิระบาตาเกะ เมืองคานากาวะ

สวนสาธารณะนิชิฮิระบาตาเกะ (Nishihirabatake Park) มีต้นซากุระ คาวาซุ มากกว่า 300 ต้น และในช่วงฤดูซากุระบาน คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันตระการตาของต้นซากุระ คาวาซุ ที่บานสะพรั่งในสวนสาธารณะโดยมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาไฟฟูจิที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ สวนสาธารณะนิชิฮิระบาตาเกะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับที่สะดวกมากหากเดินทางจากโตเกียว โดยใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษโดยรถไฟสายโอดะคิว

จุดชมซากุระคาวาซุ : คาวาซุ ซากุระ พร้อมวิวภูเขาไฟฟูจิ สวนนิชิฮิระบาตาเกะ เมืองคานากาวะ

ช่วงเวลาเทศกาล: 1 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2026

เว็บไซต์: https://www.minami-izu.jp/

ช่วงฤดูกาลสำหรับชมดอกซากุระในญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนมีนาคม-เมษายน จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตั๋วเครื่องบินและที่พักจะมีราคาค่อนข้างแพง เพื่อน ๆ สามารถชมความสวยงามของดอกซากุระสายพันธุ์บานเร็ว อย่าง ซากุระ คาวาซุ ได้ในช่วงนอกฤดูกาลชมซากุระ การได้ไปชมความสวยงามของดอกซากุระที่บานสะพรั่ง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสวยงาม และบรรยากาศที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ สำหรับใครที่อยากชมซากุระในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก่อนใคร อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมกับอากาศที่ยังหนาวอยู่ และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : thewanderingcam.com, japan.travel, tsunagujapan.com, jw-webmagazine.com, tokyocheapo.com, skyliewebcams.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 - Autumn Foliage Forecast in Japan 2025

พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 ล่าสุด! [ครั้งที่ 3 : 4 พฤศจิกายน 2025]

ฤดูกาลของการชมใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่น สำหรับปี 2025 มาถึงแล้ว JMC (Japan Meteorological Corporation) ได้เผยแพร่ข้อมูล พยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 ฉบับล่าสุด (ครั้งที่ 3) ของปี 2025 ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2025 เพื่อน ๆ คนไหนที่วางแผนจะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ประเทศญี่ปุ่น สามารถใช้ข้อมูลจากการพยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ในประเทศญี่ปุ่น ปี 2025 จาก JMC เป็นตัวช่วยในการวางแผนการเดินทางได้นะคะ เพื่อให้เพื่อน ๆ ไม่พลาดที่จะได้ไปชมความสวยงามในสถานที่ต่าง ๆ ในญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยสีสันของใบไม้หลากสีสันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงกันค่ะ ทาง Allianz Travel จะอัพเดทข้อมูลการพยากรณ์ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีมาให้เพื่อนๆ ได้คอยอัพเดทและใช้สำหรับการวางแผนการเดินทาง ในบทความนี้ค่ะ : )

หมายเหตุ: ข้อมูล พยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น ปี 2025 อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ ฝน และลม ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนสีของใบไม้ ซึ่งอาจทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ ดังนั้นเราควรตรวจสอบข้อมูลการพยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสีและอัพเดทข่าวสารเป็นระยะๆ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ ในการกำหนดช่วงเวลาของการเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ในประเทศญี่ปุ่น

ไปชม ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น ช่วงเวลาไหนดี ?

Japan Meteorological Corporation ได้ทำการพยากรณ์ช่วงเวลาในการเริ่มชมใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่นตามเมืองและภูมิภาคต่างๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคมจากเหนือจรดใต้ของประเทศญี่ปุ่น แต่ละสถานที่ จะมีช่วงเวลาที่ใบไม้มีสีสันสดใสประมาณ 2 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในช่วงเวลานั้นๆ ในแต่ละปี ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ในประเทศญี่ปุ่น มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่จะได้สัมผัสกับสีสันความสวยงามของใบไม้ที่เปลี่ยนสีไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

ใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่น จะมี 2 ช่วงด้วยกัน ได้แก่ ใบไม้สีเหลือง (ต้นแปะก๊วย) ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ตามมาด้วยใบไม้สีแดง (เมเปิ้ลญี่ปุ่น) ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน สีของใบไม้บนยอดเขาจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ซึ่งได้รับอิทธิพลจากระดับความสูงและสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ และในบางปีใบไม้เปลี่ยนสีอาจเกิดช้าไปจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคมเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละปี

หากเพื่อนๆ ท่านไหนยังไม่รู้ว่าจะแพลนไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ในญี่ปุ่น ที่ไหนดี Allianz Travel รวบรวมรายละเอียดสถานที่ ที่คุณสามารถวางแผนทริป เที่ยวญี่ปุ่น ชมใบไม้เปลี่ยนสีของคุณโดยประมาณ ได้จากบทความด้านล่างนี้เลยค่ะ

25 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น พร้อมวิธีการเดินทาง

25 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น พร้อมวิธีการเดินทาง

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น วิวอันน่าทึ่งของใบไม้สีแดง ส้ม และเหลืองสดใสในสถานที่ต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ร่วง

เที่ยวญี่ปุ่น ชมใบไม้เปลี่ยนสี ความงดงามในฤดูใบไม้ร่วง

เที่ยวญี่ปุ่น ฤดูใบไม้ร่วง ออกไปสัมผัสกับความงดงามของสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดใส สีส้ม และสีเหลืองทอง

9 ที่เที่ยวญี่ปุ่น จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี สวยจนห้ามพลาด!

