Applications for travel aboard

เที่ยวที่ไหนก็รอด! 8 แอปฯ แนะนำ สำหรับทริปต่างประเทศ

การจัดทริปเที่ยวต่างประเทศเอง ไม่ว่าจะเที่ยวแบบ backpack, เที่ยวเป็นคู่, เที่ยวยกแก๊งเพื่อน หรือเที่ยวกับครอบครัว ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวของเราสะดวกสบายมากขึ้น Allianz Travel ขอแนะนำ 8 แอปพลิเคชันสำหรับทริปเที่ยวต่างประเทศ ที่ใช้งานง่าย สะดวกทั้งระบบ iOS และ Android ทำให้คุณอุ่นใจไร้กังวลตลอดการเดินทางเลยค่ะ

1. MAP.ME

เป็นแอปพลิเคชันแผนที่แบบ offline พูดง่ายๆ คือ เราสามารถใช้งานแอปฯ นี้ดูแผนที่ได้แบบไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเลย Map.me จะช่วยให้เราวางแผนการเดินทางเพื่อไม่ให้พลาดสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจรอบๆ พื้นที่ได้ ด้วยการรวบรวมข้อมูลของหลายประเทศทั่วโลก เราสามารถใช้งานแอปฯ นี้ ในประเทศไหนก็ได้ ข้อมูต่างๆ มีการอัพเดทตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวเลยว่า จะตกเทรนด์หรือประสบปัญหาการหลงทางเลยค่ะ ยิ่งกว่านั้น Map.me มีตัวช่วยในการค้นหาโรงแรม, ร้านอาหารและคาเฟ่, การขนส่งสาธารณะ ฯลฯ อีกด้วย

2. SPLITWISE

หากคุณเคยประสบปัญหาเรื่องการจัดการบิล หรือค่าใช้จ่ายเวลาไปเที่ยว แอปพลิเคชัน Splitwise ถือว่าตอบโจทย์ และช่วยแก้ไขความยุ่งยากนี้ได้แน่นอน การใช้งานแอปฯ ก็แสนง่าย ไม่ซับซ้อน เราสามารถบันทึก, จัดหมวดหมู่, แบ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายได้อย่างอิสระ สำหรับใครที่มีหลายทริป เที่ยวกับเพื่อนหลายกลุ่ม เราก็สามารถตั้งกลุ่มเฉพาะทริปหรือกิจกรรมนั้นๆ ได้ สามารถดาวน์โหลด๊เป็นไฟล์ .csv ได้ด้วย พร้อมมีสกุลเงินที่รองรับมากกว่า 100 ประเทศ ก่อนไปเที่ยวจริง เราโหลดแอปฯ นี้ไปทดลองใช้กับปาร์ตี้เล็กๆ ของเรากับแก๊็งเพื่อนได้นะคะ

3. XE-CURRENCY

แอปพลิเคชันสำหรับการจัดการเงินระหว่างประเทศ ที่ทั้งสามารถทำได้ในขั้นตอนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจอัตราสกุลเงินกลางของตลาด, การแปลงสกุลเงินเพื่อโอนเงินไปต่างประเทศ พร้อมตรวจสอบสถานะการโอนเงินได้เลยทันทีในแอปฯ นี้ ไม่ต้องลำบากเช็กที่ธนาคาร นอกจากนี้ แอปฯ XE-Currency สามารถใช้งานได้แบบออฟไลน์ไม่ต้องใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตนะคะ

4. ITRANSLATE

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราอาจจะพบเจอปัญหาเรื่องการสื่อสาร การอ่านป้ายในภาษาที่เราไม่คุ้นเคย ดังนั้น iTranslate จึงเป็นแอปฯ แปลภาษาที่ตอบโจทย์อย่างมาก เพราะใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือโรมมิ่งใดๆ และมีภาษารองรับมากกว่า 100 ภาษาทั่วโลก โดยเราสามารถพิมพ์ประโยคสนทนา หรือจะใช้คำสั่งเสียงแทนการพิมพ์ก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ Pro features อีกด้วย เช่น ใช้กล้องถ่ายภาพสแกนป้าย, แปลบทสนทนาแบบเสียง-ต่อ-เสียงได้แบบทันที, การผันรูปประโยคตามการสนทนา ฯลฯ

5. SKYSCANNER

แอปพลิเคชันสำหรับทริปต่างประเทศ ที่ครบครันตั้งแต่การค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว, ที่พัก/โรงแรม, จองเครื่องบิน, เช่ารถ ฯลฯ ให้เราวางแผนการท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ดีที่สุด พร้อมกับโปรโมชั่นที่พักที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้งานอย่างเรา ที่สำคัญคือ ไม่บวกค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมด้วย ใครที่มองหาตัวช่วยในการวางแผนเดินทาง แบบแอปฯ เดียวจบ แนะนำให้ดาวน์โหลด Skyscanner ติดโทรศัพท์ไว้เลยนะคะ

6. MOMONDO

แอป Momondo เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คล้ายกับแอป Skyscanner จุดเด่นของแอปพลิเคชันนี้คือ การค้นหาและเปรียบเทียบราคาที่พัก/ตั๋วเครื่องบินที่รวดเร็ว ใช้งานง่าย หน้าตาแอปฯ สวยงามและฟรี เหมาะสำหรับการวางแผนทริปท่องเที่ยวที่มีงบประมาณจำกัด เราสามารถตั้งค่าตัวเลือกการค้นหาที่โดนใจเรา และยังสามารถบันทึกหรือเชื่อมต่อประวัติการค้นหาของเราเก็บไว้ในโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นได้อีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งแอปฯ ที่คำนึงถึงผู้ใช้งานอย่างมากเลยค่ะ

7. POCKET

เชื่อว่าหลายคนที่จัดทริปไปต่างประเทศ คงต้องมีการวางแผนก่อนเดินทางเสมอ โดยเฉพาะการหาบทความรีวิวจากเว็บไซต์, วิดีโอ, ข่าวสารหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ มากมายจนจำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหนบ้าง แอปพลิเคชัน POCKET จะเข้ามาช่วยเราเข้าถึงและจัดเก็บเว็บไซต์, บทความ, โพสต์ที่เราสนใจจากโซเชียลมีเดียเอาไว้ในแอปฯ เดียว และสามารถเอาออกมาอ่านได้ในภายหลังแบบออฟไลน์ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในที่ที่ไม่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ตาม รับรองว่าสะดวกและประหยัดเวลามากขึ้นด้วยค่ะ

