วิธีขอวีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป

วิธีขอวีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป

หลายคนกำลังเตรียมตัวออกไปเที่ยวนอกประเทศกันอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ซึ่งการเดินทางไปประเทศแถบยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยว เพราะมีทั้งธรรมขาติ และสถาปัตยกรรมที่งดงามที่ต้องมีใครที่เคยฝันอยากจะไปเที่ยวดูสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี และอีกมากมาย และ “วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)” ก็คือใบเบิกทางสู่หลากประเทศที่ขอแค่รอบเดียวก็เที่ยวได้หลายประเทศในวีซ่าเดียว

วีซ่าเชงเก้น ถือกำเนิดมาจากข้อตกลงระหว่างประเทศในทวีปยุโรปที่อนุญาตให้พลเมืองของประเทศสมาชิกสามารถเดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง ซึ่งรวมไปถึงการอนุญาตให้เดินทางเป็นการชั่วคราวให้กับผู้ที่ถือวีซ่าเชงเก้นด้วย โดยปัจจุบันประเทศที่อยู่ในข้อตกลงเชงเก้นนั้นมี 26 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก กลุ่มประเทศเชงเก้นประกอบไปด้วย เนเธอร์แลนด์, เบลเยี่ยม, สเปน, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ออสเตรีย, กรีซ, แลตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิธัวเนีย, ลักเซมเบอร์ก, มอลตา, นอร์เวย์, โปรตุเกส, โปแลนด์, ฝรั่งเศส, สวีเดน, เยอรมัน, สโลวัก, สโลวีเนีย, ฟินแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, เดนมาร์ก, เชค, ฮังการี และ เอสโตเนีย

สิ่งสำคัญที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือ วีซ่าเชงเก้นไม่สามารถใช้เข้าประเทศในกลุ่มสหราชอาณาจักร ซึ่งได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์ได้

ขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้น

ก่อนดำเนินการยื่นคำร้อง

  1. ก่อนทำการยื่นคำร้องขอวีซ่า คุณต้องมั่นใจแล้วว่า คุณเลือกประเทศที่ถูกต้องในการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีวิธีและช่องทางการยื่นขอวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย และการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นผิดประเทศตามที่เราอธิบายไว้ข้างต้น สถานทูตก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการออกวีซ่าให้คุณได้ โดยกฏของการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen rules) มีดังต่อไปนี้

1.1. หากเดินทางท่องเที่ยวเพียงประเทศเดียว ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นนั้น

1.2 หากเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเชงเก้นมากกว่าสองประเทศ ให้ยื่นใบคำขอวีซ่าเชงเก้นดังนี้ :
– กรณีจำนวนวันที่จะพำนักในแต่ละประเทศ – ไม่เท่ากัน ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นที่จะเข้าไปพำนักนานที่สุด
– กรณีจำนวนวันที่จะพำนักในแต่ละประเทศ – นานเท่ากัน ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นที่จะเดินทางเข้าไปเป็นประเทศแรก

2. เมื่อได้ประเทศที่ต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้นแล้ว ก็ได้เวลาหาข้อมูลว่าประเทศที่คุณต้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้น เขาใช้วิธีการใดในการยื่นขอวีซ่า ซึ่งโดยทั่วไปแต่ละประเทศจะมีช่องทางใดช่องทางหนึ่งในการให้บริการดังนี้

  • ยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นผ่านสถานทูตโดยตรง ได้แก่ ประเทศกรีซ, ฮังการี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซ็มเบิร์ก, โปแลนด์, สโลวาเนีย
  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS Global

ที่อยู่ : จามจุรีสแควร์ ชั้น 4 ห้อง 404-405 ถ.พญาไท ปทุมวัน กทม. 10330

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.00

โทร : 02-118-7015

ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, เยอรมัน, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลิคเทนสไตน์, มอลต้า, เนเธอร์แลนด์, สโลวีเนีย, สวีเดน และ สวิตเซอร์แลนด์

  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า TLS Contact

ที่อยู่ : สาทรซิตี้ทาวเวอร์ 175 ชั้นที่ 12 ถ.สาทรใต้ ทุ่งมหาเมฆ สาทร กทม. 10120

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.30

โทร : 02-838-6688

ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส

  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า BLS International

ที่อยู่ : 399 อาคารอินเตอร์เชนจ์ชั้น B2 ห้อง A/1 ถ.สุขุมวิท คลองเตยเหนือ วัฒนา กทม. 10110
เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.00
โทร : 02-258-3524
ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ สเปน

3. การขอวีซ่าเชงเก้นทุกประเทศจะต้องมีการทำประกันการเดินทาง ที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโรหรือ 1,500,000 บาท และแต่ละประเทศยังมีการกำหนดบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับด้วย ซึ่งคุณจำเป็นต้องตรวจสอบรายชื่อและใช้บริการกับบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น

4. วีซ่าเชงเก้นสามารถยื่นคำร้องขอล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนการเดินทาง

5. แต่ละช่องทางการยื่นคำร้องขอวีซ่าจะมีขั้นตอนอธิบายบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแต่ละประเทศ คุณสามารถศึกษารายละเอียดทั้งหมดได้ด้วยตนเอง และโดยส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ จองคิว > กรอกเอกสารและจัดเตรียมหลักฐาน > ยื่นเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพ > เรียกสัมภาษณ์ (ถ้ามี) > รอฟังผลการพิจารณา > รับหนังสือเดินทางคืนพร้อมผลการขอวีซ่า

เมื่อดำเนินการยื่นคำร้อง

1. ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม Schengen Visa Application หรือกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) โดยคุณจำเป็นต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

แบบฟอร์มจะมีรูปแบบเหมือนกันทุกประเทศ โดยให้กรอกให้ครบถ้วน อย่าเว้นว่างช่องคำถามใด หากคำถามไม่ตรงกับเคสของเราให้กรอกว่า NA (No Answer) แทน หลังจากที่กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้พิมพ์แบบฟอร์มออกมา 2 ชุด และอย่าลืมเซ็นชื่อให้เรียบร้อยทั้ง 2 ชุด

2. จองคิวนัดหมายกับสถานทูต (ถ้ามี) หรือศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า ซึ่งตัวแทนทั้งหมดจะใช้วิธีการจองคิวนัดหมายผ่านระบบออนไลน์ตามเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว โดยศูนย์รับคำร้องข้อวีซ่าจะมีบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมที่คุณสามารถเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอาทิเช่น บริการจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์, บริการแจ้งผลการขอวีซ่าผ่าน SMS, บริการถ่ายรูป / ถ่ายเอกสาร เป็นต้น

3. เตรียมตัวเดินทางไปศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตด้วยตนเอง และไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแทนได้ โดยคุณต้องถึงก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาทีพร้อมเอกสารทั้งหมดที่จำเป็นทั้งฉบับจริงและสำเนา และหนังสือเดินทางที่ต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า และมีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น

4. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตจะเก็บข้อมูลทางชีวภาพของคุณได้แก่ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว และถ่ายภาพเต็มหน้าของคุณตามข้อกำหนดของวีซ่าเชงเก้น โดยต้องเป็นภาพหน้าตรง พื้นหลังขาว ไม่มีแสงเงา ไม่สวมอุปกรณ์คลุมศีรษะแต่เหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ (สวมใส่แว่นสายตาได้)

5. สำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้นอาจมีการเรียกสัมภาษณ์คุณด้วย แต่โดยส่วนใหญ่การยื่นคำร้องกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่านั้นจะไม่มีการสัมภาษณ์ ทั้งนี้สถานทูตอาจจะเรียกสัมภาษณ์คุณในระหว่างการพิจารณา ดังนั้นเตรียมตัวไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

6. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตรับเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพเสร็จสิ้น (รวมทั้งการเรียกสัมภาษณ์) การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นก็เป็นอันเรียบร้อย โดยปกติแล้วคุณจะทราบผลภายใน 15 วันทำการนับตั้งแต่วันยื่นเอกสาร และคุณสามารถรับเอกสารและหนังสือเดินทางคืนหลังรับทราบผลแล้วได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า หรือบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

เอกสารการขอวีซ่าเชงเก้น

หลักฐานสำคัญ

  1. เอกสารคำร้องขอ – เอกสารที่คุณต้องพิมพ์หรือกรอกเรียบร้อยแล้ว
  2. หนังสือเดินทาง – ต้องเป็นหนังสือเดินทางฉบับล่าสุด มีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น และมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า กรณีที่มีหนังสือเดินทางเล่มก่อนหน้าให้นำไปด้วยทั้งหมด และถ่ายสำเนาหน้าแรกพร้อมกับหน้าที่เคยได้วีซ่า/เดินทางไปประเทศอื่นด้วย
  3. สำเนาเอกสารแสดงตัว – ได้แก่สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาอื่น ๆ ถ้ามี อาทิเช่น สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาทะเบียนหย่า สำเนาใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล เป็นต้น (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
  4. รูปถ่ายหน้าตรง – ต้องใช้รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ โดยไม่ยิ้ม และไม่มีเส้นผมหรืออุปกรณ์ใด ๆ บดบังใบหน้าและดวงตา (ยกเว้นแว่นสายตา) โดยต้องเป็นรูปที่ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้เราขอแนะนำให้คุณตรวจสอบเงื่อนไขการถ่ายภาพโดยละเอียด เนื่องจากบางประเทศมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่าปกติ
  5. ประกันการเดินทาง – เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการประกันภัยระหว่างเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยต้องมีวงเงินประกันขั้นต่ำ 1,500,000 บาท (30,000 ยูโร) และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่สถานทูตให้การรับรองด้วย
  1. ใบยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน – ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศสมาชิกเชงเก้น และเดินทางกลับถึงประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ค้นหาและจองตั๋วเครื่องบินไปยุโรป
  2. ใบยืนยันการจองโรงแรมที่พัก – ต้องเป็นโรงแรมภายในประเทศสมาชิกเชงเก้น และมีการเข้าพักในช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ระบุไว้เท่านั้น ค้นหาและจองโรงแรมที่พักในยุโรป
  3. ใบยืนยันการจองตั๋วรถไฟ/รถเช่า (ถ้ามี) – เนื่องจากต้องใช้เป็นหลักฐานยืนยันการเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปที่ใช้ระบบรถไฟเป็นหลัก หากไม่มีต้องอธิบายแผนการเดินทางเป็นลายลักษณ์อักษรได้ว่าคุณวางแผนการเดินทางอย่างไร ค้นหาและจองรถเช่าในยุโรป

หลักฐานสำคัญ กรณีมีรายได้เป็นของตนเอง

1. เอกสารรับรองการทำงาน

กรณีเป็นพนักงาน: ต้องใช้หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ โดยต้องมีข้อมูลชื่อองค์กรที่ทำงาน ตำแหน่งงาน เงินเดือน วันเริ่มงาน และควรมีการระบุจุดหมายปลายทาง ช่วงวันเดินทาง และวันที่จะกลับถึงประเทศไทยอย่างชัดเจน พร้อมลงนามและประทับตรา

กรณีเป็นเจ้าของกิจการ: ต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน พร้อมทะเบียนการค้า หรือใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ และเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องและมีชื่อของคุณเป็นเจ้าของกิจการ