ที่เที่ยวญึ่ปุ่น ที่ต้องปักหมุด เพื่อไปชมใบไม้เปลี่ยนสี สำหรับคนที่วางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงตอนสิ้นปี

ตารางพยากรณ์ช่วงเวลา ใบไม้เปลี่ยนสี ในญี่ปุ่นปี 2025

ตารางพยากรณ์ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นในปี 2025 ครั้งล่าสุด (พยากรณ์ครั้งที่ 3) ประกาศออกมาแล้ว เผยแพร่โดย Japan Meteorological Corporation เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางแผนการเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ปี 2025 ได้ค่ะ

ประกาศพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ปี 2025 (พยากรณ์ครั้งที่ 3 : 4 พฤศจิกายน 2025)

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี “สีแดง”

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี "สีแดง" ล่าสุด ครั้งที่ 3 - 4 พฤศจิกายน 2025

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี “สีเหลือง”

แผนที่พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี "สีเหลือง" ล่าสุด ครั้งที่ 3 - 4 พฤศจิกายน 2025

ขอบคุณรูปภาพจาก: JMC (Jpan Meteorological Corporation)

สถานที่ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสี “สีแดง”ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสี “สีเหลือง”
ซัปโปโร – Sapporo6 พฤศจิกายน7 พฤศจิกายน
อาโอโมริ – Aomori10 พฤศจิกายน5 พฤศจิกายน
เซนได – Sendai20 พฤศจิกายน21 พฤศจิกายน
โตเกียว – Tokyo23 พฤศจิกายน22 พฤศจิกายน
คานาซาว่า – Kanazawa25 พฤศจิกายน4 พฤศจิกายน
นากาโน่ – Nagano19 พฤศจิกายน12 พฤศจิกายน
นาโงย่า – Nagoya25 พฤศจิกายน10 พฤศจิกายน
เกียวโต – Kyoto15 ธันวาคม25 พฤศจิกายน
โอซาก้า – Osaka7 ธันวาคม20 พฤศจิกายน
วากายามะ – Wakayama15 ธันวาคม20 พฤศจิกายน
ฮิโรชิม่า – Hiroshima30 พฤศจิกายน21 พฤศจิกายน
โคชิ – Kochi13 ธันวาคม25 พฤศจิกายน
ฟุกุโอกะ – Fukuoka12 ธันวาคม1 ธันวาคม
คาโกชิมะ – Kagoshima16 ธันวาคม2 ธันวาคม
สถานะจริง ของจุดชมใบไม้สีแดงได้รับการประกาศโดย Japan Meteorological Agency
สถานะจริง ของจุดชมใบไม้สีเหลืองได้รับการประกาศโดย Japan Meteorological Agency

ขอบคุณข้อมูลจาก: Release of 2025 Autumn Foliage Forecast (3rd forecast) – JMC (Jpan Meteorological Corporation)

การวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

การเดินทางเพื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เราควรเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วงล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 เดือน เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ต้องการเดินทางเพื่อไปสัมผัสความสวยงามของสถานที่ต่างๆ ที่ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่พักตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะเต็มอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงต้องรีบวางแผนการเดินทางและจองที่พักตามสถานที่ ที่เราต้องการเดินทางไปให้พร้อม และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีติดตัวไว้ก็คือ ประกันภัยการเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : n-kishou.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวอียิปต์ ดินแดนฟาโรห์สุดลึกลับที่ควรไปสักครั้งในชีวิต

เที่ยวอียิปต์ ดินแดนฟาโรห์สุดลึกลับที่ควรไปสักครั้งในชีวิต

ถ้าพูดถึงประเทศที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เก่าแก่และมนต์ขลังแห่งอารยธรรมโบราณ การเดินทาง เที่ยวอียิปต์ คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลก ที่นี่คือดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรมโบราณที่สั่งสมมานานกว่า 5,000 ปี ทั้งพีระมิด มัมมี่ สุสานฟาโรห์ แม่น้ำไนล์และเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของเหล่าฟาโรห์ที่รอให้คุณไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง วันนี้ Allianz ได้รวม 5 พิกัดเมืองในอียิปต์และสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณห้ามพลาด มีที่ไหนบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1. ไคโร (Cairo)

เริ่มจากเมืองหลวงของอียิปต์ เมืองไคโรเป็นเมืองที่พลุกพล่าน เสียงดัง มีเสน่ห์ในแบบที่น่าจดจำ และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในอียิปต์ คุณสามารถสัมผัสกับวัฒนธรรม ศาสนา สถาปัตยกรรม อาหาร และดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์นับศตวรรษของอียิปต์ได้เพียงแค่เดินไปตามถนนในเมือง