8. ROME2RIO

Rome2rio เป็นแอปพลิเคชันที่เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการเดินทางเองด้วยขนส่งสาธารณะตอนไปเที่ยวต่างประเทศ ที่รวมตัวเลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบิน, รถไฟ, รถบัส, เรือเฟอร์รี่ และรถเช่า เป็นต้น เราสามารถวางแผนการเดินทางในแต่ละวันผ่านแอปฯ นี้ได้เลย รวมถึงการเช็กตารางรถสาธารณะได้แบบ real-time และใช้ได้มากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก

เป็นอย่างไรบ้างคะ? กับ 8 แอปพลิเคชันที่เรานำมาฝากกัน อย่าลืมโหลดไว้ในโทรศัพท์มือถือก่อนเดินทางนะคะ และเพื่อให้อุ่นใจกับทริปท่องเที่ยวต่างประเทศของคุณยิ่งขึ้น มาเลือกซื้อประกันการเดินทางจาก Allianz Travel ที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก
The 10 Best Travel Apps for 2021
15 Essential Travel Apps for backpackers

ขอบคุณรูปภาพจาก
Google Play

๊Universities in New Zealand with Scholarship

จัดเต็ม! 8 มหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ พร้อมทุนการศึกษา

Allianz Travel จะมาแนะนำ 8 มหาวิทยาลัยในประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีความน่าสนใจ มีบรรยากาศน่าเรียน และมีทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนและนักศึกษาต่างชาติอย่างเราด้วย

1. UNIVERSITY OF CANTERBURY

รูปภาพจาก : https://www.canterbury.ac.nz/

มหาวิทยาลัย Canterbury เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยอายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Christchurch ที่นี่ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การเรียนและทำงานให้แก่นักศึกษา เพื่อให้เติบโตในสายงานของตนเองได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีองค์กรดูแลนักศึกษาต่างชาติในเรื่องต่างๆ อย่างเช่น วีซ่า, ชมรมนักศึกษา, การหาที่พัก, การให้คำปรึกษาระหว่างเรียน, ทุนเรียนต่อ ฯลฯ ซึ่งช่วยให้นักศึกษาต่างชาติรู้สึกสบายใจและอุ่นใจมากขึ้น เมื่อมาเรียนต่อในต่างประเทศ

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: มีประเภทของทุนที่หลากหลาย เช่น ทุนค่าเล่าเรียน, ทุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่มีผลการเรียนดี, รางวัลความเป็นเลิศทางวิชาการ, กองทุนหรือมูลนิธิเพื่อนักศึกษา ฯลฯ

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 28,000 NZD หรือประมาณ 625,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

2. MASSEY UNIVERSITY

รูปภาพจาก : https://www.massey.ac.nz/

มหาวิทยาลัย Massey ติดอันดับ 1 ใน 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนิวซีแลนด์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1879 โดยเริ่มจากเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมมาก่อน ปัจจุบันมีวิทยาเขตทั้งหมด 3 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในนิวซีแลนด์ที่เปิดการเรียนการสอนสาขาการบินด้วย และคณะที่มีชื่อเสียงคือคณะสัตวศาสตร์และวิทยาศาสตร์นาโน ที่นี่มีคอร์สเปิดมากมายตั้งแต่การเรียนปรับภาษาอังกฤษ, ระดับปริญญาตรีไปจนถึงระดับปริญญาเอก (เปิดเฉพาะคณะแพทยศาสตร์) รวมถึงมีหอพักนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยด้วย

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: มีทั้งช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ทุน George Terry Memorial, ทุนความเป็นเลิศทางวิชาการ, ทุนช่วยเหลือของแต่ละภาควิชา, ทุนสถานทูต ฯลฯ

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 27,330 NZD หรือประมาณ 608,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

3. UNIVERSITY OF AUCKLAND

รูปภาพจาก : https://www.auckland.ac.nz/

มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของนิวซีแลนด์และยังติดอยู่ใน Top 50 มหาวิทยาลัยโลกด้วย (จัดอันดับโดย QS World University Ranking) ในสาขาวิชาโบราณคดี, ศึกษาศาสตร์, พยาบาลศาสตร์, ภูมิศาสตร์, และศิลปะการแสดง มีวิทยาเขตทั้งหมด 8 แห่ง (รวม Marine campus และ Wine science centre) มหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษาเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าสนับสนุนให้นักศึกษาเต็มที่ทั้งการเรียนและการใช้ชีวิตเลยทีเดียว

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: ให้ตั้งแต่นักศึกษาระดับปริญญาตรี-โท-เอก และยังมีทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติของแต่ละคณะ/สาขาวิชาด้วย เช่น ทุนสำหรับนักเรียนชนชาติเอเชีย, ทุนสำหรับงานวิจัย, รางวัลผู้ชนะการประกวดต่างๆ ฯลฯ

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 33,894 NZD หรือประมาณ 757,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

4. LINCOLN UNIVERSITY

รูปภาพจาก : https://www.lincoln.ac.nz/

หนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของประเทศนิวซีแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1880 เดิมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย Canterbury แต่แยกตัวออกมาในปี 1990 มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเกษตรและป่าไม้ ที่มีการผสมผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาและสนับสนุนการเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว ที่นี่มีเพียง 1 วิทยาเขต เรียกว่า “Te Waihora” อยู่ห่างจาก Christchurch มาเล็กน้อย

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: ทุนช่วยเหลือค่าเล่าเรียนระดับปริญญาโท (เกือบทุกคณะ), ทุน Leaver, ทุนด้านวิชาการและภาษาอังกฤษ เป็นต้น

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 29,100 NZD หรือประมาณ 647,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