2. รายการเดินบัญชีเงินฝาก – สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากที่ปรับรายการเดินบัญชีถึงปัจจุบันถึงย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และควรมีเงินฝากที่เพียงพอต่อการแสดงให้เห็นว่าสามารถพำนักอยู่ในยุโรปได้อย่างไม่มีปัญหา (แนะนำว่าควรแสดงเงินฝากเกิน 50,000 บาทขึ้นไป) หรือขอรายการเดินบัญชีที่ได้รับตราประทับจากธนาคาร หรือขอเอกสารแสดงข้อมูลทางบัญชีที่การันตีเงินฝากของคุณเป็นภาษาอังกฤษก็ได้

3. สลิปเงินเดือน – กรณีมีรายได้ประจำ ให้แนบสลิปย้อนหลัง 6 เดือน โดยยอดเงินสุทธิในสลิปจะต้องสอดคล้องกับรายการเดินบัญชีเงินฝากด้วย

หลักฐานสำคัญ กรณีไม่มีรายได้เป็นของตนเอง

  1. หลักฐานแสดงรายได้ของคู่สมรส – กรณีเป็นคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนกันอย่างถูกต้อง และต้องมีสำเนาเอกสารยืนยัน และถ้าคู่สมรสไม่ได้เดินทางไปด้วย ต้องมีสำเนาเอกสารแสดงตัวของคู่สมรสทั้งหมดแนบมาด้วย หรือถ้าไม่ได้จดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันการสมรสโดยไม่ได้จดทะเบียนและลงชื่อรับรองทั้ง 2 ฝ่าย
  2. หลักฐานแสดงรายได้ของญาติ – กรณีเดินทางกับญาติพี่น้องสามารถใช้ข้อมูลของญาติที่ร่วมเดินทางไปด้วยพร้อมหนังสือรับรองความเป็นญาติ หรือถ้าญาติเป็นเจ้าของกิจการหรือบุคคลที่รายได้แต่ไม่ได้เดินทางไปด้วย ก็สามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้ ทั้งนี้ยอมรับเฉพาะญาติที่เป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง สามี หรือภรรยาเท่านั้น
  3. สูติบัตรและทะเบียนบ้าน – กรณีผู้เดินทางเป็นเด็กที่มีอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหลักฐานแสดงถึงความสัมพันธ์ของพ่อและแม่ที่ร่วมเดินทางไปด้วย โดยใช้สูติบัตรร่วมกับทะเบียนบ้านที่อ้างอิงถึงชื่อบิดามารดา
  4. จดหมายยินยอมจากผู้ปกครอง – กรณีผู้เดินทางเป็นเด็กอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ และไม่ได้เดินทางพร้อมบิดามารดาร่วมกัน ผู้ปกครองที่เป็นบิดาหรือมารดาที่ไม่ได้ร่วมไปด้วยทั้งหมดต้องลงชื่อในจดหมายยินยอมที่ออกโดยที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต
  5. เอกสารรับรองการศึกษา – กรณีเป็นนักเรียน/นักศึกษา ต้องใช้หนังสือรับรองจากสถานศึกษาที่สังกัดอยู่เป็นภาษาอังกฤษ

หลักฐานอื่น ๆ

  1. แผนการเดินทาง – แสดงแผนการเดินทางในช่วงที่อยู่ในประเทศอังกฤษเพื่อให้ทราบว่าในแต่ละวันจะเดินทางไปเที่ยวเมืองอะไร สถานที่ท่องเที่ยวไหน พักที่ใดบ้าง โดยแผนทั้งหมดต้องเป็นภาษาอังกฤษ
  2. ใบปะหน้า – เขียนใบปะหน้าเอกสารโดยสรุปของการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น อาทิเช่นวันเวลาเดินทาง สถานที่ที่ต้องการเที่ยว และรายการหรืออธิบายสั้น ๆ ถึงเอกสารที่รวบรวมมาเพื่อประกอบการพิจารณา
  3. สัญญาเช่า/สัญญากู้บ้าน/ผ่อนรถ – เป็นเอกสารประกอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ที่มีภาระผูกพันกับฐานที่อยู่ในประเทศไทย ให้ทางสถานทูตมั่นใจได้ว่าคุณจะกลับมาอย่างแน่นอน

หลังจากที่เราเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเข้ารับการสัมภาษณ์ในการขอวีซ่าเชงเก้นตามวันนัดหมาย การสัมภาษณ์จะเป็นการถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ ที่ทำงาน วัตถุประสงค์ในการเดินทาง ข้อมูลการเดินทางอื่นๆ ซึ่งเราจะต้องตอบให้สอดคล้องกับรายละเอียดที่กรอกลงในแบบฟอร์มคำขอ และเอกสารที่ได้ยื่นไป โดยปกติขั้นตอนการสัมภาษณ์นี้จะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 10-15 นาที

หลังจากนั้นก็รอผลในการขอวีซ่า ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 15 วันทำการ แต่ในบางกรณีอาจจะนานถึง 45 วันทำการเลยทีเดียว หากผลของวีซ่าออกมาผ่านก็เตรียมตัวไปเที่ยวยุโรปตามแผนที่วางเอาไว้ได้เลย แต่ถ้าใครที่ถูกปฎิเสธก็ไม่ต้องเสียใจไป เราสามารถนำเหตุผลในการปฎิเสธครั้งนี้ไปปรับปรุงเพื่อใช้ในการยื่นวีซ่ารอบถัดไปได้ และหากใครซื้อประกันการเดินทางของ Allianz Travel ก็สามารถทำเรื่องขอคืนเงินด้วยเหตุผลว่ายื่นวีซ่าไม่ผ่านได้ค่ะ*

และทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลวิธีขอวีซ่าเชงเก้นเที่ยวยุโรป ซึ่งหากเราทำตามขั้นตอน และเตรียมเอกสารให้พร้อมเพื่อให้สถานทูตมั่นใจว่าคุณไปเที่ยวจริง ๆ  โอกาสที่เราจะได้วีซ่าก็น่าจะสูง และได้ไปเยือนเมืองในฝันสมดั่งใจต้องการ ส่วนใครที่อยากเที่ยวแต่ยังเกรงๆ กับขั้นตอนการขอวีซ่าอยู่ Allianz Travel ก็ขอส่งกำลังใจให้คุณยื่นขอวีซ่าให้สำเร็จนะคะ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

13 ที่เที่ยวจอร์เจีย ธรรมชาติอันงดงามบนเทือกเขาคอเคซัส

13 ที่เที่ยวจอร์เจีย ธรรมชาติอันงดงามบนเทือกเขาคอเคซัส

นักเดินทางที่งบเที่ยวไม่มากนัก แต่อยากได้ฟีลแบบเที่ยวยุโรปคงต้องนึกถึงประเทศจอร์เจียเป็นอันดับแรก ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาที่มีความสวยงามระดับโลกอย่างเทือกเขาคอเคซัส ตั้งอยู่ระหว่างจุดตัดระหว่างยุโรปและเอเชีย ที่สำคัญคือคนไทยอย่างเราไปเที่ยวจอร์เจียกันได้แบบไม่ต้องขอวีซ่า แถมยังอยู่ได้นานถึง 1 ปี เรียกได้ว่าเที่ยวกันได้เกือบทั่วประเทศเลยล่ะ นอกจากนี้ คนที่รักการถ่ายรูปวิวธรรมชาติสุดอลังการทั้งหลายคงต้องร้องว้าวถ้าได้ไปที่จอร์เจีย เพราะไม่ว่าจะถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด มีกลิ่นอายของความเป็นยุโรป มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทำให้จอร์เจียเต็มไปด้วยเสน่ห์และความน่าสนใจ ทำให้หลายคนต้องปักหมุดที่นี่ไว้เป็นจุดหมายในการเดินทาง

Allianz Travel ได้รวบรวม 13 ที่เที่ยวจอร์เจีย ที่หลายคนบอกว่ามีความสวยงามเทียบเท่าสวิสเซอร์แลนด์ มีที่ไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

1. Telavi

Telavi เป็นเมืองศูนย์กลางในภูมิภาค Kakheti มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานถึง 2,000 ปี ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจอร์เจีย ที่ระดับความสูง 490 เมตรเหนือระดับทะเล ท่ามกลางหุบเขา Alazani ที่แสนงดงาม และยังเป็นศูนย์กลางการผลิตไวน์ที่สำคัญของจอร์เจียเนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเหมาะแก่การปลูกองุ่น

ที่เที่ยวจอร์เจีย Telavi

Telavi ยังมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ เริ่มจากการชื่นชมแนวป้องกันของ Dzveli Galavani ป้อมปราการในยุคของกษัตริย์ Kakhetian จากนั้นมุ่งหน้าไปยัง Batonis Tsikhe หนึ่งในพระราชวังยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีเพียงไม่กี่แห่งในจอร์เจีย

ที่เที่ยวจอร์เจีย Telavi

นอกจากนี้ ไม่ควรพลาดการไปชมต้นมะเดื่ออายุ 900 ปีของเมือง ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถขอพรได้ ถ้าหากมีเวลาเหลือ เราอาจออกจากเมืองไปยังอาราม Alaverdi ซึ่งเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในจอร์เจีย

ที่เที่ยวจอร์เจีย Telavi

แผนที่ : https://goo.gl/maps/KYQDe9KtXEu59Ncr5

2. Sighnaghi

Sighnaghi อยู่บนเนินเขาสูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อาคารบ้านเรือนที่นี่จะดูเก่าแก่โบราณในสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 และมีการปรับปรุงอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ 17

ที่เที่ยวจอร์เจีย Sighnaghi

นอกจากนี้ วิวทิวทัศน์ต่างๆก็สวยงามจนแทบจะหาที่ติไม่ได้ ร้านค้าในเมืองนั่นยังคงสภาพสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่เอาไว้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหลังคาบ้านแต่ละหลังของที่นี่ ก็พร้อมใจกันใช้สีแดงอิฐ ดูสวยงามโดดเด่นท่ามกลางหุบเขาที่ล้อมรอบ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณสามารถเดินเล่นได้เพลินๆ

ที่เที่ยวจอร์เจีย Sighnaghi

มีคู่รักมากมายที่ตกหลุมรักเมืองนี้ และมาจัดงานแต่งงานกันที่นี่ ทำให้เมือง Sighnaghi มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า The city of Love แห่งจอร์เจีย และอีกอย่างที่ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังนั่นก็เพราะว่าเมืองเเห่งนี้ ถือว่าเป็นเมืองที่ผลิตไวน์ชั้นยอดของโลก หรือเรียกว่าดี และมีคุณภาพมากที่สุดในประเทศจอร์เจียนั่นเอง

แผนที่ : https://goo.gl/maps/QymNPzTPe8tFDqfz8

3. Tusheti National Park

อุทยานแห่งชาติ Tusheti เป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์เจียและเป็นภูมิภาคที่ยังไม่ถูกทำลายทางนิเวศวิทยามากที่สุดแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเทือกเขาคอเคซัส มีภูมิประเทศที่สวยงามและสัตว์คุ้มครอง เช่น แพะป่า เป็นสถานที่ที่ผู้รักธรรมชาติต้องไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมทิวทัศน์อันงดงาม ป้อมปราการเก่าแก่ การต้อนรับอย่างอบอุ่น และวัฒนธรรมพื้นบ้านที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ที่เที่ยวจอร์เจีย Tusheti National Park

ยังมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างเช่น Dartlo หรือบ้านที่สร้างจากหินก่ออิฐโบราณ นอกจากนี้ชีส Tusheti ยังมีรสชาติไม่เหมือนที่ไหนและควรลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง อุทยานแห่งชาติ Tusheti  เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คุ้มค่าแก่การไปเยือน

ที่เที่ยวจอร์เจีย Tusheti National Park
ที่เที่ยวจอร์เจีย Tusheti National Park

แผนที่ : https://goo.gl/maps/dko6fuqMgx4wxRKf8

4. Uplistsikhe

เมืองถ้ำ Uplistsikhe ซ่อนตัวอยู่ในเนินเขาของภูมิภาค Shida Kartli นักโบราณคดีระบุว่าเป็นหนึ่งในการตั้งถิ่นฐานในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในจอร์เจีย

ที่เที่ยวจอร์เจีย Uplistsikhe

Uplistsikhe ตามภาษาจอร์เจียแปลว่า “ป้อมปราการของขุนนาง” ซึ่งเมืองถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บนหินผา ใช้การก่อสร้างด้วยการขุดและเจาะจนเกิดเป็นถ้ำเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยขึ้นมา คาดว่าน่าจะก่อตั้งมาตั้งแต่ช่วงปลายของยุคสำริด ก่อนคริสต์ศักราชถึง 1,000 ปี ซึ่งถูกใช้เป็นที่อาศัยของคนมาจนถึงศตวรรษที่ 13 โดยสถานที่แห่งนี้ถือเป็นใจกลางเมืองของคนในยุคโบราณที่มีความสำคัญทางด้านการปกครองและศาสนา เนื้อที่ของเมืองนี้ครอบคลุมไปถึง 40,000 ตารางเมตร และในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดก็มีประชากรอาศัยอยู่มากถึง 20,000 คนเลยทีเดียว

ที่เที่ยวจอร์เจีย Uplistsikhe

Uplistsikhe ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก ดังนั้นจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งในประเทศจอร์เจียที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดเด็ดขาด นอกจากความสวยงามของวิวธรรมชาติที่มองเห็นได้จากที่นี่แล้ว ยังได้ชมโบราณสถานที่เก่าแก่และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศนี้อีกด้วย นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมในปัจจุบันสามารถสำรวจกลุ่มที่อยู่อาศัยในถ้ำ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมือง และค้นพบความสำคัญทางสถาปัตยกรรมของเมืองได้

แผนที่ : https://g.page/Chokoladobana?share

5. Gudauri

Gudauri ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,196 เมตร ห่างจากกรุง Tbilisi เมืองหลวงของจอร์เจียไปทางทิศเหนือราว 120 กิโลเมตร ได้ชื่อว่าเป็นสกีรีสอร์ทที่สมบูรณ์แบบที่สุดบริเวณเทือกเขาคอเคซัส เพราะระดับความลาดชันมีความเหมาะสม มีลานสกีที่หลากหลายเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มาทุกระดับ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สงเสริมให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในฤดูหนาวของจอร์เจียตั้งแต่เดือนธันวาคม-เดือนเมษายน

ที่เที่ยวจอร์เจีย Gudauri

กิจกรรมอื่นๆ บริเวณรอบๆพื้นที่เล่นสกีก็จะมีกิจกรรม Paragliding โดดร่มผาดโผนลงจากเทือกเขาสำหรับคนชอบความตื้นเต้น อีกทั้งยังมีการขี่มอเตอร์ไซค์เล่นลงเขา นั่งกระเช้าชมวิว เป็นต้น

ที่เที่ยวจอร์เจีย Gudauri

ดังนั้นผู้คนจึงใช้เวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกจากการเล่นสกีอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันเพราะสามารถเที่ยวเล่นได้หลายอย่าง อีกทั้งยังมีโรงแรงบริการรองรับสำหรับคนที่ต้องการเล่นสกีหลายๆวันด้วย

แผนที่ : https://goo.gl/maps/rM4Wj9tiemYT3jds8

6. Jvari Monastery

วิหารจวารี (Jvari Monastery) โบสถ์แห่งไม้กางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 6 ตั้งอยู่ที่เมืองมิชเคทา (Mtskheta) เมืองหลวงเก่าของจอร์เจีย เป็นจุดตัดของแม่น้ำอักราวิและแม่น้ำมิกวาริ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1994

ที่เที่ยวจอร์เจีย Jvari

ภายในโบสถ์มีไม้กางเขนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางโถง มีตำนานเล่าขานว่า “นักบุญนีโน” (Saint Nino) แห่งคัปปาโดเกีย ได้นำไม้กางเขนนี้เข้ามา พร้อมเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจอร์เจียเป็นครั้งแรกในช่วงต้นศตวรรษที่ 4 เล่ากันว่าขณะที่นักบุญนีโนปักไม้กางเขนลงบนพื้นดิน ได้เกิดเหตุการณ์ปาฎิหาริย์ และทำให้กษัตริย์และชาวเมืองหันมานับถือคริสต์ศาสนาอย่างจริงจัง

ที่เที่ยวจอร์เจีย Jvari

แผนที่ : https://goo.gl/maps/8kqEzoh3oukx98d36

7. Stepantsminda

เมือง Stepantsminda หรือชื่อเก่าที่คุ้นเคยกันอย่าง Kazbegi คือเมืองทางตอนเหนือของจอร์เจีย ห่างจากกรุง Tbilisi ประมาณ 145 กิโลเมตร ตั้งชื่อตามสเตฟาน พระภิกษุออร์โธดอกซ์ชาวจอร์เจียที่สร้างอาศรมในภูมิภาคนี้ สเตฟานส์มินดาเป็นจุดแวะพักที่สวยงามแห่งหนึ่งในจอร์เจีย

ที่เที่ยวจอร์เจีย Stepantsminda
ที่เที่ยวจอร์เจีย Stepantsminda

จุดเช้คอินที่ห้ามพลาดคือโบสถ์ Gergeti Holy Trinity หรือ Tsminda Sameba โบสถ์ชื่อดัง สัญลักษณ์สำคัญที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 บนความสูง 2,170 เมตร

ที่เที่ยวจอร์เจีย Stepantsminda

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การเดินป่าผ่านเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ Kazbegi และการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา Kazbegi เป็นต้น

ที่เที่ยวจอร์เจีย Stepantsminda
ที่เที่ยวจอร์เจีย Stepantsminda

แผนที่ : https://goo.gl/maps/ckqVT3U9dhc2qbHh8

8. Vardzia

Vardzia เป็นเมืองถ้ำและอารามโบราณที่มีชื่อเสียงทางตอนใต้ของจอร์เจีย สร้างขึ้นมาจากฝีมือมนุษย์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ซึ่งชาวจอร์เจียนมาสร้างที่พักอาศัยกันที่ภูเขาหิน โดยใช้วิธีการขุดเจาะเข้าไป เพื่อหลบซ่อนตัวจากการรุกรานของกองทัพมองโกล ที่นี่มีด้วยกันถึง 19 ชั้น 6,000 ห้อง มีทั้งส่วนที่พักอาศัย และสถานที่ประกอบศาสนพิธี เป็นที่หลบภัยของประชาชนจำนวนมากถึง 50,000 คน

ที่เที่ยวจอร์เจีย Vardzia

ปัจจุบันบางส่วนของ Vardzia ถูกทำลายลงไปเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และแม้ว่าจะถูกละทิ้งหลังจากการยึดครองประเทศของออตโตมันในศตวรรษที่ 16 แต่ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์และรอการจารึกในอนาคตให้เป็นหนึ่งในรายการมรดกโลกของยูเนสโก

ที่เที่ยวจอร์เจีย Vardzia

แผนที่ : https://goo.gl/maps/cBnRevknYVTsJVbz6

9. Rabati Fortress

ป้อมปราการ Rabati เป็นสถานที่สำคัญตั้งอยู่ที่เมือง Akhaltsikhe หรือที่มีชื่อเดิมว่า Lomisa เมืองเล็กๆ ในแคว้น Samtskhe-javakheti ทางตอนใต้ของจอร์เจีย สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 9 และได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 2554

ที่เที่ยวจอร์เจีย Rabati Fortress

ปราสาทด้านในประกอบด้วยอาคารหลายส่วน ซึ่งล้อมรอบด้วยแนวกำแพงหินที่ใช้เป็นป้อมปราการป้องกันข้าศึก อาณาเขตของปราสาทมีพื้นที่ถึง 7 เอเคอร์ ประกอบด้วยอาคารหลากหลายศิลปะและวัฒนธรรมที่ผสมกันมากมาย เช่น จอร์เจีย ออตโตมัน ยิว

ที่เที่ยวจอร์เจีย Rabati Fortress

แผนที่ : https://goo.gl/maps/5pt1X1FGmXQNmtM49

10. Mestia

Mestia เป็นเมืองทางตอนเหนือของจอร์เจีย ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัส ที่ระดับความสูง 1,500 เมตร มีลักษณะเป็นหมู่บ้านอยู่บริเวณเขา และทุกบ้านจะมีปล่องไฟขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ที่เที่ยวจอร์เจีย Mestia

กิจกรรมที่มีให้ทำที่นี่ก็จะมีการขี่ม้าเที่ยวชมรอบหมู่บ้าน การปีนเขา และการเล่น Paragliding ที่จะทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติและหุบเขาคอเคซัสอันสวยงามแบบ 360 องศาเลยทีเดียว

ที่เที่ยวจอร์เจีย Mestia
ที่เที่ยวจอร์เจีย Mestia

นอกจากนี้ ด้วยความที่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการเที่ยวชมธรรมชาติในหุบเขาคอเคซัส จึงมีพิพิธภัณฑ์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของบริเวณหุบเขาคอเคซัสที่มีชื่อว่า Svaneti Museum of History and Ethnography ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการจัดแสดงสิ่งของที่ถูกค้นพบในยุคสมัยเก่า เช่น เครื่องครัว อาวุธ เครื่องแต่งกาย รวมไปถึงรูปภาพและคัมภีร์ทางศาสนาต่าง ๆ อีกด้วย

ที่เที่ยวจอร์เจีย Mestia

แผนที่ : https://goo.gl/maps/9NBmz6ouhcasBD26A

11. Zugdidi

Zugdidi อยู่ในจังหวัด Samegrelo อยู่ทางตะวันตกของกรุง Tsibili ประมาณ 316 กิโลเมตร เป็นที่รู้จักตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ชื่อ Zugdidi มาจากภาษา Mingrelian แปลว่าเนินเขาใหญ่ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และแปลกตาและมีสถาปัตยกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว

ที่เที่ยวจอร์เจีย Zugdidi

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเริ่มจากพระราชวัง Dadiani ที่ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และเพลิดเพลินไปกับการสำรวจโครงสร้างและบริเวณรอบ ๆ ของสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 19