กลุ่มพีระมิดกีซา (Giza pyramid complex)

มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza) และมหาสฟิงซ์แห่งกีซา (Great Sphinx of Giza)

หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 4,500 ปีก่อน ในสมัยฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่งราชวงศ์ที่ 4 ประกอบด้วยพีระมิดสามหลัง ได้แก่ มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza) พีระมิดคาเฟร (Pyramid of Khafre) และพีระมิดเมนคาวเร (Pyramid of Menkaure) รวมถึงมหาสฟิงซ์แห่งกีซา (Great Sphinx of Giza) และพีระมิดขนาดเล็กอื่นๆ

เวลาเปิด-ปิด: 06.00 – 16.00 น.
เว็บไซต์: https://www.pyramid-of-giza.com

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (Grand Egyptian Museum)

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (Grand Egyptian Museum)

พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ห่างจากพีระมิดแห่งกิซ่าเพียง 2 กิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่จัดนิทรรศการถาวรขนาด 24,000 ตร.ม. และจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 100,000 ชิ้น โดยหลายชิ้นถูกนำออกแสดงเป็นครั้งแรก บอกเล่าเรื่องราวอารยธรรมอียิปต์โบราณยุคต่างๆ ที่ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่และสื่อมัลติมีเดียในการนำเสนออย่างน่าสนใจ

บริเวณพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (Grand Egyptian Museum)

เวลาเปิด-ปิด: 

ทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์และวันพุธ

  • GEM Complex: 8:30 – 19:00 น.
  • แกลเลอรี: 9:00 – 18:00 น.
    ซื้อตั๋วรอบสุดท้าย: 17:00 น.

วันเสาร์และวันพุธ

  • GEM Complex: 8:30 – 22:00 น.
  • แกลเลอรี: 9:00 – 21:00 น.
  • ซื้อตั๋วรอบสุดท้าย: 20:00 น.

เว็บไซต์: https://gem.eg

ตลาดข่านเอลคาลิลี (Khan el-Khalili)

ตลาดข่านเอลคาลิลี (Khan el-Khalili)

ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1382 เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนสำหรับใครก็ตามที่มาเมืองหลวงของอียิปต์ ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีร้านค้ามากกว่า 4,000 ร้านกระจายอยู่ทั่วตรอกซอกซอยอันคดเคี้ยว ทีขายตั้งแต่ของที่ระลึกแบบดั้งเดิม ผ้าทอ เครื่องประดับ ไปจนถึงเครื่องเทศและงานฝีมือท้องถิ่น นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีอะไรให้สัมผัสอีกมากมาย ทั้งการชมผู้คน ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และลิ้มลองอาหารรสเลิศ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยมของอียิปต์อีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ 9:30 – 23:00 น. (หากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันพิเศษ เช่น วันอีด (Eid) และวันรอมฎอน (Ramadan) อาจมีการปรับเปลี่ยนเวลาทำการ)

เว็บไซต์: https://khanelkhalilicairo.com

2. ลักซอร์ (Luxor)

เมืองท่องเที่ยวสำคัญของอียิปต์ตอนบน (Upper Egypt) ซึ่งหมายถึงบริเวณทางตอนใต้ของประเทศ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในอดีตนั้นลักซอร์เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวกรีกในชื่อว่า ‘ธีบส์’ (Thebes) และเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอียิปต์ในยุคใหม่ (New Kingdom) หรือในช่วงระหว่างปี 1570 และ 1544 ก่อนคริสตกาลซึ่งเป็นยุคของราชวงศ์ที่ 18-20 ส่วนหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่จึงอยู่ที่บรรดาวิหารที่เหล่าฟาโรห์สร้างขึ้นบูชาเทพเจ้าที่ตนเองนับถือ รวมถึงสุสานของของเหล่าฟาโรห์และราชินีในหุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) และหุบเขาราชินี (Valley of the Queens)

หุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings)

หุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings)

ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์​ มีชื่อเสียงขึ้นมาหลังจากการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน (Tomb of Tutankhamun) และยังถือเป็นหนึ่งในสถานที่โบราณคดีที่โด่งดังที่สุดในโลก ปัจจุบัน นักโบราณคดีขุดพบสุสานฟาโรห์และขุนนางในหุบเขากษัตริย์นี้ได้มากมายถึง 63 สุสาน และยังคงขุดหากันต่อไป ไฮไลท์ของหุบเขาแห่งกษัตริย์ คือสุสานที่ตกแต่งอย่างประณีตและสวยงามซึ่งสร้างขึ้นสำหรับฟาโรห์ และได้รับการออกแบบมาให้เป็นที่ซ่อนและได้รับการปกป้องอย่างดี โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องพระศพและสมบัติของฟาโรห์สำหรับชีวิตหลังความตาย ในขณะที่หุบเขาแห่งนี้เคยมีการปล้นสะดมบ้างในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่สุสานหลายแห่งยังคงมีโบราณวัตถุที่น่าสนใจและภาพวาดฝาผนังอันงดงาม ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา พิธีกรรม และชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์โบราณ