5. AUCKLAND UNIVERSITY OF TECHNOLOGY (AUT)

รูปภาพจาก : https://www.aut.ac.nz/

ก่อตั้งปี 1895 ในชื่อ Auckland Technical School และได้เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยในปี 2000 ปัจจุบันมีวิทยาเขตทั้งหมด 3 แห่ง ถึงแม้จะมีคณะและสาขาเปิดไม่มากนัก แต่ที่นี่ก็ถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากจากนักศึกษาต่างชาติ ทั้งการดีไซน์อาคารเรียนที่สวยงาม ทันสมัย, บรรยากาศการเรียนสนุกสนาน และยังมีพัฒนาการเรียนการสอนอยู่เสมอ สังเกตได้จากการไต่ขึ้นอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่มีการปรับขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: มีทั้งจากมหาวิทยาลัยเอง และกระทรวงการต่างประเทศด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษามากทีเดียว เช่น ทุน NZAID, ทุนงานวิจัยระดับปริญญาเอก, ทุนของสถานทูตของแต่ละประเทศ ฯลฯ

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 30,092 NZD หรือประมาณ 672,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

6. UNIVERSITY OF OTAGO

รูปภาพจาก : https://www.otago.ac.nz/

มหาวิทยาลัย Otago เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ใน Dunedin ทางตอนใต้ของนิวซีแลนด์ จุดเด่นของมหาวิทยาลัยนี้ คือ คณะ/สาขาหลากหลาย, การเรียนการสอนที่ทันสมัยและคณาจารย์ที่เก่งมาก จนได้รับรางวัล Prime Minister’s Supreme Award for Teaching Excellence ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ world-class ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด, ห้องเรียน-แล็บ, ลานกิจกรรม ฯลฯ

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: มีทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาต่างชาติสูงถึง 15,000 NZD/ปี และทุนการศึกษาอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น ทุนเดินทางทำวิจัยสำหรับนักศึกษาปริญญาเอก, ทุนงานวิจัย, ทุนช่วยเหลือค่าเล่าเรียน, ทุนสำหรับผู้ที่ศึกษาวิชาประวัติศาสตร์, รางวัลสำหรับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 27,156 NZD หรือประมาณ 607,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

7. UNIVERSITY OF WAIKATO

รูปภาพจาก : https://www.waikato.ac.nz/

มหาวิทยาลัย Waikato ก่อตั้งขึ้นในเมือง Hamilton มายาวนานกว่า 60 ปีและปัจจุบันมีวิทยาเขตแห่งใหม่ในเมือง Tauranga เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีแนวคิดก้าวหน้าและนวัตกรรม ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่อนาคต นักศึกษาจะได้รับการศึกษาอันเป็นสากลที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการวิจัยอันเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในการผลิตบุคลากรเก่งๆ มากมายของประเทศนิวซีแลนด์ ตั้งแต่คณาจารย์ไปจนถึงผู้บริหารของประเทศ ที่นี่มีหอพักในสำหรับนักศึกษาที่สวยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: อาทิเช่น ทุนเรียนดีสำหรับผู้ที่สมัครเรียนครั้งแรก (มูลค่าสูงถึง 10,000 NZD), ทุนการศึกษาของมูลนิธิ, ทุนช่วยเหลือค่าเล่าเรียนของแต่ละคณะ ฯลฯ ซึ่งจะมีการอัพเดททุนการศึกษาและกองทุนความช่วยเหลือนักศึกษาอยู่เสมอ

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 25,915 NZD หรือประมาณ 579,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

8. VICTORIA UNIVERSITY OF WELLINGTON

รูปภาพจาก : https://www.wgtn.ac.nz/

อีก 1 ใน 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนิวซีแลนด์ มีอายุกว่า 120 ปี ตั้งอยู่ในย่าน Kelburn เมือง Wellington ด้านหนึ่งติดชายฝั่งทะเลและอีกด้านติดกับภูเขา บรรยากาศดี น่าเรียน มีชื่อเสียงเรื่องงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับ รวมถึงคณะ/สาขาที่ได้ QS World University Ranking ด้วย นอกจากนี้ การเรียนการสอนก็ค่อนข้างยืดหยุ่นและหลากหลาย เรียนได้ทั้งออนไลน์หรือที่วิทยาเขต เหมาะสำหรับนักศึกษาต่างชาติเป็นอย่างมาก

ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ: ทุนช่วยเหลือค่าเล่าเรียน, ทุนสนับสนุนงานวิจัย, และอื่นๆ ซึ่งส่วนมากจะแบ่งตามคณะ

ค่าเรียนต่อปี : เริ่มต้น 31,050 NZD หรือประมาณ 694,000 บาท (สำหรับ 120 หน่วยกิต)

ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์จะเปิดเรียนช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กรกฏาคม เราสามารถยื่นสมัครเรียนล่วงหน้าได้ถึง 4-5 เดือน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาระยะสั้นไปจนถึงระดับปริญญาเอก ซึ่งเกณฑ์การสมัครเรียนในระดับปริญญาของนักศึกษาต่างชาติก็จะมีความใกล้เคียงกัน เช่น ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL หนังสือรับรองผลการเรียน (Transcript) จดหมายรับรอง เป็นต้น นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นักศึกษาต่างชาติควรเตรียมไปให้พร้อมคือ ประกันภัยการเดินทาง ก่อนเดินทางเข้าประเทศนิวซีแลนด์เพื่อศึกษาต่อ

ใครที่สนใจซื้อประกันภัยการเดินทาง เพื่อศึกษาต่อต่างประเทศของ Allianz Travel
สามารถดูรายละเอียดได้เลยผ่านลิงก์นี้นะคะ >> คลิกเพื่อซื้อประกัน

*จำนวนเงินที่แสดงเป็นเพียงตัวเลขประมาณการเท่านั้น ขึ้นอยู่กับระดับปริญญา, คณะ, และสาขาของแต่ละมหาวิทยาลัย