ที่เที่ยวจอร์เจีย Zugdidi

นอกจากนี้ยังมีสวนพฤกศาสตร์ Zugdidi โรงละคร ป้อมปราการ และ หากเดินทางออกไปนอกเมือง ก็จะกับพบความสวยงามของธรรมชาติ และผจญภัยใน Martvili Canyon

ที่เที่ยวจอร์เจีย Zugdidi
ที่เที่ยวจอร์เจีย Zugdidi
ที่เที่ยวจอร์เจีย Zugdidi

แผนที่ : https://goo.gl/maps/nWfgbrwyvDXFVcVX8

12. Ushguli

Ushguli เป็นเขตชุมชนเล็กๆ อยู่ริมแม่น้ำ Patara Enguri ในภูมิภาค Upper Svaneti ในหุบเขา Enguri บนแนวเทือกเขาคอเคซัส ทางตอนเหนือของประเทศจอร์เจีย สูงจากเชิงเขา Shkhara ราว ๆ 2,100 เมตร มีประชากร 200 คน ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนที่อยู่สูงที่สุดในยุโรป

ที่เที่ยวจอร์เจีย Ushguli
ที่เที่ยวจอร์เจีย Ushguli
ที่เที่ยวจอร์เจีย Ushguli

Ushguli ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในชื่อ Upper Svaneti เมื่อปี 1996 จึงกลายเป็นชุมชนมรดกโลกที่สูงที่สุดในยุโรปไปโดยปริยาย

ที่เที่ยวจอร์เจีย Ushguli
ที่เที่ยวจอร์เจีย Ushguli

นอกจากบ้านเรือนที่มีลักษณะเก่าแก่โบราณน่าเที่ยวชมแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ยังอยู่ในจุดที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของจอร์เจีย เพราะขนาบข้างไปด้วยแนวเทือกเขาสูงใหญ่ ในฤดูร้อนจะเห็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีมีดอกไม้เล็ก ๆ แทรกแซมอยู่ ฤดูหนาวก็จะเต็มไปด้วยหิมะ งดงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย  สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน ณ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

ที่เที่ยวจอร์เจีย Ushguli
ที่เที่ยวจอร์เจีย Ushguli

แผนที่ : https://goo.gl/maps/fsTXBhjqPKjJWAUg8

13. Batumi

เมืองชายฝั่ง Batumi หนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจอร์เจีย ได้รับความนิยมในฐานะลาสเวกัสแห่งทะเลดำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ที่เที่ยวจอร์เจีย Batumi
ที่เที่ยวจอร์เจีย Batumi

สถานบันเทิงยามค่ำคืนในฤดูร้อนที่พลุกพล่าน แสงนีออน สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และเทศกาลทางวัฒนธรรมทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ยอดนิยม และนักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาสนุกสนานและเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ได้ที่นี่

ที่เที่ยวจอร์เจีย Batumi
ที่เที่ยวจอร์เจีย Batumi
ที่เที่ยวจอร์เจีย Batumi

แผนที่ : https://goo.gl/maps/C41H6bT7UFRW1rNc8

จอร์เจีย ประเทศเล็กๆ ที่สามารถได้ใจนักท่องเที่ยวที่ได้เดินทางไปสัมผัสธรรมชาติอันงดงาม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันงดงาม ทำให้ใครหลายๆ คนหลงรักประเทศนี้ จากลิสต์สถานที่เที่ยวในจอร์เจียที่ Allianz Travel นำมาฝากเพื่อนๆ คงทำให้หลายๆ คนเพิ่มจอร์เจียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อยู่ในลิสต์ของประเทศที่อยากไปกัน และตอนนี้จอร์เจียก็เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศได้แล้ว เริ่มกดวันลาหรือมองหาวันหยุด เตรียมตัวแพ็คกระเป๋า แล้ววางแผนการเดินทางเพื่อไปสัมผัสกับธรรมชาติสุดสวยที่จอร์เจียกันได้เลย แต่ถึงแม้สถานการณ์จะดีขึ้นแล้วแต่ยังไงเราก็ควรอัพเดทข่าวสารและมาตรการในการเดินทางเข้าประเทศจอร์เจียกันด้วยนะคะ วางแผนการเดินทางและเตรียมความพร้อมให้ดี สิ่งสำคัญที่เราควรมีทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศคือ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel  ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัด ช่วยให้แผนการเดินทางของเราไม่สะดุด สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : Must-Visit Attractions in Georgia

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เรียนต่อประเทศอังกฤษ

เรียนต่อประเทศอังกฤษ ต้องเตรียมตัวอย่างไร

คนที่เรียนจบจากประเทศไทยและกำลังวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศต้องมีประเทศอังกฤษเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มาแรงติดอยู่ในอันดับท๊อป  5 ของใครหลายคน เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากมายหลายแห่ง และประเทศก็สวยงาม หลายๆ คนเลยเลยตัดสินใจเลือก เรียนต่อประเทศอังกฤษ

United Kingdom - UK

การไปเรียนต่อต่างประเทศจะต้องมีการเตรียมตัวที่มากกว่าการไปท่องเที่ยวต่างประเทศ นอกจากเรื่องการสมัครเรียนและจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับการศึกษาแล้ว เรายังต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับการไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ อย่างเช่น ความแตกต่างทางด้านภาษา วัฒนธรรม อาหาร อากาศ เวลา ระบบการศึกษา กฎหมายและกฎของนักเรียนต่างชาติที่พักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ วันนี้ Allianz Travel รวบรวมสิ่งที่ต้องทำและเตรียมตัวเบื้องต้นสำหรับการไปเรียนต่อประเทศยอดนิยมอย่างประเทศอังกฤษมาแชร์ค่ะ ไปดูกันเลยมีหัวข้ออะไรบ้าง

1. ค้นหาหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่สนใจ

เริ่มแรกเลย เราอาจต้องดูจากสาขาวิชาที่เราสนใจก่อน เมืองที่ต้องการอยู่ หรือมหาวิทยาลัยที่สนใจ เพื่อสมัครเรียน และหาข้อมูลของข้อกำหนดในการรับเข้าศึกษาในหลักสูตรนั้นๆ ซึ่งอาจมีบางข้อที่แตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัย ดังนั้นเราจึงควรหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ได้มหาวิทยาลัยที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด

Cambridge University

2. เอกสารที่ใช้ในกาสมัครเรียน

หลังจากเลือกมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษได้แล้ว เราก็ต้องเตรียมเอกสารประกอบการยื่นใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยที่เราเลือก โดยเอกสารสำคัญขั้นต้นที่ควรรวบรวมไว้มีดังต่อไปนี้

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript)
  • ใบรับรองหรือประกาศนียบัตรที่แสดงการจบหลักสูตรจากสถาบันการศึกษา (Graduation Certificate)
  • ผลสอบ IELTS ที่มีคะแนนตามความต้องการของมหาวิทยาลัย
  • หนังสือรับรอง หรือจดหมายแนะนำจากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2 ฉบับ (Letters of Recommendation)
  • จดหมายแนะนำตัว เขียนเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการเข้าศึกษา สิ่งที่หวังว่าจะได้รับหลังจบหลักสูตร และเหตุผลการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย (Statement of Purpose)
  • เอกสารที่ผ่านการอบรม หรือฝึกงานอื่นๆ เพื่อช่วยประกอบในการพิจารณา
  • รูปถ่ายหน้าตรง สวมชุดสุภาพ ขนาด 1 นิ้ว หรือ 1 นิ้วครึ่ง (ขึ้นอยู่กับสถาบันที่สมัคร)
  • สำเนาหนังสือเดินทาง
  • ใบสมัครที่ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยโดยตรง
  • หนังสือรับรองการทำงาน สำหรับบางคณะที่ต้องมีประสบการณ์การทำงานด้วย
Document Preparation

3. ช่วงเวลาที่ต้องทำการสมัครเรียน

สำหรับการ เรียนต่อประเทศอังกฤษ ในระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยที่อังกฤษจะมีการเปิดเรียน 2 ช่วงในแต่ละปี ส่วนใหญ่เปิดช่วงเดือนกันยายน และบางหลักสูตร (ตัวเลือกไม่มาก) จะไปเปิดช่วงมกราคม การสมัครเรียนต้องเริ่มสมัคร 1 ปีล่วงหน้าก่อนปีที่เราจะไปเรียนค่ะ เช่น ถ้าเราสนใจจะเรียนหลักสูตรที่เปิดเทอมเดือนกันยายนปี 2022 เราก็ต้องเริ่มสมัครตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2021 เลย

ทั้งนี้เราจะต้องอ่านรายละเอียดของแต่ละมหาวิทยาลัยด้วย เพราะแต่ละหลักสูตรจะมีวันที่ปิดรับสมัครไม่เหมือนกัน บางหลักสูตรอาจปิดรับสมัครปลายเดือนมิถุนายน แต่บางหลักสูตรก็ให้เวลาไปถึงเดือนสิงหาคม สำหรับนักเรียนไทยควรสมัครไปอย่างช้าที่สุดไม่ควรเกินเดือนกุมภาพันธ์ของปีที่จะเริ่มเรียน เพราะหากล่าช่าไป เราก็อาจจะเตรียมเอกสารและเตรียมตัวไม่ทันได้

ถ้าเป็นปริญญาตรี เราต้องศึกษากำหนดการของ UCAS (Universities and Colleges Admissions Service) ซึ่งเป็นกระบวนการสมัครเรียนหลักสูตรระดับปริญญาตรีในอังกฤษผ่านระบบส่วนกลางให้ดีเสียก่อน โดยกำหนดการเปิดรับสมัครจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ช่วงเวลาดังนี้

  • เดือนตุลาคม – สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเรียนใน University of Oxford และ University of Cambridge หรือหลักสูตรทางการแพทย์ สัตวแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ และทันตแพทย์
  • 15 มกราคม – วันสุดท้ายของการรับใบสมัครเรียนปริญญาตรีของหลักสูตรอื่นๆ
  • เดือนมีนาคม – วันสุดท้ายของการสมัครเรียนหลักสูตรด้านศิลปะและการออกแบบ
  • 30 มิถุนายน – ใบสมัครที่มาในช่วงนี้จะเรียกว่ากลุ่ม clearing ซึ่งผู้สมัครอาจไม่ได้มหาวิทยาลัยที่เลือกไว้ในอันดับต้นๆ
Time to apply

4. ค่าใช้จ่ายสำหรับ เรียนต่อประเทศอังกฤษ

โดยทั่วไปค่าเทอม ค่าที่พัก และค่าใช่จ่ายต่างๆ ในการไปเรียนต่อที่อังกฤษจะอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นค่าเล่าเรียน ประมาณ 10,000-20,000 ปอนด์ต่อปี (400,000 – 800,000 บาท) ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายส่วนตัวจะใช้ค่าเฉลี่ยจากทางสถานทูตในการคำนวนคือ 1,265 ปอนด์ (ประมาณ 50,600 บาท) สำหรับสถาบันที่ตั้งอยู่ในลอนดอน และ 1,015 ปอนด์ (ประมาณ 40,600 บาท) สำหรับสถาบันที่ตั้งอยู่นอกลอนดอน นอกจากค่าเทอม และค่าดำรงชีพแล้ว หากเราเดินทางไปเรียนที่ประเทศอังกฤษระยะเวลาเกิน 6 เดือน ผู้เดินทางไปเรียนจะต้องเสียค่าบริการที่เรียกว่า Immigration Health Surcharge สำหรับการเข้าสู่ระบบดูแลสุขภาพ NHS หรือ National Health Service ของประเทศอังกฤษ ซึ่งคล้ายๆ ประกันสังคมของบ้านเรา ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 470 ปอนด์ หรือประมาณ 20,200 บาท ต่อปี