หุบผาราชินี (Valley of the Queens)

หุบผาราชินี (Valley of the Queens)

เป็นสถานที่ฝังพระศพของพระราชินีและพระราชวงศ์ผู้หญิง ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองลักซอร์ สุสานส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กและไม่อลังการเท่าสุสานกษัตริย์ และสุสานที่เป็นรู้จักกันดีคือหลุมฝังศพของพระนางเนเฟอร์ทารี (Nefetari) พระราชินีผู้เป็นที่รักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกด้านศิลปะ มีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีสีสันสดใสและงดงาม ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โบสถ์น้อยซิสทีนแห่งอียิปต์โบราณ”

วิหารพระนางฮัตเชปซุต (Temple of Hatshepsut)

วิหารพระนางฮัตเชปซุต (Temple of Hatshepsut)

อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสุดอลังการของยุคอียิปต์โบราณอายุเกกว่า 3,500 ปี ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางหุบเขา เป็นที่ประดิษฐานพระศพของฟาโรห์หญิง “ฮัตเชฟซุต” ฟาโรห์หญิงองค์เดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์ที่รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต เป็นสตรีที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกยุคนั้น และทรงความสามารถด้านการปกครองยิ่งกว่าฟาโรห์บุรุษส่วนมาก ทรงเชี่ยวชาญด้านการปกครองและแสดงความเป็นผู้นำจนข้าราชสำนักต่างประจักษ์ในความสามารถ

วิหารคาร์นัค (Karnak)

วิหารคาร์นัค (Karnak)
บริเวณวิหารคาร์นัค (Karnak)

ที่ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความโดดเด่นของวิหารคาร์นัคนั้นอยู่ที่รูปปั้นสฟิงซ์หัวแกะ ที่หมอบเรียงรายอยู่หน้าวิหารจนเข้าไปถึงด้านใน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของเทพเจ้า วิหารแห่งนี้มีฟาโรห์ถึง 30 พระองค์ร่วมกันก่อสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า เป็นศูนย์รวมความเชื่อ ความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวอียิปต์โบราณ และเป็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติที่ควรไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

3. เมืองอัสวาน (Aswan)

เมืองอัสวาน (Aswan) ประเทศอียิปต์

เมืองอัสวานเป็นเมืองทางตอนใต้สุดของประเทศอียิปต์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ซึ่งมีทัศนียภาพโดยรอบสวยงาม เนื่องจากเป็นแม่น้ำไนล์ช่วงที่ผ่านเมืองอัสวานนี้เป็นหมู่เกาะแก่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทำให้เมืองอัสวานนั้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญมากเมืองหนึ่งของประเทศอียิปต์ และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นอีกเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอีกด้วย นอกจากสภาพแวดล้อมของเมืองที่น่าอยู่แล้ว เมืองนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอารยธรรมนูเบีย แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่อารยธรรมอียิปต์โบราณ แต่ก็ยังมีแหล่งอารยธรรมแอฟริกาโบราณที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และยังเป็นรากฐานสำคัญของอาณาจักรต่างๆ ในแอฟริกา อีกหลายอาณาจักร อย่างเช่น อาณาจักรนูเบีย (Ancient Nubia) มหาอาณาจักรแห่งอาฟริกาเหนือ ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันคือดินแดนตอนใต้ของอียิปต์ไปจนถึงตอนเหนือของประเทศซูดาน

วิหารฟิเล (Philae Temple หรือ Temple of Isis)

วิหารฟิเล (Philae Temple หรือ Temple of Isis)
บริเวณวิหารฟิเล (Philae Temple หรือ Temple of Isis)

เป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส มีความสําคัญและงดงามมาก ในอดีตวิหารนี้เคยถูกสร้างขึ้นบนเกาะฟิเลกลางแม่น้ำไนล์ แต่เมื่อเขื่อนอัสวานสร้างเสร็จ วิหารทั้งวิหารก็จมอยู่ใต้ระดับน้ำ หลังจากนั้นได้มีการแยกส่วนวิหารฟิเลย์ แล้วทำการเคลื่อนย้ายมาประกอบใหม่ที่เกาะอากิลเกียโดยอยู่สูงกว่าระดับน้ำ 20 เมตร หมู่วิหารฟิเล่ยังโดดเด่นในเรื่องปรากฎการณ์ของแสงและเงาอันเป็นผลมาจากตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับทรอปิกออฟแคนเซอร์ (จุดเหนือสุดที่มีโอกาสดวงอาทิตย์โคจรมาทำแนววดิ่งกับพื้นโลก) เมื่อดวงอาทิตย์เข้าใกล้จุดทำแนวดิ่งกับพื้นโลกด้านเหนือ เงาจากชายคาวิหารที่ยื่นออกมาจะสั้นลงทอดเงาตามพื้นผิวเรียบของผนัง จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสุด ผนังแนวตั้งก็มีเงาดำแผ่ขยายกว้างขึ้น ทำให้ตัดกันอย่างโดดเด่นกับแสงซึ่งส่องสว่างวัตถุรอบข้างทั้งหมดอย่างเด่นชัด