ขอบคุณข้อมูลจาก
Top Universities In New Zealand 2021

Travel to Natural Farms Coast Near New York

สายท่องเที่ยวธรรมชาติ ห้ามพลาด! กับ 11 ฟาร์ม ริมชายฝั่งทะเล ใกล้นิวยอร์ก

1. AMBER WAVES FARM, AMAGANSETT, NEW YORK

Amber Farm ตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลักใน Amagansett และ East Hampton ด้วยพื้นที่ฟาร์มขนาดกว่า 63 ไร่ ทำให้ฟาร์มแห่งนี้เต็มไปด้วยพืชผัก สมุนไพรและไม้ดอกกว่า 300 ชนิด นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เกษตรกรรม ที่ร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานและชุมชนอย่างสร้างสรรค์ พร้อมด้วยกิจกรรม Workshop มากมาย ที่เหมาะกับทุกช่วงวัยให้ได้ร่วมสนุกกัน

cr. https://www.amberwavesfarm.org/the-farm

2. BARTLETT’S FARM, NANTUCKET, MASSACHUSETTS

ฟาร์มแห่งนี้เก่าแก่และใหญ่ที่สุดบนเกาะ Nantucket เป็นฟาร์มที่เน้นการทำเกษตรอินทรีย์ มีเรือนกระจกสำหรับปลูกดอกไม้, พืชผัก, และสมุนไพรออแกนิกกว่า 40 โรงเรือน นอกจากนี้แล้ว ยังมีส่วนของตลาดสินค้า ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์จากฟาร์มและพื้นที่ชุมชนโดยรอบ มาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกัน สำหรับในปี 2021 นี้ ทางฟาร์มเองก็มีการเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ในเดือนมกราคมค่ะ

cr. https://bartlettsfarm.com/

3. SOLEBURY ORCHARDS, NEW HOPE, PENNSYLVANIA

สวนผลไม้ขนาดใหญ่ของ New Hope ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 200 ไร่ อัดแน่นไปด้วยแอปเปิ้ล, พีช, บลูเบอร์รี่ และผลไม้อีกหลากหลายชนิด สวนผลไม้ Solebury Orchards ขึ้นชื่อในเรื่องผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก และยังมีวิวทิวทัศน์โดยรอบที่สวยงาม น่าไปเที่ยว ทำให้สถานที่แห่งนี้เองเป็นที่ดึงดูดให้ผู้คน และนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมที่นี่ อย่างไม่ขาดสาย หากเราวางแผนล่วงหน้ามาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะเห็นภาพการทำงานของเกษตรกรที่นี่อีกด้วยค่ะ พร้อมกับได้ผลไม้และของฝาก ติดไม้ติดมือไปอย่างแน่นอน

cr. https://www.soleburyorchards.com/

4. STONE BARNS CENTER, TARRYTOWN, NEW YORK

ที่มาของภาพ : https://www.nycfoodpolicy.org/stone-barns-center-food-agriculture-transforming-way-america-eats-farms/

เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างร้านอาหาร Stone Barns Center และฟาร์ม Blue Hills และเพื่อการพัฒนาคุณภาพอาหารอย่างยั่งยืน ที่ฟาร์มแห่งนี้ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีใดๆ ในการทำเกษตรเลย นอกจากนี้ ยังมีการจัดโครงการอาสาสมัครมากมาย ให้ได้มีส่วนร่วมในฟาร์มแห่งนี้ด้วย ใครที่อยากมาเรียนรู้หรือเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ สามารถสมัครผ่านออนไลน์บนเว็บไซต์ของฟาร์ม Stone Barns Center ได้เลยค่ะ

cr. https://www.stonebarnscenter.org/

5. RONNYBROOK FARM, ANCRAMDALE, NEW YORK

ที่มาของภาพ : https://www.nycfoodpolicy.org/stone-barns-center-food-agriculture-transforming-way-america-eats-farms/

ฟาร์มแห่งนี้ เป็นฟาร์มโคนมที่ถูกดำเนินกิจการมาเป็นรุ่นที่ 3 แล้วใน Hudson Valley, Ancramdale เพราะความใส่ใจในเรื่องคุณภาพ ตั้งแต่การเลี้ยงวัว ไปจนถึงการจัดจำหน่ายสินค้าโคนมต่างๆ สินค้าและผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อฟาร์มแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ ทางฟาร์มเองก็เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจเข้าชมกิจกรรมภายในฟาร์มด้วย

cr. http://www.ronnybrook.com/

6. SILVERMAN’S, EASTOU, CONNECTICUT

อีกหนึ่งฟาร์มเก่าแก่ใกล้ๆ นิวยอร์ก สำหรับ Silverman’s ฟาร์มแห่งนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว ซึ่งเราสามารถไล่เรียงดูไทม์ไลน์ที่น่าสนใจผ่านทางเว็บไซต์ได้ของฟาร์มเลยค่ะ เป็นฟาร์มที่มีผักและผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล, พีช, และเบอร์รี่ต่างๆ จำนวนมาก ไม่เพียงเท่านี้ ทางฟาร์มยังมีโซนเลี้ยงสัตว์ ให้นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมได้สนุกกับการให้อาหารอัลปาก้า, แกะ, แพะ, และกวางด้วย หรือใครอยากจะหาซื้อ “Silverman’s Apple Pie” ของฝากขึ้นชื่อของที่นี่ไปฝากครอบครัวก็ได้เช่นกันค่ะ

cr. https://www.silvermansfarm.com/

7. TRAPP FAMILY LODGE, STOWE, VERMONT

สถานที่แห่งมีทั้งฟาร์มและที่พักสวยๆ พร้อมวิวของเทือกเขาแอลป์ เราสามารถมาเที่ยวที่นี่ได้ตลอดทั้งปี เพราะกิจกรรมของฟาร์มจะมีจัดตามฤดูกาล กิจกรรมที่โดดเด่นของที่นี่ ได้แก่ ทัวร์ชมการทำ Vermont maple Syrup, ทัวร์ชมสวนดอกไม้, นั่งรถม้าชมฟาร์ม, ทัวร์การทำเบียร์สไตล์ Trapp Family เหมาะสำหรับการจัดทริปท่องเที่ยวของครอบครัวมาก