Budget for study in UK

การไปเรียนต่อต่างประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าเราจะจ่ายค่า Immigration Health Surcharge เพื่อเข้าสู่ระบบ NHS แล้ว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการเข้ารักษาพยาบาลอย่างเช่น NSH จะไม่ครอบคลุมค่ายาที่จะต้องจ่ายเพิ่มเองประมาณ 6.85 ปอนด์ (ประมาณ 300 บาท) ต่อชนิดของยาต่อครั้ง และไม่ครอบคลุมกรณีต้องขอใบรับรองแพทย์ด้วย

ดังนั้นการทำประกันภัยการเดินทางเพิ่มเติมเพื่อให้คุ้มครองครอบคลุมสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางไปเรียนทั้งหมดไม่ว่าค่ารักษาพยาบาล ค่าเคลื่อนย้ายกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือความคุ้มครองอื่นๆ ซึ่งประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ “Overseas Student Care” จาก Allianz Travel มีให้เลือกถึง 3 แผน เริ่มตั้งแต่ Basic, Intermediate, Advance ที่สามารถเลือกได้ตามงบประมาณและความต้องการของแต่ละบุคคล และมีความคุ้มครองที่เหมาะสมกับการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้สามารถเรียนต่อที่ต่างประเทศได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : gov.uk , efluk.net , siuk-thailand.com, tonyeducation.com , wegoabroad.com


เลือกแผนประกันเรียนต่อต่างประเทศที่ใช่สำหรับคุณ ประกันเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel

ที่เที่ยวสิงคโปร์

10 ที่เที่ยวสิงคโปร์ สุดฮิต ที่ไม่ควรพลาด!

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทย เหล่าช่างภาพ และอินสตาแกรมเมอร์ที่ต้องไปเยือนเพื่อเก็บภาพมาโพสต์ให้เหล่าแฟนคลับได้ดู การเดินทางไปพราะใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน สามารถจัดเป็นทริประยะสั้นเพียงแค่ 1-2 วันหรือไปกลับภายในวันเดียวก็ได้ สิงคโปร์มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีประวัติความเป็นมา ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศูนย์การค้าสุดหรู แหล่งช้อปปิ้ง และอาหารอร่อยขึ้นชื่อที่ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก วันนี้ Allianz Travel ได้รวม 10 สถานที่ยอดนิยมที่ไม่ควรพลาดหากได้ไปเยือนสิงคโปร์มาให้ผู้ที่มีแผนกำลังจะเดินทางได้เก็บไว้ในเช็คลิสต์กันด้วยค่ะ

1. Jewel Changi Airport

จีเวล ชางงี แอร์พอร์ต (Jewel Changi Airport) เป็นอาคารศูนย์การค้าของสนามบินชางงีประเทศสิงคโปร์ ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลกติดต่อกัน 7 ปี ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลกคือ Moshe Safdie ผู้ออกแบบมารีน่า เบย์ แซนด์สร่วมกับสถาปนิกฝีมือดีอีกมากมาย เป็นอาคารที่เชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสาร 1, 2 และ 3 ส่วนอาคารผู้โดยสารที่ 4 จะมีรถรับส่งมายังอาคาร ลักษณะของอาคารเป็นรูปโดม ประกอบไปด้วยสวนป่า Forest Valley ที่มีน้ำตกในร่มที่สูงถึง 40 เมตรอย่าง The HSBC Rain Vortex และรายล้อมไปด้วยต้นไม้กว่า 2,000 ต้น

ภายในสนามบิน Jewel Changi ยังมีโรงภาพยนตร์ 2 แห่ง และส่วนที่ให้ความบันเทิงต่างๆ มีสวนในร่มที่มีเขาวงกตในสวนและจุดชมวิวที่สวยงาม และสไลเดอร์สูง 12 เมตร (ความสูงตึก 4 ชั้น) สามารถใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

เว็บไซต์ : https://www.jewelchangiairport.com/

แผนที่ : https://goo.gl/maps/YHXQH3teGoBwqLij8

2. Merlion Park

สวนสาธารณะขนาดเล็กริมอ่าวมารีน่าเบย์ (Marina Bay) เป็นที่ตั้งของรูปปั้นเมอร์ไลอ้อน (Merlion) ที่มีหัวเหมือนสิงโต และลำตัวของปลา มีน้ำหนัก 70 ตันและสูง 8.6 เมตร โดยตรงส่วนปากของมันจะมีน้ำพุพ่นออกมา โดยเจ้า Merlion ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ประจำชาติ ของประเทศสิงคโปร์ และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี

สวนสาธารณะ Merlion เป็นจุดที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ ไม่ว่าคุณจะกำลังถ่ายเซลฟี่ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัญลักษณ์หรือถ่ายภาพทิวทัศน์อันงดงามจากสวนสาธารณะเมื่อมองออกไปนอกอ่าว

แผนที่ : https://g.page/merlion-park-singapore?share

3. Marina Bay Sands

Marina Bay Sands คือรีสอร์ทสุดหรูซึ่งเปิดให้เป็นศูนย์กลางการให้บริการอย่างครบวงจร ประกอบไปด้วย โรงแรม ศูนย์การค้า
แบรนด์เนม พิพิธภัณฑ์ ArtScience Museum ร้านอาหารชื่อดัง จุดชมวิวสูงของเมือง รวมไปถึงคาสิโนหรูด้วยค่ะ

อาคาร Marina Bay Sands มีเป็นลักษณะเหมือนไพ่สามใบเรียงกันโดยมีเรือวางอยู่ด้านบน ซึ่งเรือข้างบนชั้นที่ 57 มีชื่อว่า Sky Park ที่มีสระน้ำสุดหรูแบบ Infinity Pool ไว้คอยให้บริการลูกค้าของโรงแรม นอกจากนี้สระน้ำของ Marina Bay Sands ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นสระน้ำลอยฟ้าที่สูงที่สุดในโลกด้วยค่ะ นอกจากนี้ถ้ายืนอยู่ที่จุดชมวิว Sky Park เราสามารถมองเห็นวิวได้ทั่วทั้งเมือง ทั้งสะพานเกลียวคู่ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ท่าเรือ สวน Gardens by the Bay และเส้นขอบฟ้าที่สวยงาม

ความหรูหราสง่างามของ Marina Bay Sands แสดงให้เห็นถึงรูปแบบและสถานะของสิงคโปร์ในฐานะเมืองนานาชาติที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เว็บไซต์ : http://www.marinabaysands.com/

แผนที่ : https://goo.gl/maps/PA31wnCD3FKgfeZA9

4. Raffles Hotel Singapore

Raffles Hotel Singapore สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2430 ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ ท่านเซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) และสร้างโดยพี่น้องตระกูลซาร์กีส์ที่รับดูแลผิดชอบโรงแรมหรูหราอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ในยุคอาณานิคม

ขอบคุณรูปภาพจาก : RAFFLES SINGAPORE

โรงแรมเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแห่งนี้เป็นหนึ่งในโรงแรมของศตวรรษที่ 19 ที่ยิ่งใหญ่แห่งสุดท้ายของโลก และเป็นสถานที่สำคัญของเมืองมาเป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ และยังคงรักษาชื่อเสียงอันโด่งดังด้วยอาหารและบริการที่เป็นเลิศ สถาปัตยกรรมคลาสสิกและสวนเขตร้อน และเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ที่หลากหลายและยาวนานของสิงคโปร์ ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเคยมาพักผ่อน และสร้างสีสันให้กับโรงแรม อย่างเช่น ชาลี แชปลิน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และรัดยาร์ด คิปลิง

เว็บไซต์ : www.raffles.com/singapore

แผนที่ : https://g.page/raffleshotelsingapore?share

5. Gardens by the Bay

Gardens by the Bay เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาที่ดินริมน้ำบริเวณรอบอ่าวมารีนา ใช้เป็นทั้งพื้นที่จัดแสดงงานและพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมต่างๆ กินบริเวณถึง 250 เอเคอร์ (ราว 630 ไร่ ) นักท่องเที่ยวสามารถเดินจากอ่าวมาที่สวนนี้โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น สวนแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ สวนริมอ่าวทางใต้ สวนริมอ่าวทางตะวันออก และอ่าวกลาง แต่ละส่วนยังแบ่งออกเป็นส่วนย่อยต่างๆอีก 7 โซน ได้แก่ Flower Dome, Cloud Forest, Supertree Grove, Heritage Gardens, Dragonfly & Kingfisher Lakes, Bay East Garden และ World of Plants

โซน Supertree Grove เป็นโซนที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุด จุดเด่นจะเป็นกลุ่มโครงเหล็กขนาดยักษ์สีชมพูที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มีต้นไม้จำพวกสับปะรดสี เฟินชนิดต่างๆ กล้วยไม้ และไม้เลื้อยหลากชนิด รวมทั้งสิ้น 162,900 ต้น ปลูกเป็นสวนแนวตั้งบนลำต้นสูงขึ้นไปถึง 25-50 เมตร เทียบเท่ากับตึก 9-16 ชั้น เป็นอีกหนึ่งสวนพฤกษศาสตร์ริมอ่าวมารีน่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริเวณด้านบนของ Supertree Grove มีการติดตั้งแผ่น Solar Cell เพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในสวน ตอนกลางคืนจะเห็นไฟประดับต้นไม้ยักษ์สวยงาม มีการแสดงแสง สี เสียง นอกจากนี้ยังมี Cloud Forest Dome น้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลกซึ่งเราสามารถเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพจากที่นี่ได้

เว็บไซต์ : http://www.gardensbythebay.com.sg/en.html

แผนที่ : https://goo.gl/maps/gJDLK84yzJquRsDH6

6. Singapore Botanic Gardens

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (Singapore Botanic Gardens) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1859 โดยสมาคมเกษตรพืชสวน บนพื้นที่ 60 เอเคอร์และได้รับการแปลงโฉมจากพื้นที่เพาะปลูกที่ทิ้งร้างมาเป็นสวนเพื่อการสันทนาการ ส่วนแห่งนี้เป็นสวนแห่งแรกในประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

ไฮไลต์ของที่นี่คือ National Orchid Garden (สวนกล้วยไม้แห่งชาติของสิงคโปร์) ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพืชพรรณและกล้วยไม้กว่า 60,000 ต้น กิจกรรมยอดนิยมอื่นๆ ที่นิยมทำเมื่อได้ไปเที่ยวสวนแห่งนี้ คือ การเยี่ยมชมสวนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทะเลสาบเชิงนิเวศ สวนบอนไซ ประติมากรรม และสวนที่เป็นทางการอื่นๆ อีกหลายแห่ง