พิพิธภัณฑ์นูเบีย (Nubia Museum)

เปิดทำการในปี พ.ศ. 2540 จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบในภูมิภาคนูเบีย และบอกเล่าเรื่องราวพัฒนาการของอารยธรรมในหุบเขาไนล์ตอนใต้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคฟาโรห์ การกำเนิดของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม และท้ายที่สุดคือการสร้างเขื่อนในช่วงทศวรรษ 1960 พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใกล้กับสุสานฟาฏิมียะห์ (Fatimid) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานขนาดเล็กจำนวนมากที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 9 สุสานบางแห่งเป็นของนักบุญท้องถิ่น และตกแต่งตามลวดลายธงประจำชาติ และมักมีชาวบ้านท้องถิ่นมาเยี่ยมชม

หมู่บ้านนูเบียน (Nubian Village)

หมู่บ้านนูเบียน (Nubian Village)

คำว่าNubia หรือ Nubians หมายถึงทองคำ เป็นคำที่ชาวโรมันเรียกพื้นที่ทางใต้ของอียิปต์ซึ่งเป็นทางเหนือของซูดาน ชาวนูเบียนเป็นกลุ่มชาติพันธ์กลุ่มน้อยที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศซูดานและทางใต้ของอียิปต์ แต่เดิมมีถิ่นฐานอยู่ทางภาคกลางของลุ่มแม่น้ำไนล์ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานก่อนกำเนิดราชวงศ์อียิปต์ หมู่บ้านนูเบียนในเมืองอัสวานมีความมั่งคั่งและอุดมไปด้วยประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และความสนุกสนาน เป็นเมืองที่โดดเด่นมีความผสมผสานระหว่างความทันสมัยและอารยธรรมโบราณ ที่สามารถสำรวจและเยี่ยมชมความแตกต่างที่น่าสนใจอย่างหลากหลายทีเดียว บ้านในหมู่บ้านนูเบียนสร้างจากดินเหนียวแล้วแต่งแต้มสีสัน เป็นเหมือนศูนย์วัฒนธรรมสำหรับนูเบียน ผู้คนที่นี่มีความภาคภูมิใจในมรดกของพวกเขา มีการจัดแสดงของที่ระลึกและงานฝีมือที่ไม่เหมือนใคร

วิหารคอมออมโบ (Kom Ombo)

วิหารคอมออมโบ (Kom Ombo)

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนล์บนเนินเขาเล็กๆ เป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อุทิศให้กับเทพเจ้าสององค์คือ เทพโซเบค (Sobek) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่เศียรเป็นจระเข้ และเทพเจ้าฮาโรเอริส (Haroeris) เทพแห่งการแพทย์อียิปต์โบราณ ที่มีเศียรเป็นเหยี่ยว สร้างขึ้นภายใต้พระเจ้าปโตเลมีที่ 6 แห่งราชวงศ์ทอเลมีในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช วิหารคอมออมโบมีความน่าประทับใจและมีสิ่งให้ชมมากมาย รวมถึงงานแกะสลักทางศาสนาต่างๆ ตลอดจนภาพเล่าเหตุการณ์ประจำวัน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ งานฝีมือและอักษรอียิปต์โบราณบนเสา และชมมัมมี่จระเข้ในพิพิธภัณฑ์จระเข้ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กัน

วิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel Temples)

วิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel Temples)
บริเวณวิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel Temples)

สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ไม่แพ้พีระมิด มหาวิหารอาบูซิมเบล ถูกสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของอียิปต์จากการสู้รบกับนูเบีย ใช้เวลาในการสร้างถึง 20 ปี ต่อมามหาวิหารแห่งนี้ได้ถูกปล่อยให้รกร้าง และทรายปกคลุมจนกระทั่งในปี 1813 มีการค้นพบส่วนบนของมหาวิหารแห่งนี้ และใช้เวลาขุดถึง 3 ปีจึงสามารถเข้าไปภายในได้และพบสิ่งของมีค่ามากมายอยู่ภายใน จุดเด่นของวิหารแห่งนี้คือ รูปแกะสลักองค์ฟาโรห์รามเลส ที่นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์หน้าวิหารถึงสี่องค์ แต่ละองค์มีความสูง 20 เมตร ต่อมาในปี 1964 ได้มีการเคลื่อนย้ายมหาวิหารเนื่องจากเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนอัสวาน ทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบนัสเซอร์สูงขึ้น จึงมีการเคลื่อนย้ายเพื่อหนีน้ำ ถูกยกสูงขึ้นถึง 65 เมตร และห่างจากแม่น้ำ 200 เมตร โดยมีองค์กรยูเนสโก้ให้ความช่วยเหลือใช้งบประมาณกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

4. เมืองอเล็กซานเตรีย (Alexandria)