cr. https://www.trappfamily.com/

8. PEEKO OYSTERS FARM, NEW SUFFOLK, NEW YORK

Peeko Oysters ฟาร์มหอยนางรมในนิวยอร์ก ที่เราสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน ถึงแม้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวในนิวยอร์กยอดฮิต ในช่วงหน้าร้อน จะเป็นโรงแรมหรือร้านอาหารแถบชายฝั่ง แต่อย่างไรก็ตาม การทานหอยนางรมที่สดและอร่อย ต้องมาช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ทำให้ฟาร์มแห่งนี้ครึกครื้นไปด้วยนักท่องเที่ยว ใครที่สนใจอยากจะแวะชิมของอร่อย จะต้องวางแผนเที่ยวล่วงหน้าสักหน่อยนะคะ

cr. https://peekooysters.com/

9. RISE AND ROOT, CHESTER, NEW YORK

ฟาร์มแห่งนี้ เป็นฟาร์มที่โดดเด่นเรื่องของการปลูกผักสลัดทุกชนิดในนิวยอร์ก นอกจากจะมีการออกร้าน จัดจำหน่ายในตลาดสุดสัปดาห์ที่ Union Square แล้ว คนที่สนใจเยี่ยมชมสินค้าและผลิตภัณฑ์ของฟาร์ม สามารถเดินทางขึ้นเหนือมาที่ฟาร์มได้เลย ทางฟาร์มมีให้บริการทัวร์ และเปิดโครงงานอาสาสมัคร ให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฟาร์ม Rise and Root ด้วยค่ะ

cr. https://www.riseandrootfarm.com/

10. KETTLE RIDGE FARM, VICTOR, NEW YORK

ฟาร์มแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งแหล่งผลิต Maple Syrup และน้ำผึ้งที่ขึ้นชื่อของนิวยอร์ก เนื้อที่ของฟาร์มมากกว่า 170 ไร่ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมความสวยงามของฟาร์มได้ตลอดทั้งปี แต่สำหรับช่วงฤดูหนาว ทางฟาร์มจะมีการจัดอีเว้นท์ท่ามกลางหิมะ ด้วยอาหาร, ขนมแบบดั้งเดิมของที่นี่ ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงนี้เลย นอกจากนี้ ฟาร์ม Kettle Ridge ยังมีการจัดโปรแกรม “Adopt-a-Maple” ให้เราได้เป็นเจ้าของต้นไม้อย่างแท้จริง มีทั้งใบรับรองและพิกัด GPS ให้ด้วย น่าสนใจมากเลยค่ะ

cr. https://www.kettleridgefarm.com/

11. WOODSTOCK FARM, HIGH FALLS, NEW YORK

เป็นฟาร์มที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ฟาร์มแห่งนี้เปรียบเสมือนสถานที่พักพิงของสัตว์ที่ถูกทารุณกรรม, ถูกทอดทิ้ง, หรือมาจากโรงฆ่าสัตว์ ฯลฯ จึงทำให้ฟาร์มแห่งนี้มีสัตว์หลากหลายประเภทมาก ไม่ว่าจะเป็นแพะ, แกะ, วัว, ไก่, ห่าน, หมู เป็นต้น ที่น่ารักกว่านั้นคือ ทางฟาร์มมีการตั้งชื่อให้กับสัตว์เหล่านี้ด้วย ใครที่อยากเข้าไปชมความน่ารักของน้องๆ หรืออยากเป็นอาสาสมัคร เข้าชมได้ที่เว็บไซต์ของฟาร์มได้เลยค่ะ

cr. https://woodstocksanctuary.org/

เป็นอย่างไรบ้างคะ? สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม เน้นความสวยงามของธรรมชาติ และความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณริมฝั่งทะเลตะวันออก สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกายังมีอีกหลายแง่มุม ที่ Allianz Travel อยากพาทุกคนไปรู้จัก ใครที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ อย่าลืมเลือกซื้อประกันภัยการเดินทางต่างประเทศของเรานะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
11 East Coast Farm Trips For a Peaceful Weekend Away

Most Beautiful Hotels Overseas

เปิดประสบการณ์ใหม่กับ 12 ที่พักต่างประเทศ ในปี 2021

1. XIGERA SAFARI LODGE, BOTSAWANA

(เปิดให้บริการ : มกราคม 2021)

โรงแรมหนึ่งในแอฟริกาคอลเลคชั่น ในเครือของ Red Carnation แน่นอนว่าจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากดินแดนซาฟารีนี้อย่างแน่นอน เพราะที่นี่ตั้งอยู่ในประเทศบอตสวนา ทวีปแอฟริกา ให้คุณได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับบรรยากาศเงียบสงบ ความสวยงามของสัตว์ป่า ที่องค์กรยูเนสโกให้การรับรองเป็นมรดกโลกแล้ว ที่นี่เปิดให้บริการกับแขกเพียง 12 ห้องพักเท่านั้น รองรับแขกได้สูงสุด 24 คน นอกจากนี้ ความพิเศษของอาคารทั้งภายนอก-ใน ถูกออกแบบด้วยไม้หายากในแถบนั้นด้วย

cr. https://xigera.com/

2. ACE HOTEL, SYDNEY

(เปิดให้บริการ : ช่วงปลายปี 2021)

โรงแรมสไตล์โมเดิร์น สัญชาติอเมริกัน ที่กำลังจะเปิดให้บริการอีกสาขาในซิดนีย์ ถึงแม้ว่าทางเครือจะยังไม่มีการโปรโมทอย่างเป็นทางการ แต่สำหรับชื่อเสียงของโรงแรมในเครือ ACE Hotel ถือว่าโดนเด่นอย่างมาก เรื่องของการตกแต่งภายในที่เป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นอายของความเป็น New York สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาของ ACE Hotel ที่ซิดนีย์ นั่นก็คือ ร้านอาหารและบาร์ Rooftop นั่นเอง ใครที่มองหาที่พักในซิดนีย์ เพิ่มที่นี่ไว้เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ ก็ดีเหมือนกันนะคะ

cr. https://concreteplayground.com/perth/travel-leisure/ultra-trendy-us-chain-ace-hotel-is-opening-its-first-australian-outpost-in-sydney