เว็บไซต์ : www.nparks.gov.sg/sbg

แผนที่ : https://goo.gl/maps/k7ucskwZYwxJ21WA7

7. Fort Canning Park

สวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิงเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่บนเนินเขาใจกลางตัวเมืองสิงคโปร์ ที่ภายในแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆที่น่าสนใจทั้งทางด้านประวัติศาสตร์, ลานแสดงดนตรี และธรรมชาติอันร่มรื่น อยู่ติดกับ Clark Quay, พิพิธภัณท์แห่งชาติสิงคโปร์(Singapore National Museum) และใกล้กับย่านช้อปปิ้งถนนออชาร์ด(Orchard Road)

แต่เดิมบริเวณภูเขาแคนนิง(Mount Canning)เป็นเขตที่อยู่ของสุลต่านที่ปกครองเกาะสิงคโปร์ ต่อมา Sir Raffles ได้เข้ามายึดครองเกาะและได้ยึดเอาภูเขานี้เอาไว้เป็นเขตแดนของรัฐบาล ต่อมาที่นี่ได้กลายเป็นป้อมปราการและหอสั่งการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เรียกว่า Battle Box  ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้เป็นพิพิธภัณท์ที่เกี่ยวกับสงครามด้วย ทำให้ที่สวนแห่งนี้มีอาคารและสิ่งปลูกสร้างทางประวัติรวมกันอยู่มากมาย นอกจากนี้ก็จะมีสวนที่สร้างขึ้นเพื่อวิจัยพรรณพืชที่เกี่ยวกับเครื่องเทศต่างๆด้วย

จุดที่เป็นแลนด์มาร์คของผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ และเหล่าอินสตาแกรมเมอร์ทั้งหลาย ก็คืออุโมงบันไดวนที่มีพื้นหลังเป็นต้นไม้สีเขียว ซึ่งสถานที่แห่งนี้ยังได้รับความนิยมสำหรับคนที่ต้องการมาถ่ายพรีเว็ดดิ้งเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังสามารถชมแบบจำลองของตลาดเครื่องเทศ Raffles ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1822 ตลอดจนประติมากรรมของอาเซียนที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1980

แผนที่ : https://goo.gl/maps/8bwejVX7E5bb6e2f8

8. Universal Studios Singapore

Universal Studios Singapore ตั้งอยู่บนพื้นที่ 49 เอเคอร์ของ Resorts World Sentosa เป็นสวนสนุกในธีมภาพยนตร์ฮอลลีวูดแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยว อุปกรณ์เครื่องเล่น และความบันเทิงสำหรับครอบครัวและผู้ชื่นชอบในความตื่นเต้นเร้าใจ

โซนเครื่องเล่นแบ่งตามธีมภาพยนตร์ โดยมีทั้งหมด 7 โซนซึ่งถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ได้แก่ โซน Hollywood, New York, Sci fi City, Ancient Egypt, The Lost World, Far Far Away และ  Madagascar ซึ่งแต่ละโซนจะมีเครื่องเล่นและธีมของโซนนั้นๆ โดยบรรยากาศของแต่ละโซนจะถูกอ้างอิงมาจากภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องต่างๆในเครือยูนิเวอร์แซลพิกเจอร์ เช่น Shrek, Madagascar, Jurassic Park และ Transformer โดยในเทศกาลต่างๆ จะมีการจัดธีมพิเศษแตกต่างกันออกไปตามเทศกาลนั้นๆ

เว็บไซต์ : https://www.rwsentosa.com/en/attractions/universal-studios-singapore/explore

แผนที่ : https://goo.gl/maps/bCa5As35SZQWAtXE7

9. Singapore Zoo

สวนสัตว์สิงคโปร์ เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ.1973 และเป็นสวนสัตว์แห่งป่าฝนที่ดีที่สุดในโลก ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับสากลมากมาย สวนสัตว์แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์กว่า 2,800 ตัวจาก 300 สายพันธุ์ (อาทิ จระเข้ สมเสร็จมลายู และเสือขาว) เป็นสวรรค์ของสัตว์ป่าพันธุ์ต่างๆ ในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก ความสะอาด และความน่าอยู่ โดยสัตว์ต่างๆ ได้รับการดูแลอย่างดี มีพืชพันธุ์เขียวชอุ่มและพื้นที่จำนวนมาก และเป็นที่ที่คนรักสัตว์ต้องแวะไปเยือน

ขอบคุณรูปภาพจาก : Unsplash |
Gillian Putri@gillsgillian

ที่นี่แบ่งเป็นโซนต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 11 โซน คุณจะได้พบกับสัตว์แปลกๆ ที่น่าสนใจมากมายในสวนสัตว์แห่งนี้ ที่อยู่ในถิ่นที่อยู่แบบเปิด ซึ่งออกแบบให้ใกล้เคียงถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของสัตว์เหล่านั้นให้มากที่สุด ที่นี่ลิงอุรังอุตังจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวสามารถชมมันแกว่งไปมาบนแท่นและกินผลไม้ สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีสัตว์อื่นๆ  เช่น ชิมแปนซีขนาดใหญ่ ม้าลาย เมียร์แคต มังกรโคโมโด หนูตุ่น เสือขาว จิงโจ้ และสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย

เว็บไซต์ : www.wrs.com.sg/en/singapore-zoo

แผนที่ : https://g.page/sg-zoo?share

10. Orchard Road

ถนนออร์ชาร์ดนับเป็นสวรรค์ของนักช้อปทุกคน ตั้งแต่ห้างค้าปลีกหรูหราไปจนถึงภัตตาคารอาหารนานาชาติชั้นนำระดับโลก ย่านช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของสิงคโปร์แห่งนี้คือแหล่งรวมประสบการณ์อันหลากหลาย

ขอบคุณรูปภาพจาก : Unsplash | K8@k8_iv

หากแวะเยี่ยมชมถนนออร์ชาร์ด คุณจะได้ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดของสิงคโปร์ ที่ขายสินค้าแบรนด์ดัง ของสะสมของเอเชีย และของที่ระลึกที่ไม่ซ้ำใคร ห้างสรรพสินค้าที่ออกแบบทันสมัย เป็นช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ที่ชวนตื่นตา มีตั้งแต่สินค้าแบรนด์หรูไปจนถึงแฟชั่นไฮสตรีท และร้านที่ขายของไลฟ์สไตล์ต่างๆ ชมผลงานศิลปะจากพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินชาวสิงคโปร์และศิลปินต่างชาติ ที่จะกระตุ้นแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ของคุณ ไปจนถึงเดินดูเสื้อผ้าแฟชั่นราคาไม่แพง ตามสมัยนิยม และสถานเสริมความงามที่ราคาจับต้องได้ รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มากมาย

นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์สี่แห่ง โรงภาพยนตร์ IMAX ร้านคาราโอเกะ KTV และร้านอาหารมากมายในบริเวณใกล้เคียงที่ให้บริการอาหารนานาชาติ

เว็บไซต์ : http://www.orchardroad.org/

แผนที่ : https://goo.gl/maps/A23x97WL1JfxPm2t7

10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในสิงคโปร์ที่ Allianz Travel นำมาฝาก คงทำให้หลายๆ คนเพิ่มสิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่อยู่ในลิสต์ของประเทศที่อยากไปกัน และตอนนี้สิงคโปร์ก็เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศได้แล้ว เริ่มกดวันลาหรือมองหาวันหยุด เตรียมตัวแพ็คกระเป๋า แล้ววางแผนการเดินทางเพื่อไปเที่ยวกันได้เลย แต่ถึงแม้สถานการณ์จะดีขึ้นแล้วแต่ยังไงเราก็ควรอัพเดทข่าวสารและมาตรการในการเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์กันด้วยนะคะ วางแผนการเดินทางและเตรียมความพร้อมให้ดี สิ่งสำคัญที่เราควรมีทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ คือ ประกันการเดินทาง ที่จะช่วยให้แผนการเดินทางของเราไม่สะดุด สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล ให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : 20 Top-Rated Tourist Attractions in Singapore | Visitsingapore.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เรียนภาษาอังกฤษ

8 ประเทศยอดนิยม เรียนภาษาอังกฤษ

การไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือไป เรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษกันในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้เราได้ฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ และได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ จะทำให้เราได้ฝึกสำเนียงที่ถูกต้องและมีความกล้าพูดกับผู้ที่ใช้ภาษานั้นๆ และอาจช่วยให้เราพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญที่เราต้องตัดสินใจอีกอย่างคือการเลือกประเทศที่เราจะไปเรียนให้เหมาะกับทุนทรัพย์ ระยะเวลา และความคุ่มค่ากับสิ่งที่เราจะได้รับ โดยเราสามารถเลือกคอร์สที่เราสนใจได้ ตัวอย่างเช่น

· General English เรียนพูด อ่าน เขียน เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
· Academic English เรียนเพื่อนำไปใช้ในการเรียนระดับปริญญา
· Business English เรียนเพื่อนำไปใช้ในการทำธุรกิจ

Allianz Travel ขอรวบรวมประเทศที่คนนิยมไปเรียนต่อภาษาอังกฤษกัน มาให้เพื่อนๆ เป็นข้อมูลในการตัดสินใจกันค่ะ

1. สหราชอาณาจักร (United Kingdom)

ถ้าพูดถึงเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษ จะมีที่ไหนที่ดีไปกว่าการไปเรียนต่อที่ประเทศต้นฉบับเจ้าของภาษาอย่างสหราชอาณาจักร ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ และไม่เพียงแต่มีมหาวิทยาลัยที่ผลัดกันรั้งตำแหน่งอันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก อย่างเช่น Oxford หรือ Cambridge แล้ว ก็ยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ติด Top 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกด้วย

เรียนภาษา สหราชอาณาจักร (United Kingdom)

เพื่อนๆ สามารถเลือกเมืองที่จะไปเรียนภาษาให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองกันได้เลย เพราะเราอาจจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่หลายเดือน จนถึงอาจเป็นปีเลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าชอบเมืองการศึกษา ก็ต้องเลีอกมหาวิทยาลัยใน Oxford หรือ Cambridge ถ้าชอบกีฬา ก็มีให้เลือกทั้ง Liverpool, Manchester หรือ Leicester หรือถ้าชอบอยู่ในเมืองที่มีกิจกรรมมากมายที่สามารถ่ออกไปใช้ชีวิตในยากว่างก็อาจจะต้องเลือกเรียนใน  London เป็นต้น

จุดเด่น

· เรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาในสำเนียงภาษาอังกฤษแบบบริติช

· มีหลักสูตรภาษาอังกฤษให้เลือกเรียนมากมาย

· มีระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยม มีโรงเรียนสอนภาษามากมายที่มีคุณภาพระดับโลก

· เป็นประเทศที่สามารถผสมผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันได้เป็นอย่างดี

· สามารถเดินทางท่องเที่ยวประเทศในยุโรปได้สะดวก

· มีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายทางด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ และเทศกาลประจำปีชื่อดังมากมาย

· มีชื่อเสียงด้านกีฬาโดยเฉพาะสโมสรฟุตบอลดังๆ เช่น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เชลซี อาร์เซลนอล เป็นต้น

· มีระบบคมนาคมยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถไฟ

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

สำหรับคอร์สเรียนประมาณ 6 เดือน จะมีค่าเรียนตั้งแต่ 120,000 – 260,000 บาทขึ้นอยู่กับสถาบัน

2. ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA)

หลายคนคงมีชื่อประเทศอเมริกาติดอันดับสถานที่ที่อยากไปเรียนต่อเพื่อฝึกภาษากันอยู่แล้ว เพราะมีชื่อเสียงด้านคุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้นำการศึกษาโลก มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่คุณภาพอเมริกา และเป็นจุดหมายของนักศึกษาต่างชาติทั่วโลก

เรียนภาษา ประเทศสหรัฐอเมริกา

อเมริกาเป็นประเทศใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ประกอบด้วยรัฐ 50 รัฐ และหนึ่งเขตปกครองกลาง แต่ละรัฐแต่ละเมืองก็จะมีความหลากหลาย วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม หรือกิจกรรมการท่องเที่ยวก็มีให้เลือกมากมาย หากจะเลือกเมืองที่สนใจจะไปเรียนภาษาก็อาจจะต้องคำนึงถึงค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปตามขนาดของเมือง ซึ่งเราขอยกตัวอย่างค่าที่พักของแต่ละเมืองดังนี้

· เมืองขนาดใหญ่ เช่น New York, San Francisco, Chicago, Miami ค่าที่พักประมาณเดือนละ 1,360 – 1,680 USD หรือประมาณ 44,880 – 55,440 บาท)

· เมืองขนาดกลาง เช่น San Diego, Seattle, Portland ค่าที่พักประมาณเดือนละ 1,180 – 1360 USD หรือประมาณ 38,940 – 44,880 บาท

· เมืองขนาดเล็ก เช่น St Louis, Oklahoma, Thousand Oak, Orlando, Richmond ค่าที่พักประมาณเดือนละ 900 – 1200 USD หรือประมาณ 29,700 – 39,600 บาท

จุดเด่น

· ได้เรียนภาษาสำเนียง American ซึ่งเป็นสำเนียงที่คนไทยคุ้นเคยกัน

· เป็นประเทศทันสมัย และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

· มีจำนวนมหาวิทยาลัยให้เลือกมากมายหลังคุณจบคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ

· ผู้คนมีความหลากหลาย พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

· มีโอกาสเที่ยวและเก็บประสบการณ์ชีวิตได้อย่างมากมาย

· ได้เรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมของชาวอเมริกันอย่างแท้จริง

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

สำหรับการเรียนภาษา 24 สัปดาห์ หรือประมาณ 6 เดือน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

· กลุ่มที่ 1 โรงเรียนแบบประหยัด (กลุ่ม Budget): ประมาณ 3800 – 4800 USD (120,000 – 150,000 บาท)

· กลุ่มที่ 2 โรงเรียนแบบจริงจัง (กลุ่ม Specialist): ประมาณ 5,300 – 6,300 USD (170,000 – 200,000 บาท)

· กลุ่มที่ 3 ศูนย์สอนภาษาของมหาวิทยาลัย (University): ประมาณ 7,200  -8,400 USD (230,000 – 270,000 บาท)

3. ประเทศออสเตรเลีย (Australia)

ประเทศออสเตรเลียเป็นตัวเลือกที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประเทศไทย ค่าใช้จ่ายไม่แพง สภาพภูมิอากาศดีไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมชายหาดที่ล้อมรอบประเทศ ไม่ว่าจะเลือกเรียนที่เมืองอะไรก็สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองอื่น ๆ ได้สะดวก เป็นประเทศที่ต้อนรับนักศึกษาต่างชาติ ผู้คนเป็นกันเอง มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีถึง 5 เมืองติด 10 อันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2021 (โดย Economist Intelligence Unit) ได้แก่ Adelaide, Perth, Melbourne, และ Brisbane

เรียนภาษา ประเทศออสเตรเลีย

ออสเตรเลียถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการไปเรียนต่อเพื่อพัฒนาภาษา เพราะนอกเหนือจากค่าเงินที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษแล้ว ออสเตรเลียยังเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติสามารถทำงานควบคู่ไประหว่างเรียนอีกด้วย โดยผู้ถือวีซ่านักเรียนจะสามารถทำงานได้ถึง 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ตามกฎหมาย ออสเตรเลียมีโรงเรียนสอนภาษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำติดอันดับโลก เมืองที่มีโรงเรียนภาษาเยอะๆ และติดอันดับยอดนิยมที่เด็กไทยมักเลือกไปเรียนกัน ได้แก่ ซิดนีย์ เมลเบิร์น บริสเบน และโกลด์โคสต์ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถเลื่อกได้ตามความชอบและ Lifestyle ของแต่ละคน

· ซิดนีย์ (Sydney) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย คนเยอะ มีแหล่งชอปปิ้งและของกินมากมาย ค่าที่พักแพง แต่มีให้เลือกหลายรูปแบบ

· เมลเบิร์น (Melbourne) เมืองสวยออกแนวอาร์ทๆ เมืองใหญ่ คนเยอะ แต่อากาศเปลี่ยนไปมา โดยที่เราอาจจะเจอทั้งร้อน หนาว และฝนในวันเดียวกัน ค่าที่พักราคาพอๆ กับซิดนีย์

· บริสเบน (Brisbane) เป็นเมืองกิจกรรมสำหรับคนที่ชอบกิจกรรม Outdoor และกีฬา อากาศคล้ายเมืองไทย มีแดดตลอดทั้งปี ค่าครองชีพถูก ค่าที่พักไม่แพง

· โกลด์โคสต์ (Gold Coast) อีกหนึ่งเมืองใหญ่ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเรียนภาษาอังกฤษในบรรยากาศที่ห้อมล้อมไปด้วยลมทะเลและชายหาดอันสวยงาม มีร้านอาหารและร้านค้าต่างๆมากมาย มีสวนสนุกที่น่าตื่นตาตื่นใจ และมีกิจกรรมกีฬาทางน้ำอย่าง การโต้คลื่น หรือ Surfing

จุดเด่น

· เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร

· อยู่ใกล้กับประเทศไทย ไป-กลับ สะดวก

· มีสถาบันสอนภาษามีคุณภาพระดับสากลมากมาย

· เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มาเรียนภาษาทำงาน Part time ได้

· ภูมิประเทศสวยงาม อาหารการกินสมบูรณ์ และสภาพอากาศเหมาะสมกับคนไทย

· กิจกรรมเยอะ ได้ท่องเที่ยวกับธรรมชาติอย่างเต็มที่

· คนไทยเยอะ ไม่เหงา มีเพื่อนแน่นอน

· มีระบบคมนาคมที่สะดวกสบาย สามารถท่องเที่ยวเมืองอื่น ๆ ได้ง่าย

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

สำหรับการเรียนภาษา 24 สัปดาห์ จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 140,000 – 300,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียนและประเภทของคอร์สที่จะเรียน

4. ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand)

นิวซีแลนด์ถูกจัดอันดับให้เป็นเป็นประเทศที่ปลอดภัยอันดับต้น ๆ ของโลกจากหลายองค์กรเชื่อถือได้ และเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ อาทิเช่น World Population Review, U.S. News, Condé Nast Traveler, Worldpackers, Vision of Humanity เป็นต้น นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังเป็นประเทศที่น่าจับตามองมาก ๆ ในช่วงโควิด-19 เพราะที่นิวซีแลนด์สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ยอดเยี่ยมจนทำให้เมือง Auckland ขึ้นอันดับหนึ่งเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2021 (โดย Economist Intelligence Unit) ที่นิวซีแลนด์ยังมุ่งมั่นพัฒนาด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การศึกษาของที่นิวซีแลนด์มุ่งเน้นทักษะเพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต แถมที่นี่ดูแลนักเรียนต่างชาติดีมากๆ

เรียนภาษา ประเทศนิวซีแลนด์

จุดเด่น

· นิวซีแลนด์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ

· ระบบการศึกษาของนิวชีแลนด์เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในระดับการศึกษาที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก

· สำหรับนักเรียนต่างชาติที่สมัครเรียนตั้งแต่ 14 สัปดาห์ขึ้นไป และอายุ 18 ปีขั้นไปสามารถทำงาน Part-time ได้ถึง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

· ผู้คนเป็นมิตร ยินดีต้อนรับและช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติ

· สามารถท่องเที่ยวในประเทศได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะไปเดินป่า เที่ยวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ หรือชายหาด

· ค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพ ที่ไม่สูงจนเกินไป สมเหตุ สมผล

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

ค่าเรียนภาษาขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้องการเรียน ส่วนมากสถาบันสอนภาษาอังกฤษจะคิดค่าเรียนเป็นรายสัปดาห์ เริ่มต้นที่ NZD 250 หรือประมาณ 5,000 บาทต่อสัปดาห์ แต่ถ้าเรียนศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัย ค่าเรียนอาจจะสูงถึง NZD 450 หรือประมาณ 9,000 บาทต่อสัปดาห์

นอกจากค่าเรียนภาษาอังกฤษแล้ว เราจะต้องเผื่อค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องจ่ายเพิ่มให้กับสถาบันอย่างเช่น ค่าลงทะเบียนเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่า resource fee เป็นต้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน ซึ่งจะเรียกเก็บไม่เท่ากัน อยู่ที่ประมาณ 5,000 – 15,000 บาท

5. ประเทศแคนาดา (Canada)

แคนาดาคืออีกหนึ่งประเทศของโลกในทวีปอเมริกา ที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการศึกษาที่มีศักยภาพดีเยี่ยม มาตรฐานการศึกษายอดเยี่ยม หลักสูตรและการสอนมีความทันสมัย ภาษาอังกฤษมีสำเนียงคล้ายอเมริกัน แต่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า นอกจากนี้  แคนาดายังเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีชื่อเสียงด้านความปลอดภัย อัตราการก่ออาชญากรรมต่ำมาก และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกในปี 2021 (โดย U.S. News and World Report) มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่หลากหลายและสวยงาม เช่น Rocky Mountains, Banff National Park, Niagara Falls เป็นต้น นอกจากนี้ 3 เมืองใหญ่ของแคนาดายังมีมหาวิทยาลัยติดอันดับ Top 50 QS World University Rankings 2021 ซึ่งได้แก่ Toronto, Montreal และ Vancouver

เรียนภาษา ประเทศแคนาดา

จุดเด่น

· มีมาตราฐานการศึกษาดี เป็นที่ยอมรับทั่วโลก

· เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกในปี 2021 และมีความปลอดภัยสูง

· คุณภาพชีวิตดีอันดับ 1 ของโลก (2019 US News’ world report)

· สัมผัสกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แบบวิวหลักล้าน

· มีภาษาราชการ 2 ภาษาคือ ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ไปเรียนภาษาอังกฤษอาจจะได้ภาษาฝรั่งเศสกลับมาด้วย

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

· สำหรับการเรียนภาษา 20 สัปดาห์ (ประมาณ 5 เดือน) ค่าเรียนประมาณ 130,000-160,000 บาท

· สำหรับการเรียนภาษา 36 สัปดาห์ (ประมาณ 9 เดือน) ค่าเรียนประมาณ 210,000-260,000 บาท

· สำหรับการเรียนภาษา 48 สัปดาห์ (ประมาณ 1 ปี) ค่าเรียนประมาณ 280,000-340,000 บาท

6. ประเทศสิงคโปร์ (Singapore)

สิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีหลักสูตรการศึกษาที่ดี เศรษฐกิจดี และเป็นประเทศในเอเชียที่มีการศึกษาติดอันดับต้นๆ ของโลก สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าไทย บ้านเมืองสะอาด ผู้คนตรงต่อเวลาและมีระเบียบวินัยสูง เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีผู้คนสนใจเดินทางเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี การไปเรียนต่อที่สิงคโปร์จึงได้พบกับเพื่อนๆจากหลากหลายประเทศ แถมไม่ต้องเดินทางไปไกลจากไทย ที่พักดี เมืองปลอดภัย  นักเรียนไทยปรับตัวเข้ากับ อาหาร เพื่อนต่างชาติ และวัฒนธรรรมได้ไม่ยากนัก

เรียนภาษา ประเทศสิงคโปร์

จุดเด่น

· อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุดเดินทางสะดวก เวลาต่างจากที่ไทยไม่กี่ชั่วโมง

· เป็นประเทศในเอเชียที่มีความอินเตอร์สูง มากกว่า 40% เป็นชาวต่างชาติ

· มีระบบการเรียนการสอนตามมาตราฐานสากล

· มีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและกิจกรรมให้ทำมากมาย

· อาหารมีให้เลือกหลากหลายทั้ง มาเลย์ จีน อินเดีย ตะวันตก และยุโรป

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

· หลักสูตร 2 เดือน ประมาณ 1,145-1,980 SGD

· หลักสูตร 4 เดือน ประมาณ 3,585-4,024 SGD

· หลักสูตร 6 เดือน ประมาณ 5,190-6,592 SGD

7. ประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)

ไอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก อยู่ติดกับประเทศอังกฤษ ภาษาราชการของชาวไอริชคือ ภาษาไอริช และภาษาอังกฤษ ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีอันดับต้นๆของโลก รัฐบาลไอร์แลนด์มุ่งมั่นสร้างประเทศให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และทันสมัย ไอร์แลนด์มีศักยภาพด้านการศึกษาและเทคโนโลยีสูงไม่แพ้ประเทศอื่นในแถบยุโรป เป็นประเทศที่สวยงาม และที่สำคัญอุปนิสัยอันเป็นมิตรของชาวไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ให้ความสำคัญในการศึกษาจึงทำให้คุณภาพการศึกษามีคุณภาพสูง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักเรียนและนักศึกษาเลือกประเทศนี้เป็นจุดหมายปลายทางในการศึกษาต่อ

เรียนภาษา ประเทศไอร์แลนด์

จุดเด่น

· ระบบการศึกษาในประเทศไอร์แลนด์ได้รับการยกย่องให้เป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา

· ประเทศไอร์แลนด์ลงทุนให้กับการศึกษาทั้งในระดับงานวิจัย และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

· มีหลักสูตรต่างๆ มากมาย ได้รับการยอมรับจากองค์กรนานาชาติ

· การเข้าถึงโอกาสที่จะได้ศึกษาระบบงานวิจัยที่ดีที่สุดในโลก

· วีซ่านักเรียนสามารรถทำงานพาร์ทไทม์ได้ 20 ช.ม./สัปดาห์ หรือทำงานเต็มเวลา 40 ชม /สัปดาห์ ช่วงปิดเทอม

· มีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศไอร์แลนด์มากกว่า 161 ประเทศทั่วโลก

· เป็นประเทศที่ถือได้ว่ามีมิตรสัมพันธ์ดี และปลอดภัยที่สุดในโลก

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

เริ่มต้นที่ 200,000 บาทต่อการเรียน 25 สัปดาห์

8. ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines)

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีประชาการพูดภาษาอังกฤษมากเป็นอันดับ 3 รองจากอเมริกาและอังกฤษ และมีค่าครองชีพที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ 2 ประเทศนี้ และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ที่ฟิลิปปินส์จึงมีนักเรียนชาวต่างชาติมาเรียนต่อเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษ หรือเรียนในมหาวิทยาลัยที่พูดภาษาอังกฤษจำนวนมาก เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเรียนภาษาอังกฤษนอกประเทศแบบเข้มข้น แต่มีงบประมาณไม่มาก

เรียนภาษา ประเทศฟิลิปปินส์

เมืองเซบูเป็นเมืองยอดนิยมที่มีนักเรียนชาวต่างชาติอย่าง เกาหลี, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, จีน รวมทั้งอิหร่าน ลิเบีย บราซิล และรัสเซีย มาเรียนภาษาอังกฤษอยู่เสมอ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร มีความปลอดภัย มีรถสาธารณะที่สามารถเดินทางได้อย่างง่ายดาย และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆอยู่หลายแห่ง

จุดเด่น

· ค่าใช้จ่ายไม่แพง ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ

· โรงเรียนมีมาตรฐานในการคัดเลือกครูที่จบระดับปริญญาตรีด้านการสอนหรือด้านภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ และจะผ่านการอบรม TESOL ซึ่งเป็นการรับรองด้านการสอนภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

· มีนักเรียนจากหลากหลายประเทศ ทำให้มีโอกาสเจอเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย

· ง่ายต่อการปรับตัว เพราะสภาพแวดล้อมและอุปนิสัยของชาวฟิลิปปินส์ใกล้เคียงกับคนไทยมาก

· คนฟิลิปปินส์เกือบทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้เราใช้ชีวิตได้ไม่ยากและได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษตลอดเวลา

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน

บางสถาบันเริ่มต้นที่ราคาประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน (ค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าคอร์สเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหาร และส่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น Wifi เป็นต้น)

ทั้ง 8 ประเทศข้างต้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าเราจะเลือกประเทศไหน เราก็จะได้ความรู้และประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ค่าเรียนและค่าใช้จ่ายของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับเมือง ที่พัก และระยะเวลาของหลักสูตรการเรียนที่เราเลือก

นอกจากเลือกประเทศที่เหมาะกับเราแล้ว การเลือกซื้อประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศที่มีความคุ้มครองครอบคลุมก็เป็นสิ่งสำคัญ ประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel มีให้เลือกถึง 3 แผน เริ่มตั้งแต่ Basic, Intermediate, Advance ที่สามารถเลือกได้ตามงบประมาณ ระยะเวลาและความต้องการของแต่ละบุคคล ทำให้สามารถเรียนได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด


เลือกแผนประกันเรียนต่อต่างประเทศที่ใช่สำหรับคุณ ประกันเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel

ประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ

ประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ

การเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกของนักเรียนที่อยากเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาเรื่องภาษา และเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้กับตัวเอง และการเรียนต่อต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นชั้นมัธยม ปริญญาตรี โท หรือเอก ก็จะต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยเป็นระยะเวลานาน อาจหลายเดือนหรือหลายปี จึงต้องมีการเตรียมตัวให้รอบคอบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถมุ่งเน้นไปที่การเรียนได้อย่างมั่นใจ และครอบครัวที่อยู่ทางเมืองไทยก็หายห่วงไปด้วยเช่นกัน ประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel มอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมตลอดระยะเวลาที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ ทำให้ผู้เรียนและครอบครัวสบายใจไร้กังวล

ประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel คุ้มครองอะไรบ้าง

1. ค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ

ค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ

เมื่อคุณต้องเจ็บป่วยโดยไม่คาดฝัน Allianz Travel พร้อมดูแลคุณอย่างเต็มที่ คุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมง และให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศสูงสุดถึง 5,500,000 บาท รวมถึงค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยเมื่อคุณต้องเจ็บป่วยขณะมาเยี่ยมบ้านสำหรับกรมธรรม์ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไปอีกด้วย

2. การชดเชยค่าเล่าเรียน

การชดเชยค่าเล่าเรียน

หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถเรียนต่อได้ คุณก็ไม่ต้องเสียค่าเทอมไปฟรีๆ เพราะ ประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel มอบความคุ้มครองการชดเชยค่าเล่าเรียนจากกรณี:

  • เจ็บป่วยจนต้องรับการรักษาในฐานะผู้ป่วยใน ติดต่อกันเกิน 1 เดือน
  • ป่วยหนักจนต้องถูกส่งตัวกลับประเทศเพื่อรับการรักษาต่อ
  • คู่สมรส คุณพ่อ คุณแม่ หรือบุตรตามกฎหมายของผู้ทำประกันภัย เสียชีวิต

3. ค่าเดินทางของญาติเพื่อมาเยี่ยมตอนเราป่วย

ช่วงเวลาที่เราต้องนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล และไม่มีผู้ดูแล เรามอบค่าตั๋วเดินทางสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ คู่สมรส พี่น้อง 1 ท่าน* สำหรับการเดินทางมาเยี่ยมผู้เรียน พร้อมค่าที่พักและค่าอาหารวันละ 5,000 บาท เมื่อเราต้องได้รับการรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน ติดต่อกันตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป

4. การชดเชยกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ

การเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจนต้องเสียชีวิตหรือพิการเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เหตุการที่ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นหากมีเหตุสุดวิสัยจนต้องเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เรามีความคุ้มครองเป็นเงินเยียวยาให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้บนกรมธรรม์ สูงสุดถึง 3,000,000 บาท

5. การเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน

ให้ความคุ้มครองการช่วยเหลือในการประสานงานสำหรับการเคลื่อนย้ายจากจุดเกิดเหตุไปยังสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และคุ้มครองค่าย้ายออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้าน หรือแม้แต่ต้องกลับมารักษาตัวต่อที่ประเทศไทย

6. กระเป๋า ทรัพย์สิน สูญหายหรือเสียหายระหว่างการใช้ขนส่งสาธารณะ

กระเป๋า ทรัพย์สิน สูญหายหรือเสียหายระหว่างการใช้ขนส่งสาธารณะ

คุ้มครองกระเป๋า และทรัพย์สิน เสียหายหรือสูญหายจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถบัส หรือขนส่งสาธารณะอื่นๆ

7. ความรับผิดชอบตามกฏหมายต่อบุคคลภายนอก

ไม่ต้องกังวล หากเราพลาดทำสิ่งของของผู้อื่นเสียหาย หรือทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บโดยไม่มีเจตนา เพราะประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel มอบความคุ้มครองช่วยชดใช้ค่าเสียหายกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เราทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ หรือทำข้าวของเสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจ และได้รับการตัดสินทางกฎหมายแล้ว

การไปเรียนต่อต่างประเทศ เป็นก้าวหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต ดังนั้นการเลือกซื้อประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศที่มีความคุ้มครองครอบคลุมสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางไปเรียนมีความสำคัญมาก ซึ่ง ประกันภัยเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel มีให้เลือกถึง 3 แผน เริ่มตั้งแต่ Basic, Intermediate, Advance ที่สามารถเลือกได้ตามงบประมาณและความต้องการของแต่ละบุคคล และมีความคุ้มครองที่เหมาะสมกับการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้สามารถเรียนได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันเรียนต่อต่างประเทศที่ใช่สำหรับคุณ ประกันเรียนต่อต่างประเทศ Overseas Student Care จาก Allianz Travel