เมืองอเล็กซานเตรีย (Alexandria) ประเทศอียิปต์

อเล็กซานเดรียเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอียิปต์ เป็นจุดที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์มาบรรจบกับทะเลทรายและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อเล็กซานเดรียก่อตั้งในปี 331 ก่อนคริสตกาล และเคยเป็นเมืองหลวงของอียิปต์ในยุคเฮลเลนิสติก เมืองนี้พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดในจักรวรรดิโรมัน เป็นที่ตั้งของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และประภาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก อเล็กซานเดรียเชื่อมโยงอารยธรรมอียิปต์โบราณของฟาโรห์เข้ากับอารยธรรมของชาวโรมันและกรีก บุคคลสำคัญที่สุดที่อาศัยอยู่ในอเล็กซานเดรียคือพระราชินีคลีโอพัตรา ผู้ทรงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับผู้ปกครองจักรวรรดิโรมัน ปัจจุบันอเล็กซานเดรียเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศอียิปต์ และด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและเคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ทำให้อเล็กซานเดรียมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายแห่ง

ป้อมไกต์เบย์ (Fort Qaitbey)

ป้อมไกต์เบย์ (Fort Qaitbey)

สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 บนพื้นที่ของประภาคารอเล็กซานเดรียโบราณ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่เสียหายจากแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 14 ป้อมปราการแห่งนี้ได้ช่วยปกป้องอเล็กซานเดรียและชายฝั่งทะเลของอียิปต์จากกองทัพศัตรูมากว่า 500 ปี ในศตวรรษที่ 20 ป้อมไกต์เบย์ได้รับการบูรณะและกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ นักท่องเที่ยวสามารถสำรวจป้อมปราการและนิทรรศการต่างๆ ซึ่งจัดแสดงประวัติศาสตร์ของอเล็กซานเดรียและบทบาทของป้อมปราการในการป้องกันเมือง และหากคุณขึ้นไปด้านบนสุดของป้อมปราการ คุณจะได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของชายฝั่งทะเลและตัวเมืองได้อย่างชัดเจน

ตลาดปลาอันฟูชิ (Anfushi fish market)

ตลาดปลาในอเล็กซานเดรียมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ย้อนกลับไปถึงการก่อตั้งเมืองโบราณโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นแหล่งอาหารสำคัญของเมืองมานานหลายศตวรรษ และเป็นส่วนสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมของอเล็กซานเดรีย ตลาดอันฟูชิตั้งอยู่ติดกับป้อมเควตเบย์ เป็นตลาดเปิดที่คึกคักที่สุดในช่วงเช้าตรู่ของวัน เป็นช่วงเวลาที่ชาวประมงนำปลาที่จับได้ออกมาขาย ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นของอเล็กซานเดรีย คุณสามารถสังเกตชีวิตประจำวันของชาวประมงและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในท้องถิ่น การจะถ่ายทอดบรรยากาศที่แท้จริงและวุ่นวายออกมาเป็นคำพูดนั้นเป็นเรื่องยาก ตั้งแต่เสียงอึกทึกของฝูงชน ไปจนถึงกองปลาหลากหลายชนิดที่สดสะอาด และเสียงตะโกนของพ่อค้าแม่ค้าที่คอยดึงดูดลูกค้า

ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย (Bibliotheca Alexandrina)

ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย (Bibliotheca Alexandrina)

เมื่อสองพันปีก่อน อียิปต์เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้อันดับต้นๆ ของโลก และเมืองอเล็กซานเดรียเคยเป็นที่ตั้งของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีหนังสือมีค่าจำนวนมหาศาล แต่น่าเสียดายที่ห้องสมุดดังกล่าวถูกทำลายลงในช่วงที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงศตวรรษที่ 3 ปัจจุบัน รัฐบาลอียิปต์พยายามฟื้นคืนห้องสมุดอเล็กซานเดรียระดับตำนานให้ปรากฎต่อสายตาคนทั้งโลกอีกครั้ง โดยอาคารขนาดใหญ่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ท้องฟ้าจำลอง และหนังสือมากมายนับล้านเล่มจากทั่วทุกมุมโลก ห้องอ่านหนังสือหลักของห้องสมุดสามารถรองรับผู้อ่านได้มากกว่า 2,000 คน ห้องนี้ออกแบบในรูปทรงนาฬิกาแดดและมีหลังคากระจกที่ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้อย่างเต็มที่

เสาปอมเปย์ (Pompeys Pillar)

เสาปอมเปย์ (Pompeys Pillar)

เสาหินเกาแก่อายุกว่า 1,800 ปีที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 3 เพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิไดโอคลีเชียนแห่งโรมัน (Roman emperor Diocletian) ด้วยความสูง 20.46 เมตร และกว่าง 2.71 เมตร ถือว่าเป็นเสาหินแบบโรมันที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตเสาหินนี้เคยเป็นส่วนประกอบของมหาวิหารเซราพิอุมแห่งอเล็กซานเดรีย (Serapeum of Alexandria) เป็นวิหารกรีกที่ใหญ่ที่สุดในอเล็กซานเดรีย สร้างขึ้นราว 220 ปีก่อนคริสตกาล และอุทิศให้กับเทพีเซราพิสผู้ปกป้องอเล็กซานเดรีย เป็นเรื่องแปลกที่เสาหินต้นนี้ยังเหลืออยู่ในสภาพสมบูรณ์ ในขณะที่ส่วนอื่นถูกทำลายไปจนหมดแล้ว