3. DESA POTATO HEAD, BALI

(เปิดให้บริการ : ช่วงกลางปี 2021)

บาหลีนั้นถือเป็นอีกหนึ่ง Destination ที่คนไทยชอบไปเที่ยวกันมาก สำหรับที่พักในบาหลีที่เราจะกล่าวถึง ก็คือ Desa Potato Head รีสอร์ทที่เต็มไปด้วยความใส่ใจธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราได้เข้าร่วมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานแสดงดนตรี, การแสดงร่ายรำท้องถิ่น, งาน Hand craft จากวัสดุเหลือใช้, เล่นเซิร์ฟ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ใครที่ยังไม่เคยมาบาหลี วางแผนตอนนี้ได้เลยค่ะ เพราะเชื่อว่า คุณจะต้องติดใจ และกลับมาเที่ยวซ้ำอย่างแน่นอน

cr. https://potatohead.co/seminyak/sleep/potato-head-studios

4. PARADERO TODOS SANTOS, MEXICO

(เปิดให้บริการ : มกราคม 2021)

ที่พักในเม็กซิโก ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติโดยรอบอย่างแท้จริง เรียกได้ว่า 80% เป็นภูมิทัศน์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และอีก 20% ถูกสร้างขึ้นด้วยมนุษย์ สำหรับบริเวณโดยรอบถูกล้อมไปด้วยสวนพฤกษศาสตร์กว่า 10,000 ไร่ มีต้นปาล์มมากกว่า 50,000 ต้น มีห้องพักหลายรูปแบบ โดยเฉพาะโซนดาดฟ้า เราสามารถมาตั้งแคมป์เล็กๆ เพื่อเพลิดเพลินไปกับการดูดาว นอกจากนี้แล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชนรอบๆ อีกด้วย คุณจะพบกับเสน่ห์และวัฒนธรรมของประเทศเม็กซิโกที่ไม่เหมือนใคร ที่ต้องมาดูสักครั้งให้เห็นกับตากับที่ Paradero Todos Santos

cr. https://www.paraderohotels.com/

5. ONE & ONLY PORTONOVI, MONTENEGRO

(เปิดให้บริการ : มีนาคม 2021)

รีสอร์ทสไตล์ Luxury ซึ่งมีการเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศมอนเตรเนโกร รีสอร์ทสไตล์พระราชวังเวนิช มีภูมิทัศน์ที่มองเห็นอ่าว Boka ของทะเลเอเดรียติกอย่างใกล้ชิด มีความสวยงามเป็นอย่างมาก ที่นี่มีกิจกรรมสุดชิคให้ทำมากมาย เช่น เล่นเรือใบ, อาบแดด, เดินป่า รวมถึงเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยยุคกลางที่ยังมีอยู่ รอบๆ ตัวเมืองอีกด้วยค่ะ

cr. https://www.oneandonlyresorts.com/portonovi

6. KALESMA, MYKONOS

(เปิดให้บริการ : เมษายน 2021)

โรงแรมตั้งอยู่บนเกาะ Mykonos, ประเทศกรีซ หากกำลังมองหาโรงแรมสำหรับฮันนีมูนสุดหรู ริมทะเล บรรยากาศโรแมนติก และมีความเป็นส่วนตัว ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีแน่นอน ไม่เพียงจะได้สัมผัสกับวิวทะเลสวยๆ เท่านั้น การตกแต่งภายในที่ทางเจ้าของให้ความใส่ใจ ตกแต่งด้วยสไตล์ Cycladic เป็นการผสมผสานแบบดั้งเดิมที่เน้นความเรียบง่าย ใช้วัสดุจากท้องถิ่น แต่มีความร่วมสมัยอยู่ด้วย

cr. https://www.four-magazine.com/hotels-travel/new-hotel-opening-kalesma-in-ornos-bay-mykonos/

7. THE WOODWARD, GENEVA

(เปิดให้บริการ : ช่วงกลางปี 2021)

โรงแรมระดับ World Class ที่ได้รับการตกแต่งโดยสปานิกชื่อดังอย่าง Pierre-Yves Rochan เป็นการผสมผสานการตกแต่งแบบคลาสสิกร่วมสมัย บนสถานที่ตั้งใกล้กับทะเลสาบและภูเขาในเจนีวา, ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทุกห้องได้รับการตกแต่งที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และแตกต่างกันไป โดยเฉพาะห้อง Presidential Suite ที่ทำให้เราเห็นทิวทัศน์ของทะเลสาบแบบพาโนรามา ทำให้คุณได้เปิดประสบการณ์ใหม่ พร้อมสัมผัสกับบรรยากาศของความหรูหรา โรแมนติกสไตล์ฝรั่งเศสได้น่าประทับใจที่สุดเลยค่ะ

cr. https://www.oetkercollection.com/hotels/the-woodward/the-hotel/

8. HUTTON BRICKYARD, NEW YORK

(เปิดให้บริการ : ช่วงกลางปี 2021)

สำหรับใครที่มองหาสถานที่พักผ่อนสุดชิค ที่ห่างจากเมืองนิวยอร์คไม่มากนัก Hutton Brickyard เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่สามารถตอบโจทย์ความปรารถนาของคุณได้อย่างแน่นอน เดินทางโดยขับรถเพียง 1.30 ชม. จากนิวยอร์คเท่านั้น คุณจะได้มาสัมผัสกับความเงียบสงบ ผ่อนคลาย ปราศจากความวุ่นวายจากในเมืองได้ พื้นที่ขนาดใหญ่นี้ สามารถรองรับได้ทั้งนักท่องเที่ยว และอีเวนท์ขนาดกลางได้ ที่นี่มีสนามยิงธนู, เส้นทางเดินป่า, สตูโยคะกลางแจ้ง, นั่งพักผ่อนริมแม่น้ำฮัดสัน ฯลฯ ไม่ว่าจะมาเที่ยวคนเดียวหรือมาเป็นคู่ มาเป็นครอบครัวก็น่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ

cr. https://www.salthotels.com/hutton-brickyards

9. PALIHOUSE, SANTA BARBARA

(เปิดให้บริการ : เมษายน 2021)

ที่พักริมชายฝั่งที่มีความเป็นส่วนตัว และสวยงามใจกลางย่าน Historic Presidio ของ Santa Barbara (รัฐแคริฟอเนียร์) ให้บริการห้องพักที่มีการตกแต่งสวยงามในสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ ยังมีสระว่ายน้ำและคาเฟ่น่ารักๆ ในสวนด้วยค่ะ

cr. https://www.palisociety.com/hotels/santa-barbara/

10. HOSHINO KAI KIRISHIMA, JAPAN

(เปิดให้บริการ : มกราคม 2021)

เราได้เขียนเรื่อง “ทริปตัวแตก กับ 6 อาหารญี่ปุ่นแนะนำ บนภูมิภาคคิวชู” ไปแล้ว คราวนี้เราจะพามารู้จักที่พักสวยๆ บนเกาะนี้บ้างค่ะ สำหรับรีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Kirishima Kinkowan ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีภูเขาไฟครุกรุ่นอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ออนเซ็นที่นี่ก็เป็นจุดขายเช่นกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนไปเที่ยว แบบเน้นการพักผ่อนหย่อนใจ ได้แช่ออนเซ็น, ชมวิวธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้และอ่าว Kinko ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดเลยล่ะ

cr. https://www.hoshinoresorts.com/en/information/release/2020/10/30296.html

11. AMAN, NEW YORK

(เปิดให้บริการ : ช่วงกลางปี 2021)

พลาดไม่ได้เลยกับการเช็คอินโรงแรมสุดหรูใจกลางเมืองนิวยอร์ค บนตึก Crown Building แห่งนี้ เป็นโรงแรมที่ได้รับการฟื้นฟูและตกแต่งใหม่ ให้มีความโดดเด่น สวยงามแต่ยังคงความเรียบง่ายในสไตล์เอเชีย นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ Hi-class ทั้งสปา, สระว่ายน้ำในร่ม, ห้องทรีทเมนต์, ห้องซาวน่า, คลับแจ๊ส และอื่นๆ ฯลฯ ในส่วนของห้องพักทุกห้องมีเตาผิงพร้อมให้บริการอีกด้วย คงจะดีไม่น้อยถ้าทริปฉลองคริสมาสต์ของคุณ ต้องมี Aman อยู่ในลิสต์ด้วย

cr. https://www.aman.com/resorts/aman-new-york

12. LIFE HOUSE, CHATTANOOGA

(เปิดให้บริการ : ช่วงปลายปี 2021)

โรงแรมในเครือ Life House ที่มีสไตล์การตกแต่งภายในที่เป็นเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ในแบบ Beaux Arts ในช่วงปี 1970 ทางโรงแรมมีให้บริการทั้งบาร์, ร้านอาหาร, ห้องนั่งเล่น, โรงภาพยนตร์ขนาด 40 ที่นั่ง ฯลฯ ที่สำคัญห้องพักแบบสวีท ถูกตกแต่งให้มีลักษณะเหมือนอยู่ในรถไฟ Pullman เหมาะกับคนที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบวินเทจ ย้อนยุคสุดๆ เลยค่ะ

cr. https://www.lifehousehotels.com/hotels/chattanooga/southside

วางแผนเดินทางเที่ยวต่างประเทศทุกครั้ง อย่าลืม! ซื้อประกันการเดินทางกับ Allianz Travel นะคะ ให้คุณเที่ยวอย่างสนุก ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาอุบัติเหตุ, ค่ารักษาพยาบาล, สัมภาระหาย ฯลฯ เราพร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชม. ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
The 23 Most Anticipated Hotel Opening of 2021

Beautiful Places Celebrating Christmas

รวม 12 สถานที่ฉลองคริสมาสต์จากทั่วทุกมุมโลก

1. SANTA CLAUS VILLAGE IN ROVANIEMI, FINLAND

Santa Claus Village บ้านเกิดของซานต้าคลอส ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมือง Rovaniemi, Finland ที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก คุณสามารถสัมผัสบรรยากาศของความสนุกสนาน ได้พบกับซานต้าคลอสตลอดทั้งปีด้วย สำหรับหมู่บ้านซานต้าคลอสมีให้บริการที่พัก อาหารและจัดกิจกรรมให้เราร่วมสนุกได้ไม่จำกัด เช่น ฟาร์มกวางเรนเดียร์, ชมแสงออโรร่า, นั่งรถลากจูงด้วยฝูงสุนัขไซบีเรียน ฯลฯ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงซัมเมอร์ของประเทศฟินแลนด์ เราสามารถพบกับพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้อีกด้วยค่ะ

2. MIDNIGHT MASS, VATICAN

เราสามารถสัมผัสได้กับมนต์ขลังของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสมาสต์ ในนครรัฐวาติกัน ซึ่งไฮไลท์ของงานจะถูกจัดอยู่ที่บริเวณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคาทอลิก ท่านจะได้ชมสถาปัตยกรรมอันสวยงาม และในระหว่างวันที่ 24-25 ธันวาคมของทุกปี เราจะได้พบกับวัฒนธรรม-ประเพณีของคนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของนครรัฐวาติกัน หรือฝั่งของโรม, ประเทศอิตาลีอีกด้วยค่ะ

3. NUREMBERG, GERMANY

เมืองที่มีตลาดคริสมาสต์กลางแจ้งที่มีเสน่ห์มาก ๆ เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีสินค้าจัดจำหน่ายมากมาย ทั้งของเล่น, เครื่องประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ, ขนมปังขิง, ร้านอาหารมากมายเกือบ 200 ร้าน มีทั้งอาหารพื้นเมืองของชาวเยอรมัน อาทิ ไส้กรอกเยอรมัน และไวน์อุ่น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนที่นี่มากขึ้นทุกปี จุดเด่นของตลาดคริสมาสต์แห่งนี้คือ มีการประกวดธิดาคริสมาสต์หรือทูตแห่งคริสมาสต์ด้วยค่ะ