สุสานใต้ดินแห่งคอมอัลชูกัฟฟา (Catacombs of Kom El Shoqafa)

สุสานใต้ดินแห่งคอมอัลชูกัฟฟา (Catacombs of Kom El Shoqafa)

5. เมืองโอเอซิสซีวา (Siwa Oasis)

เมืองโอเอซิสซีวา (Siwa Oasis) ประเทศอียิปต์

ตั้งอยู่ในทะเลทรายตะวันตก (Western Desert) ของอียิปต์ อยู่ห่างจากพรมแดนลิเบีย (Libya) ไปทางตะวันออกประมาณ 50 กิโลเมตร นับเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความโดดเดี่ยวที่สุดในประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายลิเบีย (Libyan Desert) ความโดดเด่นของที่นี่คือเป็นแหล่งโอเอซิสที่ตั้งอยู่อย่างเป็นเอกเทศบนเส้นทางการค้าในทะเลทรายมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตัวเมืองล้อมรอบด้วยต้นไม้โดยเฉพาะต้นปาล์มและต้นมะกอกที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบขนาดใหญ่และแหล่งน้ำพุธรรมชาติอยู่ในเมืองอีกด้วย เมืองซีวาเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่สร้างจากอิฐโคลนตั้งอยู่เรียงราย ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่น่าสนใจของชุมชนโอเอซิสแห่งนี้ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมมาชื่นชมความงดงามของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์กลางทะเลทรายและศึกษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวเบอร์เบอร์ ชนพื้นเมืองของที่นี่รวมถึงมีกิจกรรมภายในโอเอซิสให้ทำอีกมากมาย เช่น ปั่นจักรยาน ล่องเรือชมวิว เล่นแซนด์บอร์ดในทะเลทราย ชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกลับขอบทะเลทราย และลงว่ายน้ำในแหล่งน้ำพุธรรมชาติภายในโอเอซิส

ป้อมปราการชาลี (Fortress of Shali)

ป้อมปราการชาลี (Fortress of Shali)

ศูนย์กลางเมืองซีวาโดดเด่นด้วยรูปทรงอันวิจิตรงดงามของซากป้อมปราการอิฐโคลนสมัยศตวรรษที่ 13 แห่งนี้ ป้อมปราการชาลีสร้างขึ้นจากเคอร์เชฟ (Kershef – ก้อนเกลือจากทะเลสาบที่อยู่นอกเมือง ผสมกับหินและฉาบปูนด้วยดินเหนียวในท้องถิ่น) เดิมทีอาคารที่เรียงรายเป็นเขาวงกตนี้สูงสี่หรือห้าชั้น และเป็นที่พักอาศัยของผู้คนหลายร้อยคน มีทางเดินทอดผ่านซากปรักหักพัง ผ่านมัสยิดเก่าที่มีหออะซานรูปปล่องไฟ ขึ้นไปยังยอดเพื่อชมวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา ในปี 1926 มีฝนตกหนักติดต่อกัน ก่อให้เกิดความเสียหายกับตัวเมืองเป็นอย่างมาก ทำให้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้อยู่อาศัยได้ย้ายไปยังบ้านใหม่ที่สะดวกสบายกว่า ปัจจุบันมีอาคารเพียงไม่กี่หลังที่อยู่รอบนอกถูกใช้เป็นที่เก็บของ คุณสามารถเดินจากจัตุรัสกลางเมืองขึ้นไปสู่ด้านบนเพื่อชมวิวอันงดงามของโอเอซิสได้

ทะเลสาบเกลือ (Salt Lakes)

ทะเลสาบเกลือ (Salt Lakes)
การลอยตัวในทะเลสาบเกลือ (Salt Lakes)

การลอยตัวในทะเลสาบเกลือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่น่าจดจำที่สุดในการมาเยือนเมืองโอเอซิสซีวา สระน้ำสีฟ้าอมเขียวที่ใสราวคริสตัลเหล่านี้เค็มมากจนคุณลอยตัวได้อย่างสบายๆ และมอบประสบการณ์การบำบัดรักษาที่คล้ายกับทะเลเดดซี ทะเลสาบเกลือเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางธรรมชาติอันงดงาม เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทะเลทรายพิเศษที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน และได้รับน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ความแตกต่างอยู่ที่น้ำใสดุจคริสตัลและสีฟ้าคราม ล้อมรอบด้วยเนินทรายสีทองและต้นปาล์ม ก่อให้เกิดธรรมชาติอันเงียบสงบและเหนือจริง ทะเลสาบเกลือไม่เพียงแต่เป็นสถานที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศและวัฒนธรรมของซีวาอีกด้วย ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวเกลือจากทะเลสาบเหล่านี้มาใช้ในการค้า การก่อสร้าง และการดูแลสุขภาพ

ภูเขาแห่งความตาย หรือ เกเบล อัล มาวตา (Mountain of the death / Gebel al Mawta)

ภูเขาแห่งความตาย หรือ เกเบล อัล มาวตา (Mountain of the death / Gebel al Mawta)