4. TOKYO, JAPAN

เมืองขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลคริสมาสต์ของเอเชีย เพราะในทุก ๆ ปี แต่ละสถานที่ทั่วโตเกียวจะมีการจัดแสงสี โคมไฟประดับไปทั่วบริเวณ สร้างความสวยงามและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะย่าน Shibuya, Yebisu Garden Place, Tokyo Disney land, Sanrio Puroland ฯลฯ ในบางปีเทศกาลฉลองคริสมาสต์ของที่นี่ อาจจะมีการลากยาวตั้งแต่เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ เลยทีเดียว ใครที่ไม่อยากเดินทางไกลถึงยุโรป หรืออเมริกา มาสัมผัสบรรยากาศแสงสีของเทศกาลคริสมาสต์ ที่ญี่ปุ่นได้เลยค่ะ

5. BRUGES, BELGIUM

ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่คงอยู่มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคกลาง ส่งผลให้เมือง Bruges มีเสน่ห์อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในเทศกาลคริสมาสต์ เราสามารถชื่นชมการตกแต่งอาคาร ไฟประดับ บนถนนทุกสายรอบเมือง โดยเฉพาะบริเวณ Church of our Lady และ Gruuthuse สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ทำให้เราได้ดื่มด่ำบรรยากาศได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

6. MONTREAL, CANADA

เมืองแห่งเทศกาลของประเทศแคนาดา มีความเป็นมามากมายทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะวัฒนธรรมฝรั่งเศส ไม่แปลกใจเลยถ้าจะเจอร้านอาหารฝรั่งเศส หรือคนที่พูดฝรั่งเศสบนท้องถนน และถือเป็นเมืองที่มีเสน่ห์อย่างมาก สำหรับเทศกาลคริสมาสต์ มีการเดินขบวนพาเหรดสร้างสีสันและความบันเทิงให้กับนักท่องเที่ยว มามากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ เราสามารถเยี่ยมชมความสวยงามของโบสถ์ Notre-Dame Basilica ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดอีกด้วย

7. DUBLIN, IRELAND

เทศกาลเฉลิมฉลองสไตล์ไอริช 100% เราสามารถหาได้ที่ Dublin, ประเทศไอร์แลนด์ สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและอบอุ่น ในฤดูหนาวนี้ โดยเฉพาะบริเวณถนน Grafton มีทั้งตลาดคริสมาสต์, ร้านขายของที่ระลึก, บาร์, ร้านเครื่องดื่ม-ขนมหวานมากมาย ที่จะทำให้ช่วงวันหยุดคริสมาสต์ของเราอบอวลไปด้วยความสุข

8. NEW YORK, U.S.A.

เมืองที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ที่จะตกแต่งไปด้วยแสงไฟสวยงามทุกตรอกถนน กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดของที่นี่ คือ Ice Skating ที่ Rockefeller Center ใครที่สนใจอยากมาชมบรรยากาศเทศกาลคริสมาสต์ของที่นี่ จะต้องวางแผนกันนิดนึงนะคะ ทั้งเรื่องที่พักและตั๋วเครื่องบิน เพราะถือเป็นหนึ่งสถานที่ยอดนิยมที่สุดในสหรัฐฯ เลยทีเดียว

9. VIENNA, AUSTRIA

มนต์เสน่ห์ของที่นี่ จะอยู่ที่ตลาดคริสมาสต์ หน้าศาลาว่าการของเมืองเวียนนา มีทั้งสินค้าพื้นเมือง, ของที่ระลึกเทศกาลคริสมาสต์, ต้นคริสมาสต์, อาหาร-ขนม, เครื่องดื่ม ฯลฯ ไม่ว่าจะเที่ยวคนเดียว, กลุ่มเพื่อน, มาเป็นคู่ หรือแบบครอบครัว ก็สนุกสนานเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองของ Vienna Boy Choir อายุกว่า 500 ปีอีกด้วย

10. PRAGUE, CZECH REPUBLIC

อีกหนึ่งสถานที่ ที่เราไม่ควรพลาดในการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสมาสต์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ งานคริสมาสต์จะถูกจัดตลอดเดือนธันวาคม โดยเฉพาะย่าน Old town และจัตุรัส Wenceslas ที่จะมีตลาดคริสมาสต์ให้คุณได้ช้อปปิ้งของที่ระลึก และของกินมากมาย พร้อมชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์โกธิคของบ้านเรือน และสถานที่สำคัญของเมืองได้ด้วยค่ะ

11. STRASBOURG, FRANCE

หนึ่งในเมืองที่มีตลาดคริสมาสต์เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส มีการค้นพบว่า การตกแต่งคริสมาสต์ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ ตั้งแต่ปี 1605 ไม่เพียงแต่บรรยากาศของเทศกาลเฉลิมฉลอง เราสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยยุคกลาง และประเพณีเก่าแก่ของฝรั่งเศส ที่คงความงดงามให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน

12. HONG KONG

เป็นสถานที่ที่ครึกครื้นที่สุด ไม่แพ้โตเกียว, ประเทศญี่ปุ่น เลยทีเดียว เพราะในทุก ๆ ปี อาคารและตึกสูงในฮ่องกง พากันตกแต่งและเปิดไฟ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่างเข้ามาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะบริเวณอ่าววิคตอเรีย เราจะเห็นวิวและทิวทัศน์ของแสงไฟที่ตกแต่งอย่างสวยงามบนตึกระฟ้า ได้อย่างชัดเจน

เป็นอย่างไรบ้างคะ? กับ 12 สถานที่ฉลองคริสมาสต์ ที่ Allianz Travel ได้รวบรวมมาให้ และเราหวังว่า เทศกาลคริสมาสต์ปีนี้ จะสนุกสนาน มีความสุขมากขึ้น ๆ ในทุกปีนะคะ

สำหรับใครที่สนใจเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเที่ยวหรือไปศึกษาต่อ อย่าพลาดที่จะซื้อประกันภัยการเดินทางของ Allianz Travel ที่มีแผนประกันให้เลือกหลากหลายแบบ และเราพร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชม. ซื้อง่ายผ่านทางเว็บไซต์ของเราได้เลยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
30 Best Places to Spend Christmas: The World’s Most Festive Cities