ประกอบด้วยหลุมศพนับพันที่ขุดลงไปในชั้นหินเบื้องล่าง ซึ่งมีจารึกต่างๆ ที่ช่วยระบุอายุของหลุมศพ และการฝังศพยังคงดำเนินต่อไปในสุสานแห่งนี้จนถึงปลายยุคโรมัน สุสานที่มีชื่อเสียง 4 แห่งบนภูเขา ได้แก่ 1) ซีอามุน (Siamun) ประดับด้วยภาพสีสันสดใสของเจ้าของที่ดินหรือพ่อค้าชาวกรีกที่กำลังสวดมนต์ต่อเทพเจ้าอียิปต์ 2) เมซูไอซิส (Mesu Isis) ผนังมีภาพวาดที่สวยงามของไอซิสและโอซิริส และงูเห่า 21 ตัวที่เฝ้าทางเข้า 3) ไนเปอร์บาธอต (Niperbathot) ผนังประดับด้วยภาพวาดหมึกสีแดงแสดงถึงชีวิตประจำวัน เช่นภาพคนลี้ยงวัว และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเครื่องปั้นดินเผาสีซีวานในยุคปัจจุบัน และ 4) จระเข้ (Crocodile) สุสานขนาดเล็กที่มีภาพวาดของเทพโซเบค เทพเจ้าจระเข้ ผนังสุสานนี้ถูกทาสีแดงอมน้ำตาลและน้ำเงินโคบอลต์ ซึ่งเป็นสีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดของเทพเจ้าและเทพธิดาอียิปต์โบราณ

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับไปเที่ยวอียิปต์

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: ตุลาคม – เมษายน

สภาพอากาศ: อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัดเหมือนช่วงฤดูร้อน
อุณหภูมิ: ช่วงกลางวันอุณหภูมิประมาณ 20–25°C ส่วนช่วงกลางคืนอุณหภูมิประมาณ 10–15°C
ข้อดี: เดินทางเที่ยวสถานที่สำคัญได้สะดวก เช่น พีระมิด, ล่องแม่น้ำไนล์, ตลาดเก่า
กิจกรรมแนะนำ:

  • ล่องเรือแม่น้ำไนล์
  • เที่ยวเมืองโบราณลักซอร์และอัสวาน
  • เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร

ช่วงเวลาที่ควรระวัง: พฤษภาคม – กันยายน

สภาพอากาศ: อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายและภาคใต้
อุณหภูมิ: ช่วงกลางวันอุณหภูมิอาจสูงถึง 35–45°C
ข้อควรระวัง: หากเดินทางไปอียิปต์ช่วงนี้ ควรเดินทางในช่วงเช้า-เย็น, ดื่มน้ำเยอะ และเตรียมเสื้อผ้าเบาสบาย

ช่วงเวลาที่น่าสนใจเป็นพิเศษ:

ธันวาคม – มกราคม: อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเดินเที่ยวกลางแจ้ง แต่บางครั้งมีลมทะเลทรายทำให้รู้สึกหนาวเย็น
มีนาคม – เมษายน: ช่วงดอกไม้เริ่มบานในบางพื้นที่ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ

เคล็ดลับการเดินทางท่องเที่ยวไปยังเมืองยอดนิยมในอียิปต์

อียิปต์เป็นประเทศที่น่าไปเยือนอย่างยิ่ง แต่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเดินทาง เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเครียด ประหยัดเงิน และเพลิดเพลินกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในอียิปต์โดยไม่เกิดความยุ่งยาก

  • เริ่มต้นวันแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชนและอากาศร้อน: สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นวัด ตลาด และซากปรักหักพังเปิดตั้งแต่เช้า และแดดก็แรงมากในช่วงเที่ยงวันแม้แต่ในฤดูหนาว
  • เตรียมรับมือกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตื๊อลูกค้าในแหล่งท่องเที่ยว: เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการขายแบบจัดหนัก โดยเฉพาะในตลาดสด หากคุณกำลังหาซื้อของที่ระลึกอียิปต์ คุณควรรู้จักต่อรองราคาและอย่าลังเลใจที่จะเดินจากไป
  • หลีกเลี่ยงน้ำประปา: หากเป็นไปได้ ให้พกขวดกรองน้ำขนาดเล็กไปด้วย นอกจากประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องท้องเสีย
  • วัฒนธรรมการให้ทิป (บัคชีช – Baksheesh): การให้ทิปเป็นเรื่องปกติในอียิปต์สำหรับแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ เส้นทาง หรือการขอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น คุณควรเตรียมแบงก์ย่อยเอาไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดและช่วยให้การเดินทางของคุณราบรื่นขึ้น
  • แต่งกายสุภาพเรียบร้อย: อียิปต์เป็นประเทศที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คุณควรเตรียมกางเกงหลวม ๆ กระโปรงยาว และเสื้อปิดไหล่ไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญหรือมัสยิดในอียิปต์

และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมพกติดตัวไว้เสมอนั่นก็คือ ประกันเดินทาง ที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณท่องเที่ยวในอียิปต์ได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: lonelyplanet.com, travelandleisureasia.com, herasianadventures.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel